เมื่อรู้จริงก็ไม่งมงายกับโลก

เมื่อรู้จริงก็ไม่งมงายกับโลก

259
0
แบ่งปัน

**** “เมื่อรู้จริงก็ไม่งมงายกับโลก” ****

หวัดดีจ้าหวัดดี

ไอ้เรื่องผีๆนี่ มันพูดยากนะ ที่จะให้ใครเชื่อ

เพราะมันไม่สาธารณะ มันเป็นพลังงาน

เหมือนเชื้อโรคบนพื้น

มองไม่เห็น แต่มันก็มี

ทีนี้ ไอ้ความที่มีแต่มองไม่เห็นนี่

เราจะเชื่ออย่างไร

ร่างเรานี่ มันไม่จีรังใช่ไหม

ยังไงก็ต้องสสาย

แต่ก่อนสสาย

อะไรทำให้ร่างนี้ กระดุกกระดิกได้

นี่..ต้องหาคำตอบ

ตอนที่เริ่มตั้งท้อง

แม่เราก็มีอาการแปลกๆเกิดขึ้นล่ะ

แล้วไอ้อาการแปลกๆนี่

มันเกิดมาจากอะไร

นี่..ต้องพิจารณา

เราจะเห็นว่า

มันมีพลังบางอย่างทำให้แม่เรานั่น มีอาการเปลี่ยนไป

พลังงานเหล่านี้นี่แหละ

ที่จะมาใช้ร่าง ที่เด็กก่อกำเนิดเกิดออกมา

ในพลังงานนั้น มันมีความทรงจำบันทึกอยู่

และความทรงจำนี้

มันบันทึกมาจากร่างเมื่อเก่าก่อน

ก่อนที่มันจะสลาย

ร่างนั้นสลายได้

แต่พลังงาน มันยังคงสภาพของมันอยู่

พลังงานเหล่านี้

มันมีการหมุนเวียน ไปตามผลแห่งวิบาก

ก็คือการกระทำ อันเรียกว่ากรรม มาแต่เก่าก่อน

เมื่อมีเหตุ ผลมันก็เจริญ มาเป็นวิบาก

วิบากเหล่านี้ เรียกว่า ผล
ที่พลังงานและร่างอันเป็นรูป จะต้องเผชิญ

การเผชิญ ที่วนเวียนตามเหตุและผล อันเป็นปัจจัยจากวิบากนี่

มันวนเวียนกันเรียกว่าวัฏฏะ

และพลังงานเหล่านี้

จะวนเวียนอยู่ในวัฏฏะอยู่อย่างนี้

คือจะเวียนไปเป็นรูป เป็นสสาร

และสลายมาเป็นอากาศ เป็นพลังงาน

มีการบันทึกผ่านด้วยช่องต่อ เมื่อมีรูป

คือทาง ตา หู ลิ้น จมูก กาย และอารมณ์

ไปสู่วิญญาณ

วิญญาณนี่ เป็นอาการของจิต

จิตนี่เป็นพลังงาน

เมื่อเกิดการขับเคลื่อนด้วยวิบาก

ก็จะทำให้เกิดอาหารแห่งการวนเวียน

เมื่อเกิดอาหารแห่งการวนเวียน

ก็จะทำให้เกิดรูป

อาหารนี้ก็คือ สัญญา เจตนา การปรุงแต่ง กาล และอาหารหยาบเป็นคำๆ

เพราะอาหารเหล่านี้เป็นเหตุ

รูปต่างๆก็เลยมี

เมื่อรูปมี

การวนเวียนในวัฏฏะก็ไม่มีที่สิ้นสุด

เพราะรูป อาศัยอาหาร

อาหารอาศัย กรรมคือการกระทำ

กรรมอาศัยตัณหา

ตัณหาอาศัย อวิชา

และอวิชาก็อาศัยรูปนี่แหละเกิดหมุนเวียนไปตามวัฏฏะ

ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติเช่นนี้

สอดส่องลงไปเห็นความจริงเช่นนี้

เราก็จะไม่มืดบอด ด้วยความคิดเราว่าเป็นเรา หรือเราเป็น

เรามันอาศัยเหตุปัจจัยเกิด

มันเกิดสอดคล้องกันมาตามเหตุปัจจัย

เมื่อเข้าใจกฏธรรมชาติ

เราก็มั่นใจได้ว่า พลังงาน แห่งการเวียนว่ายตามเหตุปัจจัยนั้นมันมี

เรามันเป็นชีวะ ที่มีพลังงานวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน

ไม่ใช่จู่ๆ จะมาเป็นคนนั้นคนนี้ โดยไม่มีเหตุ

เมื่อเข้าใจเหตุ เข้าใจผล

เราก็จะเชื่อได้ว่า พลังงานทั้งหลายมันก็มี

และพลังงานเหล่านี้ มันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง

ที่เป็นธรรมชาติทาง จิต กรรม และธรรม

เรามันเรียนรู้ธรรมชาติจากฟิสิกส์

จากชีวะ ที่เรียกกันว่า วิทยาศาสตร์

แต่มืดบอดจากธรรมชาติ ที่เป็นวิทยาศาสตร์อีกสามตัว

คือ นอกจาก ฟิสิกส์ ที่เรียกว่า อุตุนิยาม

และชีวะที่เรียกว่า พีชนิยามแล้ว

เรายังไปไม่ถึง กรรมนิยาม จิตนิยาม และธรรมนิยามอีก

พุทธศาสนานั้น มีปัญญาเรียนรู้ลึกเข้าไปถึงธรรมชาติเหล่านี้

เมื่อรู้ความเป็นจริงด้วยปัญญาและประสบการณ์

เจ้าของก็ย่อมหลุดจากอุปาทานยึดมั่นถือมั่นในเรื่องของ

จิต กรรม และธรรม

เพราะเข้าใจในธรรมชาติของชีวะ และฟิสิกส์ ที่มันมีความเป็นธรรมดา

ท่านจะเห็นชัดถึงความเป็นจริง ที่ไม่ได้เกิดจากตรรกะและจินตนาการ

มันเป็นธรรมที่เห็นแจ้งและมุ่งไปสู่ภูมิธรรมแห่งปัญญาล้วนๆ

ไม่ตกอยู่ภายใต้ของการคาดเดา คาดคะเน

ไม่มีพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดมาดลบันดาลใจในการที่เรานี้ร้องขอ

ทุกอย่าง มันเกิดจากเหตุปัจจัย ในธรรมชาติทั้งห้าที่เป็นนิยาม

พลังงานที่เป็นวิญญาณ มันก็คือพลังงาน ที่มีอยู่วนเวียนเป็นธรรมชาติในวัฏฏะ

ไม่ได้เป็นเทพนั้นเทพนี้ ดั่งนิยายที่โบราณท่านเชื่อๆกันมา

มันยืนยันได้ด้วยใจ และภูมิปัญญาแห่งความเป็นจริงได้

นี่..คือวิถีหนทางแห่งพุทธะ

พุทธะคือวิถีทางแห่งศาสนาผู้มีภูมิปัญญา

เราพึงภูมิใจ ที่ได้มาอยู่ในภูมิวิถีเช่นนี้

เราเกิดมา

อย่าให้เสียท่าความงมงายที่กู่ไม่กลับก็แล้วกัน

คืนนี้หวัดดี ขอสาธุคุณ

โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง
วันที่ 16 มกราคม 2561
ณ พุทธอุทยานบุญญพลัง
อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี