นครวัดปราสาทสร้างไม่ยากอย่างที่คิด

นครวัดปราสาทสร้างไม่ยากอย่างที่คิด

315
0
แบ่งปัน

****** “นครวัดปราสาทสร้างไม่ยากอย่างที่คิด” *****

ทริปเขมรครั้งนี้ ข้าไปก็เพื่อไปซับกลิ่นอายของศิลปะของขอมที่นครวัด

การไปครั้งนี้ ก็ไม่คิดว่าจะเจอะเจอเหล่าวิญญานอะไรหรอก เราแค่ไปเที่ยวร่วมกันร้อยกว่าชีวิต

หลังจากได้ไปโปรด เจ้าเจ๊ะเจ้าจอมตามกรรมพิธีที่มั่วๆไปแล้วตามคำขอ ก็ได้ไปบอกกล่าวท่านย่าเทพ ที่ชาวเมืองเขาเคารพ

ที่จริงท่านย่าเทพอะไรนี่แหละ ที่เป็นคนบอกให้ข้าได้โปรดมาช่วยเหลือเจ้าเจ๊ะเจ้าจอม

ท่านย่าเทพนี่ เปรียบเหมือนพยายมราชแถวบ้านเรา เป็นผู้คุมวิญญาน หรือเป็นท้าวเวสุวรรณอะไรประมาณนี้

ท่านบอกว่าเจ้าเจ๊ะเจ้าจอม รอคอยมานานแสนนาน หาผู้มีกำลังมาปลดเปลื้องโซ่ตรวนแห่งมนต์ตรายานนี่ไม่มี

ความบริสุทธินี่ ทำลายทุกสิ่งอย่างที่บีบอัดรัดรึงตรึงเป็นตรวนให้พังพินาศลงไปได้

เหล่าวิญญานพลังงานที่โดนบีบอัด กลับไปสู่อิสระภาพแห่งเสรีวิบากตามกุศลและอกุศลจิตที่สร้างสมกันมา

ท่านได้เข้ามาขอบคุณ และขานนามว่าพระอาจารย์แห่งบุญญพลัง

ที่นครวัด.. เราเดินเข้าไปเป็นกลุ่มใหญ่ ข้าเองอาราธนาท้าวมหาราช และพรหมเทวาทั้งหลาย

ให้ดูแลพวกเรา อย่าให้พลังงานใดๆเข้ามายุ่งเกี่ยว หรือผ่านร่างเพื่อแสดงออกถึงความต้องการ หรือบอกกล่าวอะไรใดๆ

เราห้ามเหล่าพลังงานเหล่านี้ไม่ได้ หากเรามีพันธสัญญาต่อกัน การควบคุมจิตใจที่เรายังอ่อนแอ มันเป็นการยากต่อพลังงานที่เขามีกำลัง

หลายคนมีอาการเช่นกัน ตัวสั่นหวิวบ้าง คลื่นใส้บ้าง วูบวาบบ้าง ทรงกายไม่อยู่บ้าง ก็ว่ากันไปตามกระแสวิบากที่มีต่อกัน

แต่ไม่มีใครแสดงอาการอะไรออกมา จนทำให้ผู้คนทั้งหลายงุนงงหรือตั้งข้อสงสัยในพฤติกรรม

น้องๆเหล่านี้ที่เป็น ต่างมีการศึกษาและไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น แต่ก็มีอาการกัน

ที่มีอาการ นี่เป็นเพราะกำลังแห่งบุญที่พวกเขาได้ทุ่มเทใจมาร่วมสร้างองค์พระ เพื่อตอบแทนแผ่นดินร่วมกับข้า

ความสว่างแห่งกุศลที่ได้ร่วมสร้างกันตลอดมา มันเป็นธรรมดาที่เหล่าพลังงานผู้รอคอยและโหยหา ต่างรุมกันเข้ามาเพื่อขอกำลังแห่งส่วนบุญ

ข้าเองก็ไม่ได้บอกให้ทุกคนซะด้วยว่า หากมีอาการผัสสะกับอะไรทางกายและจิต

ให้นึกถึงองค์พระพุทธะแล้วกำหนดจิตแผ่เมตตาออกไป วิธีนี้ เราจะทำให้พวกพลังงาน ที่มาขอส่วนบุญ เขาสงบลงไปได้

แต่ไม่มีใครมาถามนี่หว่า แต่ละคน มันซนยังกะลิง แถมมั่นใจเหลือเกิน ว่ายังมีข้าอยู่ข้างๆมันไม่กลัวอะไรกัน

ข้าได้นั่งสมาธิ ณ.มุมหนึ่งของตัวปราสาทนครวัด เพื่อรอน้องๆขึ้นไปชมพระปรางค์เทวสถาน

เทพที่นั่นได้เข้ามานมัสการ เทพที่ดูแลนครวัดนี่เป็นพรหม ข้าเชิญเขามารับดูการฟ้อนรำจากน้องๆ เพื่อเป็นการน้อมนมัสการและขอขมา

เหล่าเทพยาดาและนางอัปสราต่างๆ ก็อยากฟ้อนรำเพื่อระลึกตามสัญญาที่เคยมีมาในบันทึกแห่งภวังค์

นี่..ข้าอาจจะนั่งปรุงไปเองก็ได้ เพราะบางที เรื่องจิตนี่ มันก็มั่วๆอยู่เหมือนกัน เชื่ออะไรไม่ค่อยได้

แต่ที่นั้น เราหาสถานที่ฟ้อนรำตามความปรารถนาของเหล่าเทพและวิญญานไม่ได้ มันมีข้อบังคับของกฏที่เจ้าของสถานที่ เขาตั้งขึ้น

ข้าจึงเชิญให้พวกเขารอจนกว่าข้าจะเจอสถานที่ ที่พอจะเหมาะสมบนแผ่นดินแห่งอาณาจักรขอมนี่

พวกเขาก็รับปากและจะติดตามไปทุกแห่งบนผืนแผ่นดินแห่งอาณาจักร

ข้านี่นั่งรอน้องๆอยู่มุมหนึ่งของปราสาท เมื่อว่างๆก็เข้าสมาธิเผื่อรู้เห็นปรุงแต่งอะไรขึ้นมาในมโนจิต

ภาพปราสาทเบื้องหน้านี่ มันยังคงมีอยู่ในความทรงจำ มันระลึกและผุดขึ้นมาให้เห็นภาพได้

ข้าเองอัตภาพนี้เคยเป็นนักออกแบบ ข้าก็เลยอยากรู้เห็นว่า ชาวขอมโบราณนี่ เขามีกรรมวิธี ยกหินทรายหนักๆขึ้นไปวางไว้บนยอดสูงๆได้อย่างไร

ในเมื่อเคนหรือเครื่องมือทางวิศวกรรมในยุคนั้นคงยังไม่มี

พวกเขาใช้แรงงานทาส ที่ไปตีเอามาตามหัวเมือง ไปสกัดหินศิลาแลงมาเรียงซ้อนกันเป็นก้อนๆ

ผืนดินไม่มีเข็มเพื่อยันรับน้ำหนักศิลาแลง เขาใช้แรงงานขุดดินลงไปแล้วเอาทรายลงไปอัด

ก้อนศิลาแลงได้นำมาจัดเรียงวางกันเป็นแปลน เริ่มจากจุดกลาง ขยายออกมาริมภายนอก

การเรียงต่อๆกัน ทำให้นำหนักแต่ละก้อนมันอิงซึ่งกันและกัน

ด้วยเหตุนี้ขนาดแปลนที่กว้างใหญ่ มันจึงเป็นเสมือนหน้าตัดขนาดใหญ่ ที่วางลงไปยังพืนทราย

นำหนักที่กดทับลงไป มันเป็นก้อนใหญ่ก้อนเดียวที่อาศัยหน้าตัดขนาดใหญ่อิงกัน จึงไม่ทำให้เกิดการทรุดตัวลงไปด้านใดด้านหนึ่ง

หากทรุด ก็จะทรุดลงไปพร้อมๆกันทั้งหน้าตัดหรือตามขนาดของแปลนที่ออกแบบเอาไว้

ศิลาแลงจะโดนก่อตัวขึ้นไปทีละชั้นๆเหมือนเราเอาอิฐมาก่อปราสาทที่อยุธยา

เป็นเพียงแต่ว่า นี่เป็นอิฐก้อนใหญ่ว่าที่เรียกชื่อว่า ศิลาแลง

เมื่อได้วางผังด้วยศิลาแลงแล้วเสร็จตามแบบที่ออกแบบไว้ เขาก็เอาหินทรายมาเรียงทับไว้ด้านนอก

เราจึงดูเหมือนว่า ปราสาทอันใหญ่โต สร้างด้วยหินทรายทั้งหลัง

การเรียงหิน เขาใช้วิธีตัดหินทรายเป็นก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้า การเรียงไม่ได้เรียงตามความยาวของก้อนสีเหลี่ยม

แต่เป็นการเรียงด้วยการเอาด้านกว้างออกสู่ภายนอก เอาความยาว ซ้อนทับกันลึกเข้าไปข้างใน

น้ำหนักอันมหาศาล ที่ทับซ้อนๆกันทำให้หินทรายตั้งมั่นอยู่ได้

หินทรายแต่ละก้อนจะนำมาวางเรียงกันพอเป็นรูปร่าง จากนั้นจึงทำการสกัดเกาให้เรียบเนียน เพื่อให้เป็นผืนเดียวกัน

การยกหินน้ำหนักเป็นตันๆขึ้นไปในที่สูงๆและคับแคบในบางที่ เช่นที่นครธมหรือมหาปราสาทแห่งนี้

ชาวขอมใช้วิธีเอาไม้เนื้อแข็งมาตั้งเป็นเสา ใช้วิธีดึงรอกธรรมดาเรานี่แหละ ไม่ได้พิศดารอะไรมากมาย

เขาเอาป่านมะลิลารัดเข้ากับหินทราย ก้อนที่จะเอาขึ้นไปวางซ้อนกันข้างบน

เอาเชือกพาดขึ้นไปยังคานใหญ่ยอดเสาที่เป็นรอกไม้

อีกด้านเป็นกะบะเหล็ก มีเชือกโรยลงมาจากกระบะนั่น

เขาใช้หินทรายก้อนไม่โตนัก ใส่ลงไปในกะบะทีละก้อนๆ จนน้ำหนักสามารถไปถ่วงกับก้อนหินทรายที่เขาจะยกขึ้นไป

แรงงานอีกสองคนด้านล่าง ก็จะทำการสาวเชือก น้ำหนักที่ถ่วงด้วยหินก้อนเล็กๆรวมกันนั้น

มันก็จะไปยกหินทรายก้อนใหญ่เป็นตันๆให้ลอยขึ้นไปด้านบน ด้วยแรงงานดึงแค่สองคนที่สาวเชือกดึงกะบะเหล็กลงมาอีกด้าน

เขาทำกันวิธีนี้ ไม่ซับซ้อนมหัศจรรย์อะไรใดๆอย่างที่พวกเราคาดคะเนกันไป

ส่วนหินทราย เขาใช้แรงงานทาสไปตัดกันออกมา จากภูเขาพนมกุเลนซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไป

ปราสาทหินทราย ที่เป็นปราสาทแห่งวิหารเทวสถานทั้งหลาย ต้องเอาหินทรายมาจากภูเขาพนมกุเลนเท่านั้น

เพราะที่ภูเขานั้น เขาเชื่อกันว่า เป็นหินที่เกิดมาจากการดลบันดาลของพระผู้เป็นเจ้า

ปราสาทที่แกะสลักสวยงามและยิ่งใหญ่ก็เพื่อบูชาและถวายต่อพระผู้เป็นเจ้าที่พวกเขาเคารพศรัทธา

การนำเอาหินทรายที่เกิดจากพระผู้เป็นเจ้ามาก่อสร้างและแกะสลัก จะทำให้ปราสาทวิหารนั้น มีความศักดิ์สิทธิ์ และดลบันดาลให้แก่ผู้เคารพ

หินทรายที่นำมาสกัดเป็นเดือยและต่อๆซ้อนกันเป็นชั้นๆและเรียงตัวกันออกไป

เมื่อวางตำแหน่งไว้ดีแล้ว เหล่าแรงงานทาสก็จะเข้าไปทำการขัด สกัด และถูด้วยเหล็ก จนเกิดความราบเรียบ

ในส่วนที่เป็นงานแกะสลัก และวางบัวย่อมุมอะไรต่างๆ เป็นเรื่องของช่างชาวขอม ไม่เกี่ยวกะพวกแรงงาน

ปราสาทหนึ่งหลัง ใช้เวลามากกว่า 20 ปี แม้นครวัดเอง บางส่วนยังจำหลักสลักยังไม่แล้วเสร็จ

เขมรปัจจุบันนี่ ส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายเชลยแรงงานที่โดนต้อนเข้ามา เพื่อใช้แรงงาน

ความยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรขอมนี่ เป็นความยิ่งใหญ่ยุคหนึ่งที่เฟื่องฟูที่สุดอาณาจักร์หนึ่งของโลก

ความเฟื่องฟูนั้นล่มสลายไปตามกาล เป็นไปตามกฏแห่งอนิจจัง

เรา..เป็นผู้หนึ่งที่เคยเกิดและยิ่งใหญ่ร่วมกันในอาณาจักรนั้น

จึงเป็นธรรมดา ที่เหล่าพลังงานวิญญานทั้งหลาย ที่ยังต้องเสวยวิบากแห่งตน รอคอยแสงสว่างออกมาจากความมืดมนของที่นั่น

รอคอยใครซักคน ที่พอมีกำลังปลดความมืดมนออกจากใจที่เขาเสวยออกไปจากหนทางที่เขาจำยอมด้วยความจำนน

เดี๋ยวเราค่อยมาว่าถึงเหล่ากลุ่มนาคราชแห่งเขาพระสุเมนหรือเขาพนมกุเลน ที่รอคอยกันมาอย่างยาวนาน

พวกชอบพยานาค โปรดเช็ดน้ำลายที่ขอบปากด้วย สำรวมกริยาหน่อยเด็กๆที่น่ารักทั้งหลาย…

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2559 โดยพระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง