เข้าใจร่องครรลองแห่งนิโรธสมาบัติ

เข้าใจร่องครรลองแห่งนิโรธสมาบัติ

204
0
แบ่งปัน

****” เข้าใจร่องครรลองแห่งนิโรธสมาบัติ “****

อากาศที่นี่กำลังเย็นๆ

ข้าสงบอยู่ในสมาธิ เป็นปกติทุกๆเช้า

แต่เช้านี้สติมันได้หวลไประลึกถึงสมัยหนึ่ง ที่ข้าเจริญภาวนาอยู่ในถ้ำ

มันเนื่องด้วยคำถามของพระท่านหนึ่ง ท่านบอกว่า ท่านนั่งสงบในถ้ำนานเป็นอาทิตย์

ไม่กินไม่นอน ไม่มีความรู้สึกเวทนาอะไรใดๆ

ไม่ทราบว่า เช่นนี้จะเรีนกว่า เข้านิโรธสมาบัติรึเปล่า

สมัยนั้น ช่วงออกพรรษานี่แหละ ข้านั่งสงบเงียบๆในถ้ำมืด โดยไม่ลุกออกมาเดินจงกลมอะไรเลย

ดูว่านั่งสงบอยู่ไม่นาน อารมณ์เป็นหนึ่งเดียว

หลังจากฉันท์เสร็จที่แพแม่ส่ง วันอาทิตย์ ข้าให้เจ้ายาวขับเรือไปส่งที่ถ้ำอังกอร์

อันเป็นถ้ำที่ข้าเข้าไปเจริญจิตอยู่เป็นปีๆ ไปถึงถ้ำราวเที่ยง เดินจงกรมพักใหญ่ จึงเข้าไปสงบอยู่ในห้องถ้ำมืด

ผ่านเวทนาเล็กน้อยเมื่อนั่งไประยะหนึ่ง แม้จะรวมจิตเป็นอารมณ์เดียว มันก็ผ่านเวทนา

ที่ผ่านเวทนา เป็นเพราะข้านั่งสงบเกินเลยธรรมชาติของมัน

ปกติข้าจะนั่งสงบๆอยู่ราวๆ ห้าหกชั่วโมง เมื่อเต็มเหยียดของมันแล้ว จิตมันจะตื่น

เมื่อตื่น มันก็จะเข้าสู่โหมดอายตนะในครรลองวิถีจิต

เมื่อกลับคืนสู่ภาวะนี้ เวทนาก็จะเกิดเป็นธรรมดา เหน็บบ้าง ชาบ้าง ปวดบ้าง นี่เป็นธรรมดา

แต่เมื่อตั้งมั่นว่า มาครั้งนี้ จะไม่ลุกขึ้นออกไปผ่อนคลายด้วยการออกไปเดินจงกลมหน้าถ้ำ

ข้าก็นั่งนิ่งสงบเฉยเช่นนั้น ดิ่งนิ่งอยู่อย่างนั้น

เมื่อความรู้สึกแห่งตัวตนกลับคืนมา ข้าก็ตั้งมั่นในลมหายใจกลับเข้าไปสู่ความสงบอีก เป็นเช่นนี้หลายครั้ง

ครั้งสุดท้ายที่จิตตื่นขึ้นมา จึงเห็นว่า ควรกลับได้แล้ว ทั้งที่ความสงบยังกรุ่นอยู่เต็มหัวใจ

มันยังอยากนั่งในความมืดอยู่เช่นนั้น ไม่อยากลุกออกไปไหน

ขากลับออกจากถ้ำ ข้าต้องเดินกลับออกมาเอง ไม่มีใครไปรับทางเรือ เดินอ้อมเขากลับมาที่แพพี่หรั่ง

มาถึงเย็นๆ เดินไปหาแม่ส่ง แม่ส่งถามว่า ทำไมไม่ออกมารับบาตร แม่รออยู่หลายวัน

ข้าจึงดูปฎิทินเห็นชัดว่า วันนี้เป็นวันศุกร์

นี่แสดงว่า ข้านั่งนิ่งๆเช่นนั้นตั้งแต่เย็นวันอาทิตย์ มาลุกออกจากถ้ำเอาสายๆวันศุกร์เลยทีเดียว

นี่เป็นความมหัศจรรย์แห่งจิต ที่แม้แต่ความเป็นเรายังไม่รู้ ยังเป็นเจ้าของมันไม่ได้

กาลเวลาผ่านไป เราก็เลยไม่รู้เรื่องด้วยเช่นกัน

ข้าทำเช่นนี้ ได้ความสงบ ไม่ได้เกิดปัญญาอะไร

เมื่อถึงจุดหนึ่ง คนเราจะอยู่กับภาวะเหมือนกบจำศีล คืออยู่นิ่งๆสงบๆได้เป็นระยะเวลานานๆ

ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องอภินิหาร มันเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในโปแกรมกายของเราทุกคน

เหตุปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดภาวะเช่นนี้คือ ฌานแห่งอัปณาสมาธิ

อัปณาสมาธินี่ เกิดจากการฝึกฝนสมาธิ จนเกิดความเคยชิน มาทางด้านอรูปฌาน

คือทำความรู้สึก ไม่รับรู้อะไรเป็นเบื้องต้น ไม่เอาอารมณ์ความรู้สึก ไม่เอาความว่าง ไม่เอาสัญญามโนใดๆ จนเกิดความชำนาญ

สำคัญคือปลีกออกไปอยู่แต่เพียงลำพังผู้เดียว เมื่อจิตเกิดความชำนาญ ความเคยชิน

การเข้าสู่อัปณาสมาธิ ก็เป็นเรื่องไม่ยาก แต่เป็นการยากสำหรับคนที่ดีแต่พูด

อัปณาสมาธิ เป็นเบื้องบาทของผู้ที่จะเข้าสู่นิโรธสมาบัติ ไม่ใช่สมาธิหัวตออย่างพวกปัญญาล้นเขาเข้าใจ

ผู้ที่จะเข้าสู่นิโรธสมาบัติ ต้องได้ผลสมาบัติ มาเป็นสมบัติแห่งจิตตนก่อน

ผู้ได้ผลสมาบัติ ก็ต้องผ่านฌานสมาบัติ มาเป็นสมบัติแห่งจิตตนก่อนเช่นกัน

ฌานสมาบัติก็คือความเคยชินในสมาธิ นับแต่ขั้น ขณิกะสมาธิ อุปจาระสมาธิ และเข้าสู่อัปณาสมาธิ

การนั่งนาน หลายๆวัน ไม่ใช่การเข้านิโรธสมาบัติ อย่างที่ใครเข้าใจ

การนั่งนิ่งสงบนานในสมาธิ เป็นระดับสมาธิ ที่เรียกว่า ได้ฌานสมาบัติ

การได้ฌานสมาบัติ เมื่อถอยออกมาพิจารณาจนเกิดความรู้แจ้ง

เช่นนี้เรียกว่า ผลสมาบัติ

เมื่อได้ผลสมาบัติ หากพิจารณาทวนผลไปตามครรลองที่ประจักษ์จิตไปจนถึงที่สุด แล้วเข้าสู่ฌานสมาบัติ

ผู้ที่มีระดับจิตความสงบที่เข้าถึงความเป็นอัปณาสมาธิเป็นฌาน หากได้ผ่านฌานสมาบัติ

ความสงบที่ว่านี้ เรียกว่า นิโรธสมาบัติ

นี่อาการของความหมายคำว่า นิโรธสมาบัติ เกิดขึ้นได้ด้วยร่องแห่งครรลองคุณสมบัติเช่นนี้

ครั้งนั้นที่ข้านั่งสงบอยู่ในถ้ำ แม้จะหลายวันอยู่ เรียกว่าเข้าสู่ความสงบในขั้น ฌานสมาบัติ

คือเป็นความสงบในสมาธิธรรมดาๆนี่แหละ คนฝึกจริงๆจังๆใครๆก็ทำได้

แต่มันไม่ได้มรรคผลเกิดปัญญาอะไร

เดี๋ยวนี้มักมีการเอานิรโรธกรรม มาอ้างเป็นเข้านิโรธสมาบัติ

นิรโรธกรรม เป็นการชำระกรรมของผู้ทุศีล หรือการชำระชดใช้ในสิ่งที่ตนกระทำ ด้วยการตั้งสัจจะ

อย่างเช่นหลวงปู่บางรูป เมื่อได้ทำพิธกรรมใดๆทางจิตเรียบร้อยแล้ว ท่านจะชำระจิต ด้วยการเข้าสู่ นิรโรธกรรม 3 วันมั่ง 7 วันมั่ง

อาจารย์ผู้กระทำนี่ไม่เท่าใหร่ แต่พวกลูกศิษย์นี่แหละตัวดี ชอบทึกทักเอาและยัดเยียดการกระทำของครูบาอาจารย์

เราจึงพึงเรียนรู้ไว้ อย่าให้ใครมาหลอกเรา เพื่อให้เราต้องมาหลงงมงาย ในพฤติกรรม ที่ส่วนใหญ่ ลูกศิษย์นั่นแหละเป็นผู้โปรโมทอาจารย์

ถ้าอาจารย์เห็นด้วยในการโปรโมท นั่นๆแหละๆอาจารย์ก็เหี้ยพอกัน แม้จะไม่อวดอ้างตนเองก็ตาม

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง