คุยธรรมกับผี 2

คุยธรรมกับผี 2

219
0
แบ่งปัน

*** “คุยธรรมกับผี 2” ***

ขอสาธุคุณให้มีแต่ความสุขความเจริญ

เรื่องวิญญาณนั้น มันไม่สาธารณะ ใครก็พูดกันได้

แต่สิ่งที่ข้าเผชิญนั้น มันเป็นประสบการณ์ เราก็แค่มาคุยๆกันไปสนุกๆ

เจ้าตรัยบันทายนี่ เขาไม่ทำชั่วเลยนะ

เขาอยากให้ทุกคนเข้าใจถึงความเป็นจริง

ว่าการยึดมั่นถือมั่นนั้น มันมีแต่ความทุกข์

การไม่ยึดมั่นถือมั่นนี่ซิ เป็นหนทางแห่งความหลุดพ้นออกไปจากความทุกข์ทั้งปวง

เขาจึงชี้และสั่งสอนให้ผู้คน อยู่กับความว่าง ที่ไม่ต้องทุกข์กับสิ่งใดๆ

แต่สิ่งที่บันทายไม่รู้ก็คือ การไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น มันก็เป็นความอยากและอัตตาของตน ที่ตนยึดอยู่

ข้าถามว่า บันทาย เจ้ามองเห็นต้นไม้ไหม

เขาบอกว่าเห็น

ข้าถามว่า ทำไมไม่ว่างจากการเห็นด้วยละบันทาย

เขาอึ้งและนิ่งมองหน้า

บันทายได้ยินเสียงไหม เขามองหน้าไม่กล้าตอบ

เออ..ทั้งผีทั้งคน เวลาคุยๆไปกะข้าซักพักแล้วมักไม่ค่อยกล้าตอบ ระแวงกันไปหมด..

ข้าบอกว่า

บันทายก็ต้องว่างจากการได้ยินด้วยซิ

เวลารู้สึกร้อน อ่อน แข็งที่เราสัมผัส

บันทายก็ต้องว่างจากการสัมผัสที่รู้สึกนั้นด้วย

นี่ถึงจะเรียกว่าว่างจากสรรพสิ่งที่กำลังเป็น

แต่นี่ บันทายแค่ทำความรู้สึกว่าตัวเองว่างเท่านั้น

ไม่รู้สึกหรือ ว่าตนเองกำลังปฏิเสธความเป็นจริงที่มันเป็นธรรมดาของธรรมชาติแห่งกายและใจตนอยู่

นี่เขาเรียกว่าอัตตาน่ะ รู้จักอัตตาไหม

อัตตาคือความเป็นเจ้าของตัวตน ในสิ่งที่ตนคิดว่ามี ว่าเป็น และไม่มี ไม่เป็น ตามความคิดความเห็นตนน่ะ

เรียกว่าเป็นผู้หลงและยัดเยียดลงไปในสรรพสิ่ง ด้วยความเห็นตน

นี่..อัตตารู้จักไหม

ข้าบอกต่อไปว่า

สิ่งที่บันทายปฏิบัตินั้นถูก แต่เป็นความถูกที่เกิดจากความเห็นตน มันยังไม่ใช่ความเป็นจริง

มนุษย์นั้นปฏิเสธความเป็นจริง และเอาอัตตาสมมุติแห่งตน ถมทับบดบังลงไปแทน

คนเราเกิดมา มีช่องในการรับรู้อยู่หกช่อง

เราจะปฏิเสธไม่ยอมรับและไม่เอาเมื่อผัสสะได้ช่องเดียวนั่นก็คือทางมโนจิต

คือมันมีความเป็นเราเข้าไปเลือกอารมณ์ได้ ด้วยเหตุปัจจัยแห่งสติปัญญา

ตัวนี้มันเป็นอารมณ์ อาศัยผัสสะจากช่องต่อต่างๆเพื่อปรุงแต่งแสดงเวทนา

เวทนาเกิดตัณหาก็เกิด เมื่อตัณหาเกิด การจมไปในกระแสก็ย่อมเกิด

อะไรที่ไหลไปในกระแส นั่นเป็นหนทางแห่งทุกข์

ทางพุทธเรียกว่าสมุทัย

มนุษย์นั้นใช้ความเห็นที่เกิดจากอารมณ์ภายใน ตัดสินและยัดเยียดในสรรพสิ่ง ด้วยอัตตาแห่งตน

นั่นเป็นเพราะว่า ไม่เข้าใจว่าช่องรับของรูปนามนั้น มโนหรือที่เราเรียกว่าใจ มันมีเราเข้าไปตัดสินได้

เราจึงเลือกในสิ่งที่มีเราเข้าไปตัดสินได้ ว่าทุกช่องทางที่เป็นตา หู ลิ้น ฯ

มันก็คือเราที่เป็นเจ้าของและยัดเยียดลงไปได้ด้วย เหมือนดั่งอารมณ์ที่เป็น

เราปฏิเสธด้วยอารมณ์ของเราได้ ด้วยการว่างจากการยอมรับ

ในสิ่งที่เกิดกับใจเรา

แต่เราต้องยอมรับด้วยว่า

เราปฏิเสธ ให้ว่างจาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอะไรใดๆไม่ได้

เราว่างจากสิ่งเหล่านี้ไม่ได้

เพราะสิ่งเหล่านี้ มันเป็นเครื่องอยู่ในการปรุงแต่งเพื่อรักษารูปนี้ให้มีชีวิตรอดตลอดไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย

ความว่างมันจึงเป็นแค่อัตตา ที่เราสร้างมันขึ้นมา

และเราก็เอาอัตตานี้ครอบลงไปในทุกๆสิ่งว่าเราต้องว่างและเป็นเจ้าของการว่าง ในทุกๆช่องต่อ ที่เราเข้าใจว่าเป็นเรา และเราเป็น ด้วยอาการหลงยึด

นี่..ความว่างที่บันทายปฏิบัติ มันเป็นอุปาทานตัวหนึ่ง ที่เจ้าของเอง ไม่เคยรู้สึกกับสิ่งที่มีและที่เป็นเอาเลย

ไม่ว่างแล้ว ขอตัวก่อน

ขอสาธุคุณ

*****************************
ผู้แสดงความคิดเห็น 1 >>> กราบนมัสการครับมีมุมมองที่ว่า…เด็กที่ตายไม่มีกำลังของสมาธิ…ส่วนตรัยบันนั้นมี….และตรัยบันไม่ได้เข้าใจในธรรมชาติของจิตเกิดดับแค่ทำตัวให้ว่างด้วยกำลังของสมาธิซึ่งมันเป็นการสร้างขึ้นมา….กราบๆๆ

พระอาจารย์ตอบ <<< ไอ้ที่เข้าใจก็ถูกสร้างขึ้นมาจากสมมุติตัวตนนั่นแหละ

แต่ความเป็นจริง ไม่ใช่เป็นความเห็นถูกอย่างนั้น

เจ้าบันทายเข้าใจการเกิดดับ เข้าใจธรรมชาติ ไม่ต่างจากนักธรรมชั้นสูงในปัจจุบัน

เข้าใจเรื่องภพด้วย แต่ความจริงก็ปรากฏออกมาว่า ตอนนี้เขาก็ยังเป็นวิญญาณที่ใครเอาไปทำอะไรก็ได้ ถ้ามีกำลังพอ

ไม่ได้ไปสู่สุคติอย่างที่คิด

ส่วนเรื่องสมาธิ เด็กมีกำลังมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะไม่มีเรื่องบันทึกอะไรมากมายอัดแน่นลงไปในใจเขา

แกต้องออกจากรูที่นั่งมองตรงมุมนั้นด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น 2 >>> กราบนมัสการพระอาจารย์

เขาไม่ยึดมั่นถือมั่น มองว่าว่างจากการยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นผลมาจากการทำสมถะ ว่างชั่วคราวจากการทำสมาธิ (นิพพานชั่วคราว) เป็นประสบการณ์ด้านเดียวที่เขาเข้าถึง แต่เขาขาดครูบาอาจารย์ที่จะชี้ให้เขาเดินวิปัสสนา ให้จิตเห็นถึงความเป็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตของเขาถึงจะปล่อยวาง จากการเข้าถึงความเป็นจริงของธรรมชาติ ไตรลักษณ์ เกิดภาวะว่างที่แท้จริงจากจิตที่ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรอีกเลย (ไม่ใช่ความเชื่อ)

ผมเข้าใจอย่างนี้ ไม่ทราบว่าถูกต้องเพียงใด สาธุครับ

พระอาจารย์ตอบ <<< เขาก็พิจารณาเช่นกันไม่ต่างจากความเห็นเราที่เป็นชาวพุทธ

เพียงแต่ว่า การพิจารณา เขาไม่รู้ว่า เขากำลังเอาตัวเข้าไปเป็น

ซึ่งก็เป็นวิถีที่ไม่แตกต่างอะไรไปจากความเห็นของนักปฏิบัติในยุคนี้

ผู้แสดงความคิดเห็น 3 >>> กราบนมัสการพระอาจารย์ครับ
ขอพระอาจารย์เล่าเรื่องนี้ต่อด้วยครับ
กระผมรู้สึกว่า ตัวเองติดอยู่ตรงนี้ครับ

(กระผมเป็นผู้ป่วยมะเร็ง
ยังไม่สามารถไปกราบพระอาจารย์ได้
ขอความรู้จากท่านทางนี้นะครับ)

กราบนมัสการขอบพระคุณครับ _/\_

พระอาจารย์ตอบ <<< ขอให้ผ่านพ้นและบรรเทาจากวิบากที่กำลังเผชิญ

เดี๋ยวว่างแล้วจะมาคุยต่อ แต่หาเวลายากหน่อย คนเข้ามาเยอะ

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2561

โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง

ณ พุทธอุทยานบุญญพลัง จ.กาญจนบุรี