ธุดงค์เข้าสู่ความเป็นอริยะ (ท่อน 2)

ธุดงค์เข้าสู่ความเป็นอริยะ (ท่อน 2)

325
0
แบ่งปัน

***** “ธุดงค์เข้าสู่ความเป็นอริยะ (ท่อน 2)” *****

เช้าๆๆ ณ.บรรยากาศดีที่เชียงใหม่ ออกจากสมาธิแผ่กุศลไปทั้งผืนโลก

เรามาว่ากันต่อถึงการธุดงค์เพื่อความเป็นอริยะนั้นดำเนินอย่างไร

ใจที่พร้อมแล้ว ตั้งมั่นและบริสุทธิเพียงพอ การธุดงค์นั้นจะมีคุณสูง

พึงเดินเข้าไป เดินเข้าไปสู่ป่าเพื่อเจริญโมกข์ธรรมแห่งใจนี้ให้สว่างไสว

ในป่านั้น เราอย่าไปใส่ใจต่อสิ่งไรๆ หน้าที่ของใจเราคือ ตั้งสติไว้แค่ทำความรู้สึกอยู่กับตัว และหนทางที่ก้าวย่างเดิน ไม่เกินสามสี่ก้าว

โดยธรรมดาเราวางใจไว้แค่นี้ การมองไปรอบๆ หรือดูอะไรไกลๆ เรามองแค่เป็นระยะแห่งนิมิตหมาย

ข้านี่เดินไปไม่ค่อยมีจุดหมายหรอก ใจอยู่กับการก้าวย่างและเบื้องหน้าไม่กี่ก้าวนี่แหละ

สมัยก่อนเดินอยู่ที่ตาก เดินๆอย่างนี้แหละ ไปป๊ะกันแห๋มกับช้างเข้า ต่างฝ่ายต่างหยุดกึ๊ก

เจ้าช้างมันก็คงหากินของมันเพลินๆ อยู่ๆมีตัวอะไรมาโผล่ใกล้ๆมันมันก็สะดุ้งตกใจเป็นธรรมดา

ข้านี่นิ่งสนิท เจ้าช้างมันก็ถอย แต่ถอยแล้วมันเอางวงอมเข้าปาก หูกางและวิ่งเข้าใส่

ข้าน่ะยืนเฉย มันพุ่งเข้ามาและเบรคห่างออกไปซักสองวาเท่านั้นแหละ ใบไม้งี้ฟุ้งกระจาย แต่ข้าเฉยๆ

มันหันรีหันขวาง ถอยเข้าถอยออกอยู่พักใหญ่ร้องแปร๋นนนแล้วพุ่งเข้ามาอีก มาหยุดกึ๊กห่างออกไปตรงที่เดิม

มันไม่เข้ามามากกว่านั้น หันรีหันขวางซักครู่ทำอะไรข้าไม่ได้ มันก็หันหัวเดินจากไป แต่ข้าก็เฉยๆ

ที่เฉยน่ะไม่ใช่ไม่กลัว เยี่ยวมันแตกและก้าวขาวิ่งไม่ออก หากขยับได้ ข้าน่ะโกยแนบตั้งแต่มันร้องแปร๋นนนแรกนู่แล้ว ขยับได้ข้าวิ่งกันน้ำบาน

นี่..การเดินธุดงค์เข้าป่านั้น มันเจออะไรที่คาดไม่ถึงเยอะแยะ เคยเจอเสือครั้งหนึ่งก่อนถึงน้ำตก ทีลอซู

ข้าก็เดินไปตามปกติ ที่ไม่ค่อยจะส่งจิตออกไปยังสิ่งใดนี่แหละ เมื่อเข้าป่าแล้วนี่ มันเป็นธรรมชาติของจิตดวงนี้ ที่ไม่สนใจกับอะไรรอบๆตัว

ข้าเดินไปเรื่อยๆ อ้อมต้นไม้ตรงโขดหินใกล้ธารน้ำ เจ้าเสือกำลังนอนสบายอาบแดดอยู่

ข้าเดินเข้าไป โดยไม่รู้ว่าเสือมันนอนอยู่ กว่าจะรู้ เสือมันก็ร้องโฮกกระโจนหนีด้วยความตกใจไปโน่นแล้ว

พอรู้ว่าเป็นเสือ ข้านี่ตกใจแทบช๊อค มือไม้ขาอ่อนเปลี้ยเพลียแรงแทบจะลงไปนอนกองกับพื้น

เสือในป่านี่ มันน่ากลัวจริงๆ แค่สาบของมันที่ทิ้งไว้ให้ มันก็ทำให้ข้าเข่าอ่อนไม่อยากเดินต่อไปอีก

จึงนั่งมันตรงนั้นแหละ นั่งพิจารณาความตายไป ฟังเสียงหัวใจที่เต้นตุ๊บๆๆแรงๆ ในยามที่ได้เผชิญ

มันมีปัญญาอุบายแยบคายอะไรต่อมิอะไรใหลออกมาเยอะแยะ มันเห็นชัดถึงคุณแห่งการธุดงค์

มันเห็นชัดถึงความไม่แน่นอน มันเห็นชัดถึงความกลัวความตายที่มาเยือนได้ตลอดเวลา

มันเห็นชัดถึงความกลัวที่มันหวั่นไหว และหัวใจที่พร้อมจะเผชิญความตาย

ความกลัวมันก็เป็นธรรมดาของมันอย่างหนึ่ง ที่มันทำหน้าที่ของมันอย่างนั้นแหละ เราห้ามมันไม่ได้เพื่อไม่ให้กลัว

ความกล้า มันก็เป็นอาการของมันอย่างนั้นแหละ เมื่อเผชิญ เราก็จะเห็นว่า มันก็ทำหน้าที่ไปตามสัญญาขันธ์ของมัน

เมื่อยามมีสติ มีสมาธิที่มันหล่อหลอมอบรมมาจากการอยู่ธุดงค์ ใจมันก็จะเห็นชัดถึงอาการเหล่านี้ อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

เสือมันหนีไปแล้ว แต่ปัญญามันมาอยู่แทนที่ความกลัวเสือ ใจมันอยากให้เสือมันเดินกลับมาเพื่อดูใจอีกที

มันเกิดความไม่กลัวเสือ มันกลัวแต่จะไม่ได้พบเจอการไม่ได้เผชิญเสือซะมากกว่า

นี่..การได้ธุดงค์นี่ มันได้เผชิญทั้งในและนอกที่เราไม่เคยเห็นอาการแห่งจิตที่มันปรากฏกับใจดวงนี้

เราจะเห็นในส่วนที่กลัว และไม่กลัว ที่ชอบและไม่ชอบ อาการเช่นนี้ มันมีซ่อนอยู่ในโปรแกรมจิตเรานี้

มันอาศัยกายนี้ผัสสะและเผชิญเพื่อการแสดงออก มันทำให้เห็นชัดว่า กายเรานั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความกลัวและไม่กลัวเลย

ความรู้สึกทั้งหลายที่เป็นเวทนาก็ไม่ใช่เราหรือกาย แต่มันเป็นอาการของจิต ที่มันแสดงออกมาของมันธรรมดาของมันเช่นนั้นแหละ

มันแค่อาศัยกายเกิด การเกิดอาการต่างๆที่รู้สึกขึ้นมาได้ กายไม่เกี่ยวอะไรหรอก เวทนาทั้งหลายนั้น มันเป็นอาการแห่งจิตที่มันแสดงผ่านกาย

ข้านี่..ยามเข้าป่า ใจมันจะรวมตัวอยู่กับกาย ใจแทบไม่ส่งออกไปไหนเลย

ความรู้สึกทั้งหลาย มันวนเวียนอยู่แค่กริยาอาการของกายที่มันเคลื่อนไหวเท่านั้น

ความคิดการตรึกอะไรต่างๆนี่ไม่ค่อยมี ตาที่เพ่งอยู่กับทางเดินเบื้องหน้ามีไม่กี่ก้าวด้วยสัมปชัญญะ

มันก็เหมือนการเดินจงกรมที่เราคุ้นเคยนี่แหละ ใจมันไม่ส่งออกไปไหน ใจมันจับแต่อาการการเคลื่อนไหวแห่งกาย

ต่างกันก็แค่ เราไม่ได้กำหนดเส้นทางเดินจากจุดหนึ่งไปจากจุดหนึ่งเท่านั้น

การเดินในป่าของข้านี่ มันก็เหมือนการเข้าสู่ทางเดินจงกรม เพียงแต่มันไร้เส้นทาง เดินก้าวไปเรื่อย

มีอาการแค่รู้กายเฉพาะปัจจุบัน รู้เหยียบ รู้เจ็บ รู้ร้อน รู้หนาว รู้เสียง รู้เหยียด รู้ย่าง รู้เหลียว รู้ผัสสะแห่งกายที่มันกระทบเท่านั้น

มันเดินรู้ไปอย่างนั้นด้วยการทำความรู้สึกตัวอยู่กับกายที่เคลื่อนไหว

การอยู่กับการรู้เช่นนี้ในการเข้าป่าธุดงค์ มันจะเห็นเวทนาต่างๆที่ผัสสะกับกายได้อย่างชัดเจน

แต่ละก้าวที่เราย่ำเดิน ใจมันไม่สอดส่งไปไหน มันเห็นชัดถึงการเคลื่อนไหวแห่งเรือนกาย

ใจมันอยู่กับปัจจุบันที่มันก้าวย่างเคลื่อนไหว ไม่ส่งออกออกไปเพื่อรับรู้อะไรทั้งนั้น เดินออกไปอย่างไม่มีจุดหมาย แต่มันก็รู้ของมันอยู่ในที

เมื่อสร้างความเคยชินกับมัน มันจะเห็นผู้ดูอาการเหล่านี้เกิดขึ้น มันมีความรู้ขึ้นมาว่า มีสิ่งหนึ่งที่เฝ้าดูสิ่งเหล่านี้อยู่

และผู้ดูนี้ ไม่ใช่เราแน่ เพราะเราเป็นผู้รู้อาการแห่งการเห็นผู้ดูนี่ ผู้ดูนี่ มันเป็นอาการหนึ่งของจิต ที่มันดูอาการต่างๆอย่างเฉยๆ

ผู้ดูนี่ ไม่ใช่กาย ไม่ใช่ผู้รู้ ไม่ใช่เวทนาทั้งหลายที่มันเกิดขึ้นมาเมื่อกายได้รับการผัสสะ

เมื่อผู้ดูเกิด มันก็จะเห็นกายที่มันเคลื่อนไหวไปมาว่า กายนี่ไม่ใช่เวทนา กายไม่ได้มีเวทนาอะไรใดๆ

ผัสสะทั้งหลายที่เกิดกับกาย มันเป็นแค่อาการอย่างหนึ่งของจิตที่อาศัยกายเกิด

นี่..มันรู้ของมันขึ้นมาอย่างนี้ และการเกิดทั้งหลายที่เกิดกับกาย มันเห็นชัดขึ้นมาอีกว่า

นอกจากกายอย่างหนึ่งแล้ว เวทนาก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ผู้ดูก็เป็นอาการอีกอย่างหนึ่ง มันรู้สิ่งเหล่านี้ได้เพราะมีผู้รู้อาการทั้งหมด

ผู้รู้นี่มันเป็นเราหรือ เมื่อเกิดการวินิจฉัยเกิดขึ้น มันจะเห็นชัดขึ้นมาอีกว่า

แม้ผู้รู้อาการทั้งหลายนี้มันก็ไม่ใช่เรารู้ ผู้รู้นี่มันไม่ใช่เรารู้อย่างที่เราเข้าใจและเข้าไปเป็นเจ้าของเช่นนั้น

ผู้รู้นี่มันถูกรู้โดยอาการอย่างหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในอาการแห่งจิตที่ทำให้เกิดเวทนานั้นแหละ

นี่..ผู้รู้มันมีหน่อรู้เป็นเหตุออกมาจากโปรแกรมทั้งหลายที่สร้างเวทนาขึ้นมา มันส่งรู้ออกมาจากในนั้นแหละ

เพราะผู้รู้นั้น เมื่อมีการสอดส่องวินิจฉัยลงไป มันก็เป็นผู้ถูกรู้อยู่เหมือนกัน

รู้นี้จึงไม่ใช่มัน ที่แยกเอกเทศออกมา อย่างกาย เวทนาหรือผู้ดู ที่ไม่ใช่เรา

นี่..อาการเหล่านี้มันจะปรากฏขึ้นชัดยืนยันได้ด้วยใจ เมื่อใจดวงนี้มันได้ประจักษ์

มันจะเห็นชัดว่า กายอย่างหนึ่ง เวทนาอย่างหนึ่ง ผู้ดูอย่างหนึ่ง ผู้รู้อีกอย่างหนึ่ง

ความสว่างโพลงในใจเจ้าของจะเกิดขึ้นมา มันจะรู้แจ้งของมันขึ้นมาว่า

เรานั้นไม่ใช่กาย ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่ผู้ดู ไม่ใช่ผู้รู้อะไรทั้งนั้น

อาการต่างๆที่ปรากฏและมีตัวเราเข้าไปเป็นเจ้าของนั้น มันเป็นอาการอย่างหนึ่งที่เป็นโปรแกรมจิต อาศัยเหตุปัจจัยเกิดเท่านั้นเอง

เมื่อมันยืนยันด้วยญานจักษุแห่งตัวมันเองได้ อุปาทานทั้งหลายมันก็จะเกิดการปลดล๊อก

มันปลดล๊อกอย่างไร ใครเป็นผู้ปลิดอาการเช่นนี้ออกจากใจ อะไรที่เรียกว่าญานเกิดกำเนิด เดี๋ยวเรามาว่ากันอีกท่อน….

ขอให้มีความสุขสวัสดีในเช้าวันพุธที่สงบสบาย ณ.เชียงใหม่เจ้า…

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 16 มกราคม 2560 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง