โอเค..เบตง 7 (ผีผู้เฝ้ายอดเขา)

โอเค..เบตง 7 (ผีผู้เฝ้ายอดเขา)

283
0
แบ่งปัน

***** “โอเค..เบตง 7 (ผีผู้เฝ้ายอดเขา)” *****

ช่วงตีสามมีเสียงเบาๆผ่านเข้ามายังเต้นท์ที่ข้านอน

“ขอกราบนมัสการพระคุณเจ้าที่ได้มาเยี่ยม มาโปรด”

ข้าดีดตัวผึงขึ้นมามองหาต้นเสียงว่า เผื่อใครมาแซว

ด้านนอกเงียบสนิท พวกลิงหลับกรนกันสนั่นป่า

มากับเจ้าพวกนี้ไม่ต้องกลัวเสือ เสียงกรนมันข่มเสือจนหนีหางจุกตูด

ข้างนอกไฟแบบแบตเตอรี่ดูอ่อนกำลังลง หมอกยามเช้าเจือจาง ข้านั่งสมาธิสงบๆ

บนภูเขาลูกนี้ มีผีมากมาย อยู่กันเป็นเมืองลับแลกันเลยทีเดียว

พวกเขาเอาข้าวปลาอาหารมายืนเรียงแถวเตรียมใส่บาตรกัน

ข้าบอกว่า ยังไม่ถึงเวลา วันนี้คงไม่ได้บิณฑบาตร

ขืนลุกขึ้นเดินบาตรรับการใส่บาตรยามโต้รุ่งตีสามเศษๆอย่างนี้

เดี๋ยวไอ้พวกนอนกรนมันจะหาว่าพระอาจารย์เพี้ยนอีกดีไม่ดี มันกลัวกันไม่กล้านอน

ข้าก็นั่งเทศน์การเกิดก็ย่อมเผชิญกับการพรากให้พวกเขาฟัง

มันก็เป็นการนั่งฝันแล้วเทศน์ไปเรื่อยเปื่อยนี่แหละ อารมณ์มันปรุงไปเรื่อย

ผีบนภูเขานี่ เขามีวาสนาทางกุศลมากกว่าผีทางด้านล่าง

วรรณผ่องใสและมีใจเป็นกุศล

พวกเขานั่งเรียบร้อย เขาบอกว่าข้าป่วยภายใน มีศัตรูเอายาพิษวางใส่

วันนี้หลังเพล เขาจะส่งหมอยาลงไปรักษาอาการให้ ขอให้ข้าพักให้สบาย

เขาบอกว่า คนอื่นๆที่ขึ้นมาโดยปลอดภัย เป็นเพราะพวกเขาช่วยๆกันพยุง

เขาอยากให้มาเยี่ยมมาพักในเขตแดนของพวกเขา

เขาบอกว่า ทุกคนน่ารักเป็นญาติมิตรและใจที่เป็นกุศล

อยู่ที่นี่จะปลอดภัยทั้งขุนเขา พวกเขาจะเฝ้าดูแลระวังภัยรักษา

เรื่องผีที่นี่ ข้าเองก็ไม่ได้เล่าบอกใครหรอกนะ เดี๋ยวไอ้แสงมันจะกลัวเอา

ไอ้นี่มันกลัวผีติดอันดับต้นๆของโลก เกรงมันจะเขยิบขึ้นไปติดเบอร์หนึ่งแซงหน้าคนอื่น

ราวตีสี่เศษพวกเราก็ตื่นกันเตรียมตัวขึ้นยอดเขา ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันไปทางไหน

อาจารย์นราพาออกเดินนำ รอบสองข้างทางยังคงมืดมิดอยู่

เราเดินใต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ภูเขาก็สูงชันขึ้นไปเรื่อยๆ รอบข้างน่ะมืดมิด ดูอะไรไม่เห็น

บางช่วงก็มีเชือกให้โหนดึงตัวขึ้นไป บนทางลาดชัน

เดินเพลินๆไม่นาน พอมองกลับลงไปทางเบื้องหลัง

ในความมืดนั้น เห็นแสงไฟจากพวกเราเดินตามๆกันมาต่ำลงไปลิบๆ

นี่ถ้ากลิ้งลงไปซักคน มันก็คงกวาดตามๆกันไปลงไปกองยังตีนภูเขา

ข้าขึ้นไปถึงยอดมองไปรอบข้างยังไม่เห็นอะไร มันมืดสนิท

มันเป็นยอดเขาจริงๆ เหมือนยืนอยู่บนยอดจอมปลวกหัวโล้นๆ

เรามองเห็นไฟลิบๆเหมือนแสงดาวไกลลงไปยังเบื้องล่าง

พื้นที่ด้านบนยอด ไม่กว้างนัก ยาวราว 15 เมตรกว้าง ห้าหกเมตร ที่พอจะยืน

ข้านั่งลงทำสมาธิ จึงพาให้ทุกคนที่ขึ้นมาสงบเสียงเจี๊ยวจ๊าวลงไปได้

นั่งไปนานแค่ไหนไม่รู้ เจ็บตูดดชิบหายมีแต่หินแหลมคมคอยทิ่มตูด

มีสาวงามหน้าตาเหมือนไอ้โบว์..เอ๊ะ งามได้ไงเหมือนไอ้โบว์..!! แต่นางก็งามจริงๆแหละ

มายืนผมสยายพริ้วปลิวลมกราบนมัสการ

นางเป็นผู้ดูแลยอดเขาแห่งนี้ นางมีชื่อว่า ศรีวิภาลัย

เคยเป็นธิดาครองเมืองในยุคศรีวิชัย ต่อมาชวาได้เข้ามาครอบครอง

นางและชาวเมืองหนีภัยสงครามขึ้นมาอาศัยอยู่ในป่าใหญ่ และภูเขาแห่งนี้

ทุกคนที่นี่ ต่างเคยมีสัญญาสัมพันธ์กัน จึงได้กลับย้อนมาเพื่อได้พบเจอ

แค่ได้เข้ามากราบได้มาพบเจอ เหล่าผู้คนทั้งหลายที่สถิตย์อยู่ที่นี่ จิตก็เป็นกุศลเลื่อนภพเลื่อนภูมิ สู่สุคติ

นางจากไปในสายลมหวิวและหมอกที่เจือจางร่างนางให้ค่อยๆเลือนหาย

เราลืมตาขึ้นมาฟ้าก็สางแล้ว ทุกคนมีใบหน้าเปล่งปลั่งสดใสน่าประหลาดใจ

รึนี่..เราตายหมู่กันไปหมดแล้วด้วยรถมันตกเหวไปตั้งแต่เมื่อคืน

ข้าถามไอ้แสง ศพมึงอยู่ไหนใครเก็บให้เรียบร้อยรึเปล่า

ไอ้แสงร้อง..หึ๊อ.อ ยังไม่ตาย..!! แต่เออ ทำไมทุกคนหน้าแจ่มใสจัง

รึกูตายห่าไปแล้ววะนี่ ลืมตาขึ้นมาอีกที รอบๆก็เป็นสวรรค์ซะแล้ว

นางฟ้าๆๆๆๆๆ นางฟ้าอยู่ไหน กูจะกอดนางฟ้า

พอดีมองไปเห็นเมียนั่งยิ้มแฉ่งอยู่

อ้าว..นี่มึงก็ตายตามกูมาด้วยเร๊อะ ไอ้เหี้ยเอ้ย..ตายแล้วก็ยังเสือกหนีไม่พ้น…ไอ้แสงมันว่า

ทุกคนเริ่มส่งเสียงเจี๊ยวจ้าวดุจนกกระจอกหลังฝน

มีคนเอาน้ำชาร้อนๆขึ้นมาให้ดื่ม กาแฟก็มี เออ..มันแสนชื่นใจโรแมนติกมาก

เรามองทอดสายตาออกไปได้ไกลรอบๆตัวโดยไม่มีอะไรมาบดบัง

นี่ถ้าไม่ติดหน้าไอ้แสงที่เสือกยืนเกะกะสายตา ที่นี่แสนสวยงามหนักหนาสมคำร่ำลือ

หมอกยามเช้าฟุ้งพราวไปทั่วขุนเขา เราทุกคนผ่องใสใบหน้าอิ่มเอม

วันนั้นหมอกไม่ได้จับตัวกดเป็นก้อนมองดูเป็นทะเลหมอกตามความคาดคิด

แต่ท่ามกลางหมอกกระจายเช่นนี้ สำหรับข้า มันดูเหมือนยืนอยู่ในสรวงสวรรค์

เราถ่ายรูปกันจำนวนมากกว่าละอองหมอก คงกะเอารูปไปถมทะเลด้ามขวานทองให้ยื่นออกไปอีก

อากาศสดชื่นอบอุ่นไม่หนาวเย็น ไร้มนพิษใดๆให้มาทำร้ายปอดภายในให้มันแสบทรวง

เราอยู่กันจนสายก็ยังมองไม่เห็นพระอาทิตย์

นางศรีวิภาลัยบอกว่า ไม่อยากให้พระอาจารย์ตากแดดจนตัวดำ จึงเอาหมอกบดบังไว้

ฟ้าแจ้งสว่างโล่งเราจึงรู้ว่า เส้นทางที่เดินขึ้นมาสองข้างทางมันเป็นหุบเหว

ทางเดินมันเป็นสันเขาที่ใต่สูงชันขึ้นไปสู่ยอดภูเขา

ดูแล้วสุดยอดน่าตื่นเต้นมากๆที่ได้พาตัวเองเดินขึ้นไปได้

เมื่อเดินใต่ลงมาจนถึงตีนเขาใกล้ที่พักเต้นท์

สันภูเขาที่เราเดินกันขึ้นไป มองดุสูงตะหง่านยิ่งใหญ่เหมือนในหนังจีน

และไม่น่าเชื่อว่าพวกเราจะปีนและเดินขึ้นไปสู่ถึงยอดเขาได้

นี่ถ้าหากมาเห็นตอนสว่างแจ้งเช่นนี้ หลายคนคงส่ายหน้าและหวลกลับมานั่งจิบกาแฟร้อนๆ อุ่นใจกว่า

ดูมันสูงชันขึ้นไปบนหลังคาโลก ไม่น่าเชื่อว่าผู้คนจะเดินขึ้นไปสู่ยอดได้

ถ้าเดิน มันก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในความคิดที่มองเห็นจากสายตา

แต่พอเดินจริงๆกลับไม่นานและดูเหมือนใกล้

นี่..เป็นความยิ่งใหญ่และอลังการ์แห่งยอดภูเขานามว่า “ฆูนุงสีรีปัต”

ข้ามาเทศนาให้เหล่าน้องๆพระฟังกันตรงลาน ว่ากันไปเป็นเรื่องๆ

ก่อนที่จะช่วยๆกันเก็บของเก็บเต้นท์ ที่เขามาอำนวยความสะดวกให้

เราเดินลงไปเพื่อไปนั่งรถที่มารอรับ เดินตอนสว่างมันก็ไม่ไกลอะไรเลยนี่หว่า

แต่ก็สนุกดี เดินใต่เขาลงไปตามเส้นทางสวยยางที่เขาทำทางไว้

หัวทิ่มมั่ง ตูดไถบ้างพอได้แสบๆกันไป

เมื่อมาถึงที่จอดรถ ข้าไม่เห็นรถ เห็นแต่พวกนั่งรอรถ

ข้าจึงเดินนำเลยลงไปไม่ต้องรอใคร เขาบอกว่าแค่ 2 กิโลเอง ก็จะเดินลงไปถึงบ้านพักที่จัดเตรียม

เราเดินลงมาท่ามกลางขุนเขาและสวนป่าไพรที่บริสุทธิ์

เหลือบมองไปเห็นยอดภูเขาที่เราขึ้นไปตอนเช้ามืด

โอโห..ไม่น่าเชื่อ มันตั้งตะหง่านสูงลิบลิ่ว เราขึ้นกันไปได้ยังไงไม่น่าเชื่อ

แต่เจ้าของพื้นที่สาวน้อยชื่อหลาน ขึ้นลงกันเป็นว่าเล่น

เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ช่วยๆพวกเรา

ข้าคงแก่เกินไปจึงดูว่าอะไรๆมันก็ดูยิ่งใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อว่าเราจะทำกันได้

เจ้าบ้านสถานที่และเพื่อนๆได้ร่วมทำอาหารเตรียมถวายรับรอง

ข้าอนุโมทนาและบิณฑบาตรตรงนั้นอย่างสงบๆ

แม่นาง ศรีวิภาลัย พาเหล่าผีทั้งขุนเขาลงมาตักบาตรถวาย

เสียงสาธุโมทนาดังก้องกระหึ่มไปไกลทั่วขุนเขา ตรงนี้คงไม่มีใครเห็น

ที่หลายคนเห็นข้ายืนนิ่งๆสงบๆอยู่เป็นเวลานานก็เพื่อให้เวลาเหล่าเจ้าที่ที่นี่ได้ใส่บาตรกัน

เขายกขบวนมาใส่กันทั้งขุนเขา อาหารจึงมากรสโอชา

ในป่าพวกพระชั้นดีผีเอาอาหารมาใส่ รสชาติก็หอมอร่อยแบบที่กินเข้าไปนี่แหละ

ไอ้พวกลิงๆมันแดกอย่างเดียว มันไม่รู้เรื่องหรอก

ข้าฉันแล้วก็ง่วงเหมือนโดนยา อาหารที่เจ้าบ้านช่วยกันทำมา อร่อยมากๆ

เรามันพระป่า ทั้งทุเรียน ถั่วเขียว ขนมจีน แกง ขนมผลไม้ เราก็ใส่กองรวมๆกันไป

วันนั้นอาหารอร่อยใจเพราะได้โอชาจากเหล่าเทพธิดาทั้งหลายที่ได้ลงมาร่วมถวายใส่บาตรให้กิน

โมทนาหลังฉันข้าก็หลับเหมือนโดนยา ปกติข้านี่ไม่นอนกลางวันแบบพวกขี้เกียจ

แต่วันนี้ไม่ไหว ขนาดนั่งมันยังหลับใน หัวค่อยๆทิ่มและคร่อกไปในที่สุด

มารู้สึกอีกทีก็ตอนปวดท้องจี๊ดขึ้นมาอย่างแรง จึงพลิกตะแคงไปอีกด้าน

มันหลับไปปวดไป และมาปวดใหญ่อย่างหนักอีกครั้งจึงตื่นขึ้นมา

ลุกได้ถามหาส้วมเลย คว้าไม้เท้าไปนั่งถ่ายอยู่พักใหญ่

ขี้มันไหลออกมาดำสนิทยังกะกินสีเข้าไปแทนข้าว

อาการปวดทั้งหลายหายหมด นั่งขี้ไปกำหนดจิตไป

จึงได้รู้ว่าเกิดเหตุมาจากอะไร แต่ไม่เล่าหรอก ผีที่นี่เขารักษาให้ข้าหายก็แล้วกัน

ขี้เสร็จก็หายหมด ไม่มีอาการอะไร พวกหมอใหญ่มาวางยาสลบแล้วผ่าตัดรักษา

นี่ไม่รู้ลืมเข็มฉีดยา มีด กรรไกรไว้ในท้องข้าบ้างรึเปล่า

นี่เป็นวิชาบังบดอย่างหนึ่งที่ข้าโดน

ที่ฆูนุงสีรีปัตแห่งนี้ มีมนต์เสน่ห์มากหลาย มีโอกาสก็ลองไปเยือน

บ้านเรายังมีที่สวยงามซ่อนเร้นไม่ค่อยมีใครบอกออกมาเผยให้เห็น

เราชาวไทยพึงช่วยกันหวงแหนผืนแผ่นดินนี้เพื่อลูกเพื่อหลาน จะได้มีผืนแผ่นดินวิ่งเล่นได้อย่างสันติภาพและปลอดภัย

วันนี้ขอสาธุคุณสวัสดีให้มีแต่ความสุขความเจริญ

พระธรรมเทศนา โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง วันที่ 22 มิถุนายน 2560