อวดตัวว่าดีเพราะนั่งสมาธิและเดินจงกรม

อวดตัวว่าดีเพราะนั่งสมาธิและเดินจงกรม

241
0
แบ่งปัน

***** “อวดตัวว่าดีเพราะนั่งสมาธิและเดินจงกรม” *****

การทำสมาธินี่ ระดับเราก็ทำกันแค่ใจพอสงบๆกันก็พอ

ไม่ต้องคิดก้าวไกลอะไรเกินไปนัก มันจะฟุ้งซ่านไปเปล่าๆ

เราไม่ใช่นักบวช ที่จะเอาสมาธิมาเป็นเครื่องอยู่ของกำลังเพื่อให้เกิดการวินิจฉัยทางด้านปัญญา

ทำกันพอสบายๆกันก็พอ

ระดับเราแค่เข้าถึงปิตินี่ก็โอเคแล้ว

บางคนมาถามข้าว่า สุขทำอย่างไร เอกคตารมณ์ทำอย่างไร ฌานสามฌานสี่ทำอย่างไร

เรื่องเหล่านี้มันเป็นกำลังแห่งจิตของแต่ละคน มันไม่เท่ากัน

ไม่ใช่ว่าจะบอกๆกันแล้วใครจะทำได้ ไม่ใช่อย่างนั้น

ภาวะจิตนี่ มันเป็นเรื่องของใครของมัน

หากมีการกล่าวอ้างว่า คนนั้นคนนี้สอนให้เข้าฌานนั้นฌานนี้ได้นี่

อย่างนี้เป็นเรื่องโกหก สังคมเมืองนี่ ไปได้แค่มโน นอกจากนี้ก็มักโม้

คนไม่รู้มันก็ปรุงแต่งทึกทักกันไปว่าถึงขั้นนั่นขั้นนี่ มั่วๆกันไป

สมาธิทางจิตนี่ มันอาศัยความเคยชินที่กระทำเป็นประจำเป็นเหตุ

ไม่ใช่ว่า จู่เราจะเข้าถึงฌานนั้นฌานนี้อย่างที่เขาโม้ๆกัน

ข้านี่ทำสมาธิมาหลายสิบปี ทำมาตั้งแต่เด็ก

สมัยบวชเณรนี่ มันก็ได้อุคนิมิตแล้ว

หลับตาปุ๊บ นึกถึงพระ พระก็ลอยเด่นขึ้นมา

นึกถึงไฟ ไฟก็ลุกติดขึ้นมาในมโน

เพ่งองค์พระซ้อนองค์พระ จนพระติดกับมโนจิต

มันก็เป็นแค่สมมุติทางจิตอย่างหนึ่งนั่นแหละ
ไม่ได้เป็นความดีอะไร

สันดานก็ยังเหี้ยๆเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร

ยังยิงนกตกปลาขโมยมะม่วงชาวบ้านเหมือนเดิม

ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊กเหมือนเดิม

จริงๆเมื่อก่อนฟังพระพี่เลี้ยงพูดว่า คนมองเห็นพระ จะเป็นคนดี

ข้าและเพื่อนเณรหลายคนนั่งก็มองเห็นพระล่ะ น่าจะเป็นคนดีตามรุ่นพี่บอก

พอข้าพาพวกไปแอบดูชีอาบน้ำกัน พระพี่เลี้ยงก็บอกว่าไอ้พวกนี้มันเลว

แล้วคนดีนี่เป็นอย่างไร ท่านมหาก็บอกว่า ทำได้นั่นได้นี่แล้วจะเป็นคนดี

แต่ข้านี่ พระพี่เลี้ยงบอกอะไรก็ทำได้หมดล่ะ แต่ยังเลวเหมือนเดิม

จริงๆเรื่องทำสมาธิ หรือจิตเป็นสมาธินี่ มันไม่ได้เป็นเครื่องหมายการันตรีของความดีอะไรหรอก

ถ้าดีจริง พระเทวทัตนี่ สมาธิเข้าถึงอภิญญาเลยทีเดียว

แกก็ยังทำเลวคิดเลวไม่เห็นจะเปลี่ยนแปลงอะไร

คนไทยเรามันเอาความเป็นนักนั่งสมาธิ มาเป็นคนดี

ใครอยากเป็นคนดี ต้องฝึกต้องนั่งสมาธิและเดินจงกรม

นี่..ตรงนี้ผิดประเด็นไปไกลโข

ความดีนี่ เป็นปัญญาที่อบรมใจตน ให้เห็นเหตุให้เห็นผลที่มาที่ไปอย่างตรงตามความเป็นจริง

คนเรามักเอาการทำสมาธิ มาเป็นความดี

เพื่อให้ผู้คนยกย่องว่า กูเป็นคนดีนะ เพราะว่ากูฝึกสมาธิและเดินจงกรม

เอาการกระทำไว้ขู่ไว้อวดไว้ฟาดฟันผู้อื่น
ว่าคนอื่นมีความดีไม่เท่าตน นี่เข้าใจผิด

สมาธิเป็นเรื่องของจิต ไม่ใช่ทำแล้วเกิดความดีชั่วอะไรอย่างนั้น

เราเอากำลังแห่งสมาธิ มาช่วยให้เกิดความตั้งมั่นแห่งปัญญา

ปัญญาที่ไร้สมาธินี่ มันมักจะเป็นไม้หลักปักขี้เลน

เราฝึกสมาธินี่ ไม่ได้ฝึกเพื่อให้เป็นคนดีอะไร

แต่เราฝึกเพื่อให้ใจของเรานี้ พอได้มีกำลังตั้งมั่นทางความคิด

มันทำให้คิดได้ชัดและตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น

เพราะความสงบจากใจเป็นเหตุ

ใจที่สงบลง เป็นอารมณ์เดียว ย่อมระลึกอะไรต่อมิอะไรได้มากขึ้นและลึก

บุพเพนิวาสานี่ เกิดมาได้ด้วยอำนาจแห่งสมาธิ

เราลองมานั่งสงบๆกันยามเช้าๆทุกวัน

สงบแล้วก็ระลึกถึงบุญถึงกุศล แล้วแผ่ออกไป

ไม่สงบก็เอาความเพียรที่ได้กระทำนั่นแหละ
แผ่ออกไป

การทำบ่อยๆแผ่บ่อยๆ จะทำให้ใจดวงนี้

อยู่เย็นเป็นสุขและสงบได้มากขึ้น

ข้านี่นั่งสมาธิแบบเอาความตายเข้าไปแลก

เดินจงกรมจนตีนบวมแตกอมน้ำเหลืองและหนอง

ยิ่งเจ็บก็ยิ่งเดิน ยิ่งปวดยิ่งหิวก็ยิ่งทนดื้ออยู่อย่างนั้นแหละ

เดินจนไม่เจ็บ นั่งจนไม่ปวด จนมันได้ปัญญามองเห็นความจริงแห่งอาการต่างๆโน่น

ว่าอาการเหล่านี้จริงๆมันเป็นโปรแกรมมายาจิต

ไม่ใช่ว่าเราเป็น เราเจ็บ เราปวด เรานั่น เรานี่ อย่างที่เข้าใจ

แต่นั่นแหละ ฟังอย่างนี้ คนทั่วไปก็เข้าใจไปอีกว่า

อย่างนี้ก็พ้นแล้วจากเจ็บพ้นแล้วจากปวดละซิ

มันไม่ใช่อย่างนั้น..

มันก็ยังเจ็บยังปวดยังหิวยังมีอาการขอวคนทั้งหลายนั่นแหละ

แต่มันเกิดปัญญาลึกซึ้งเห็นความเป็นจริง

เหมือนเราเอาเข็มจิ้มแขน เราจะบอกว่าโอ้ย..เจ็บ..!!

แต่ถ้าค่อยๆจิ้มเข้าไปใช้เวลาซัก 2 ปี ความเจ็บมันก็จะไม่มี

นี่..มันมองเห็นชัดว่าไม่มีเจ็บหรอก เจ็บนี่มันเป็นอาการอย่างหนึ่งในการรักษาร่างนี้

มันเป็นโปรแกรมจิตที่สร้างขึ้นมาจากจิตเพื่อรักษารูป

เหมือนเราจุดเทียน พอเทียนติดมันก็สว่าง

สว่างนี้ มันเกิดจากเปลวเที่ยน หรือเทียน หรือเราจุดความสว่างมันขึ้นมา

สว่างมันเป็นอาการของเหตุปัจจัย ที่อาศัยสิ่งหนึ่งไปยังสิ่งหนึ่ง

เมื่อเหตุปัจจัยครบ ความสว่างก็เกิด

แต่ถ้าตาบอด สว่างจากแสงเทียนแค่ไหนมันก็มืดบอดนั่นแหละ

ฉนั้นสว่างนี่ ก็ต้องอาศัยตาเรานี่แหละอีก

ตาบอด แม้พระอาทิตย์มันก็มองไม่เห็น อย่าว่าแต่แสงแห่งเปลวเทียนที่เกิดจากเหตุปัจจัยเลย

นี่..การทำสมาธิมันเป็นเหตุให้เกิดปัญญาขึ้นมาอย่างนี้

มันไปมองเห็นอาการต่างๆของจิตที่แสดงตัวออกมา

การแสดงตัวนี่มันเป็นเวทนา เหตุของเวทนาก็คือจิต ไม่ใช่เราเป็น

เมื่อเกิดปัญญามันก็อยู่บนโลกนี้ได้ง่ายขึ้นน่ะ

ข้านี่เกิดปัญญา เข้าใจและรู้เห็นอะไรมากมาย

แต่สันดานก็ยังเหี้ยๆเหมือนเดิม ความคิดเรื่องเลวๆก็มีเยอะแยะ

แต่มันรู้ทันความคิดเลวๆนั้น เราห้ามได้ที่จะไม่แสดงออกและกระทำความเลวนั้นออกมา

แต่จริงๆเลวมันก็ไม่มีหรอก เลวมันเป็นสมมุติอย่างหนึ่งที่สังคมมันตัดสิน

ในเมื่อต้องอยู่กับสังคม การจะมายืนแก้ผ้าทอดไข่กลางห้างโลตัส มันก็คงไม่ควร

นี่..ฝึกสมาธิปฏิบัติก็เพื่อให้เกิดปัญญาญาน

ไม่ใช่เพื่อเป็นคนดีและถูกใจใคร อย่างที่เข้าใจ

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง
ณ พุทธอุทยานบุญญพลัง อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี