นั่งสมาธิแล้วเกิดอาการต่างๆ ท่อน 1

นั่งสมาธิแล้วเกิดอาการต่างๆ ท่อน 1

366
0
แบ่งปัน

****** “นั่งสมาธิแล้วเกิดอาการต่างๆ ท่อน 1” *****

มีน้องๆที่ปฏิบัติแล้วเกิดอาการต่างๆกัน ข้าจะอธิบายให้ฟังพอเป็นแนว เกี่ยวกับเรื่องสมาธิ และวิตกต่างๆที่เกิดอาการขึ้นมา

>>>> กราบ พอจ เจ้าคะ..

โยมนั่งสมาธิแล้วรู้สึกว่าลูกกระตามันปวดมาก เหมือนจะทลักออกมาข้างนอกเลยเจ้าคะเป็นแบบนี้มา4-5ครั้งแล้ว ทั้งๆที่เมื่อก่อนมันไม่ปวดลูกกะตาเลยมีแต่ความสงบ โยมอยากรู้ว่าทำไมถึงปวด

>>> นมัสการค่ะ…

พระอาจารย์ โยมมีเรื่องเรียนถาม

เวลานั่งภาวนา แล้วมีอาการลมตีขึ้น เรอออกมาเป็นลมตลอด ถ้านั่งชั่วโมงนึงก็เรอทั้งชั่วโมง มากน้อยต่างกัน

พักหลังมีเวลาภาวนาเยอะขึ้น นอกจากโยมจะเรอแล้ว เพิ่มอาการคลื่นไส้อยากอาเจียน จะขย้อนเข้ามาด้วย

แต่อาการพวกนี้เป็นเฉพาะตอนภาวนาเท่านั้น กราบเรียนถาม พอจ. เกิดจากอะไรเจ้าคะ กราบพอจ. ค่ะ

>>>>> กราบนมัสการพระอาจารย์เจ้าค่ะ โยมขอความเมตตา รบกวนพอจแนะนำวิธีปฏิบัติด้วยเจ้าค่ะ

คือโยมได้ฝึกภาวนาจากคอร์สของท่านอ.โกเอ็นก้ามา 5 ครั้ง แต่เวลาอยู่บ้านโยมยังขี้เกียจอยู่เยอะเจ้าค่ะ

แต่ได้ฟังเทศน์ทางยูทูปบ้าง อ่านบทความธรรมะทางเฟสบ้าง และได้สังเกตตนเองว่า เป็นคนที่จิตใจแย่มากๆเจ้าค่ะ

มีความคิดไม่ดีไม่งามเยอะมาก กระทั่งคิดปรามาสครูบาอาจารย์ต่างๆทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจ มีความคิดลามกมากมาย จนโยมละอายแก่ใจและรู้สึกผิดมากทุกครั้ง

แค่เพียงหนึ่งลมหายใจเข้าออกตอนทำสมาธิ ความคิดไม่ดีไม่งามก็ยังแว็บขึ้นมา ยิ่งรู้ว่าไม่ดี ยิ่งมีโผล่ขึ้นมาเยอะเจ้าค่ะ

ไม่ทราบโยมควรจะทำอย่างไีรเจ้าคะ น้อมกราบขอบพระคุณในความเมตตาเจ้าค่ะ….

***** <<<<< มีอีกหลายคำถามที่ถามๆกันมา อาการที่ปรากโในขณะทำสมาธิ หรือตอนปฏิบัตินี่

เกิดจากการปรุงแต่งจิตก็มี เป็นอาการปิติจิตก็มี บางคนวิบากกรรมมาให้ผลนี่ก็มี

แต่รวมๆแล้วเป็นวิบากปรุงแต่งจิต การปวดลูกตาเวลานั่ง เกิดจากการเพ่งภายใน นี่ก็เป็น เกิดจากปิตินี่ก็เป็น เกิดจากการปรุงแต่งจิตนี่ก็เป็น เกิดจากวิบาก นี่ก็เป็น

อาการทางกายทั้งหลายที่เกิด เช่นปวดลูกกระตา เหมือนจะทะลักออกมา

เป็นวิบากจิตที่อดีตเคยกระทำเอาไว้เกี่ยวกับการเบียดเบียน อาการเมื่อเป็นสมาธิ ถึงจุดหนึ่งก็จะมาส่งผลทางกาย

อาการทางสมาธินี่ ต้องแก้ด้วยปัญญา แต่คนทั้งหลายแก้ไม่ได้ เพราะจิตมันปรุงอาการทั้งหลายว่าเป็นเรา

อาการต่างๆเหล่านี้ เมื่อเข้าไปเป็นเจ้าของ มันก็จะเป็นอุปกิเลส ผู้อ่อนปัญญาไม่เท่าทัน ก็จะกลัวการปฏิบัติ และการทำสมาธิไปเลย

อาการต่างๆที่เกิดขึ้น ทางกายก็ดี ใจก็ดี วาจาก็ดี ที่เกิดขึ้นในขณะทำสมาธิ

ทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นอาการปรุงแต่งจิตทั้งสิ้น ปัญหาคือเราไร้ผู้ชี้แนะ และไม่เข้าใจว่ามันเป็นธรรมดาของวิบาก ที่ให้ผลออกมา ในแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน

ที่สำคัญ..เราเอาความเป็นเราเข้าไปเป็นเจ้าของอาการเหล่านี้

จะไม่เป็นเจ้าของก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับเรา นี่..จุดเช่นนี้ปัญญาเราสาวเข้าไปไม่ถึง

อาการพวกนี้ เราแก้ได้โดยการโยนิโส การโยนิโสนี่ เป็นการย้อมจิตเข้าไปใหม่ด้วยสติและปัญญาที่รู้เท่าทันอาการที่เป็น

หมายความว่า เมื่อมีอาการต่างๆเกิดขึ้นมา ให้สำเหนียกใจไว้ว่า มันเป็นแค่อาการปรุงแต่งของจิต

แน่นอน..มันย่อมไม่หายแม้จะมีการโยนิโส ในทันที เพราะเนื่องด้วยเหตุหลายปัจจัยแห่งตัวเรา

แต่การโยนิโสด้วยสติที่รู้เท่าทัน เมื่อย้อมบ่อยๆ มันจะคลายอาการไปในที่สุด ซึ่งอาจต้องใช้เวลา สำหรับจิตใจและวิบากของคนบางคน

อีกนัยหนึ่ง ที่อาการเหล่านี้ปรากฏ เป็นเพราะว่ากำลังสมาธิเราอ่อนแอ

กำลังสมาธิน้อย เมื่อเกิดสมาธิขึ้นมา วิบากจากเวทนาจิตที่ปรากฏไปตามเหตุปัจจัยวิบาก ย่อมแสดงผล

ผลนี้เป็นเวทนาตามวิบากผลจิตที่จะต้องเผชิญ

แต่ผู้มีสมาธิที่เข้มแข็ง สมาธิของเขา จะสามารถข่มเวทนาจิตอาการต่างๆที่ปรากฏขึ้นมาได้ โดยไม่มีอาการ

สมาธินี่ มันเป็นตัวข่มเวทนา

สำหรับ ผู้มีปัญญา หรือมีครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณทางจิต หากเกิดกรณีเช่นนี้ คือมีเวทนาเกิดขึ้น

ท่านก็จะแก้ให้โดยการเปลี่ยนอริยาบท เช่นเปลี่ยนไปเดินจงกรมแทน เพื่อหลีกเลี่ยง การตกภวังจิตจนเกิดสมาธิแล้วเกิดปติวิบากเข้าแทรก

การเดินจงกรม จะทำให้เกิดสมาธิที่หนาแน่นขึ้น เมื่อมีสมาธิที่หนาแน่นพอและมีกำลัง

ยามกลับมาสู่อริยบทนั่ง กำลังสมาธิที่เคยชิน มันจะข้าวเวทนาที่ปรากฏเป็นอาการขึ้นมา ไปสู่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่เป็นเอกตา

ในช่วงที่เป็นสมาธิอ่อนๆ อาการเช่นนี้มันจะหวลกลับมา

แต่เมื่อเราตั้งมั่นในวิตก เช่นคำบริกรรมต่างๆที่เราตั้งขึ้นมา เช่นพุทโธ

ให้ใจเราจิกและเพ่งอยู่กับตัวพุทโธ ไม่ใช่นั่งท่องพุทธโธด้วยความคิด

การเพ่งจิกอยู่กับคำบริกรรม หรือลมหายใจ หรืออะไรที่ตั้งเป็นวิตกขึ้นมา

ผู้มีกำลังสมาธิแล้ว ท่านย่อมข้ามผ่านเวทนาเหล่านี้ได้อย่างไม่ยากเย็น

เหมือนเราเอาเหรียญสองเหรียญมาวางห่างกันซักคืบแล้วเพ่ง

เมื่อใจเราเป็นสมาธิ เหรียญอีกเหรียญก็จะเลือนลางหายไป

จริงๆมันไม่ได้หายไปไหน เป็นแต่ใจที่เป็นสมาธิ มันหดตัวลง มันจึงไปข่มเวทนาทางรูปที่ปรากฏทางครรลองจักษุ ในสิ่งที่มันไม่ได้เพ่งจุด

อาการทางจิตที่ปรากฏก็เช่นกัน เมื่อเรารู้จักแล้วว่ามันเป็นอาการปรุงแต่งทางจิต

การเท่าทันอาการด้วยสติ มันก็จะมีกำลังหนาแน่นขึ้นเมื่อเกิดการโยนิโส

เมื่อสติกำลังหนาแน่น สมาธิก็หนาแน่น

สมาธิที่หนาแน่น ย่อมข่มเวทนาทั้งปวงลงได้ โดยที่เจ้าของไม่เป็นทุกข์หรือรำคาญในอาการที่เป็น

กาแฟสีดำที่เทลงไปในเขื่อน เราย่อมมองไม่เห็นความเป็น สี กลิ่น รสของกาแฟ

แต่กาแฟก็ไม่ได้หายไปไหน มันเป็นแค่น้ำใสในเขื่อน มันเข้าไปข่ม ไปเจือจางไม่ให้กาแฟ มันแสดงตัวมันก็เท่านั้นเอง

สมาธิและการเกิดเวทนาทางกายก็เช่นกัน สำหรับผู้รู้อาการเท่าทันที่มีกำลัง

เวทนาต่างๆ ก็หมดพิษสงทำอะไรให้แก่ใจเจ้าของไม่ได้

เดี๋ยวคราวหน้า ข้าจะเล่าเรื่อง อาการจุกของลมที่เกิดกับกาย การเรอ อาการแน่น ปวดหัว ที่มันแสดงออกมายามเราเป็นสมาธิให้ฟัง

รวมไปถึง ใจที่มันคิดลามกจกเปรต การด่าคำหยาบที่เกิดขึ้นในมโนจิตต่อสิ่งศักดิ์สิทธิและครูบาอาจารย์ โดยที่เราห้ามมันไม่ได้

เราจะทำอย่างไรกับมัน ขอข้ากินข้าวก่อน หิวแล้วเดี๋ยวโมโหกระโดดงับน่องคนอีก

เช้านี้หวัดดี…

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2559 โดยพระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง