ชีวิตมักไม่ได้ดั่งใจนี่เป็นธรรมดา

ชีวิตมักไม่ได้ดั่งใจนี่เป็นธรรมดา

306
0
แบ่งปัน

***** “ชีวิตมักไม่ได้ดั่งใจนี่เป็นธรรมดา” *****

<< พระอาจารย์ : วันนี้อากาศดี เป็นอีกวันที่มีชีวิตอย่างต้องทำใจ แม้จะมีความสุข

>> ลูกศิษย์ : ทำไมค่ะลต.ทำใจทำไมอ่ะค่ะ

<< พระอาจารย์ : จะคุยเรื่องความหวังดีกันซักหน่อย

ข้าเองนี้ ชอบสัตว์ ต้นไม้ หรืออะไรที่เป็นธรรมชาติ เป็นก้อนหินท่อนไม้อะไรก็ได้ ข้าชอบทั้งนั้น โดยธรรมชาติ

แล้วมีความรู้สึกดีๆ กับสิ่งเหล่านี้ที่ได้อยู่ใกล้ชิด

ในต้นไม้นี้ เขามีรุกขเทวดา

รุกขเทวดา ก็คือพลังงานจิตที่ยังเป็นภวังค์ หากมองจากมุมเราออกไป

คือยังเป็นพลังงานที่ยังไม่มีกายหยาบอย่างเราๆ ไม่ได้อาศัยประสาทกล้ามเนื้อเส้นเอ็น ในการผัสสะ

คราวนี้ บางครั้งพลังงานเหล่านี้ เขาต้องการสื่อความหมายอะไรออกมา

แต่เราแปลสัญญาณอะไรไม่ได้ก็มี ความเจ็บปวดทางกายเขาไม่มี

แต่ทางใจ ความชอบใจ ไม่ชอบใจนี้มี

มีรุกขเทวดาอยู่ท่านหนึ่ง ต้องเรียกว่าหลายท่าน ข้านี้เชิญมาประจำอยู่ที่ต้นมะขามป้อม

ข้าลงไปคุยด้วยบ่อยๆ เขาฟังรู้เรื่องรึเปล่านี่ ข้าไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ แรกๆ ต้นมะขามป้อมนี่จะตายเอา

เมื่อได้รับทราบกันแล้วว่า ท่านที่เป็นพลังงานทั้งหลาย ประจำอยู่ที่ต้นนี้ก็แล้วกัน

จากนั้นมา ต้นมะขามป้อม โตวันโตคืน ข้าเองก็ยินดี เทวดาก็ยินดี ต้นไม้ก็ยินดี

ต้นมะขามป้อมนั้น เขาเรียกว่า เป็น วิญญาณบอด ส่วนรุกขเทวดานั้น เขาเรียกว่า เป็น ภวังค์วิญญาณ

ส่วนข้านี้ เขาเรียกว่า วิถีวิญญาณ ข้ากับรุกขเทวดา ต่างก็อาศัยวิญญาณบอดอยู่

ตัวข้าที่เป็นกายนี่แหละ คือวิญญาณบอด ส่วนนามขันธ์นั่น เป็นภวังค์วิญญาณ

พูดอย่างนี้ ขวางตำราเขาแน่ ที่ข้าพูดเช่นนี้ก็เพราะ กายเรามันก็เหมือน ต้นไม้

มันก็เติบใหญ่ไม่รู้ไม่ชี้ของมันไป เป็นแต่วิญญาณที่มันเข้าไปอาศัยปรุงแต่ง

โดยการผัสสะ ผ่าน ตา หู ลิ้น จมูก กาย และอารมณ์ใจ

ต้นไม้กับเรา มันก็คือกัน แต่วิวัฒนาการมันต่างกัน

ต้นไม้เราเรียกพืช ส่วนตัวเราเรียกสัตว์

พวกสัตว์นี้ ต้นไม้ของมัน ใช้เป็นประสาทกล้ามเนื้อเส้นเอ็น ในการรับรู้

แต่พวกรุกขเทวดา ใช้ภวังค์ในการรับรู้ เราต่างเป็นต้นไม้เหมือนกัน

และเราก็ต่างมีพลังงานมาครองเหมือนกัน

กายเรานี้ เปรียบเป็นต้นไม้ ที่มีใจครอง ส่วนต้นไม้ที่เราเรียก เป็นต้นไม้ที่ไม่มีใจครอง

แต่..มีพลังงานเข้าไปยึดครอง เป็นรูปของเขาได้ แต่ไม่ได้รู้สึกอะไร อย่างกายเรารู้สึก นี่พอคร่าวๆ

วันนี้…ต้นไม้ที่ข้าได้พูดคุย และเจริญเติบโต พลังงานที่ครองต้นไม้ มาฟ้องข้า

แต่ข้าไม่รู้เรื่องจึงไม่ใส่ใจ รู้แต่ขนหัวตั้งวูบวาบซึ่งเป็นธรรมดาของวิญญาณที่ผ่านมา

ข้าก็แผ่กุศลจิตไปแล้วทำงานอะไรของข้าต่อ ที่กรงกวาง…

ต้นไม้หลายต้น ทั้งหญ้าและต้นกระถิน นอนเรียงรายให้กวางแทะอยู่ในกรง

ในจำนวนนั้น…มีต้นมะขามป้อม ที่รุกขเทวดาอาศัยอยู่ ต้นขนาดข้อมือเด็กรวมอยู่ด้วย

มะขามป้อม เรียงรายกว่าจะขึ้นมาเติบใหญ่กว่าใครเพื่อน รวมสี่ต้น

ใช้เวลาฟูมฟักมาสองปีเศษ เหลือแต่โคน ข้ายืนปลงเล็กน้อย ดูหน้าคนตัดแวบเดียวและบอกว่า

กว่าสองปี ที่เฝ้าปลูก จากกันซะแล้ว ไอ้คนตัด มันหัวเราะร่า ฮ่าฮ่าฮ่า หนูนึกว่า ต้นกระถิน เลยฟันซะ

ข้าก็เลยหัวเราะไปกับมัน เออดีๆๆๆ นี่เพราะเขาหวังดี อยากให้สถานที่มันเตียนๆ

ความหวังดีนี้มันทำลายทุกอย่างที่ตั้งใจทั้งหมด รุกขเทวดา ต้องไปหาที่อยู่ใหม่

มะขามป้อมหายไปทั้งๆ ที่เมื่อเช้า ข้ายังรดน้ำให้มันอยู่

หุหุ มันนึกว่าต้นกระถิน มันไม่รู้สึกอะไรเลย ว่ามันทำร้ายใจกันเพราะความหวังดี

นี้…เป็นความสุขแห่งวันที่ต้อง ทำใจ หวัดดียามบ่ายๆ

นี่เป็นเสียงหัวเราะ อิอิอิ ของหนู ครั้งที่ 720 ที่บอกว่า ก็หนูไม่รู้

ต้นไม้ข้า ปลูกมาเป็นปีๆ กว่าจะได้ซักคืบ โดนตัดซะ ข้อหา…รก

เย็ดแม่ง.. เคืองชิบหาย พวกหวังดี ต้นประดู่ ดูแลมา สามปี ต้นเท่านิ้วก้อย หึหึหึ ตัดซะ

พยุงหลายต้น เกรียน ตัดแล้วก็แล้วกัน ช่างแม่งมัน ข้าก็พูดๆ ไปงั้น

มะขามป้อมปลูกมาสองปีกว่า เตียน คึคึ เขาไม่รู้

ข้าก็เลยมานั่งอยู่กับกวางดีกว่า อะไรที่มันยึด มันสำคัญ มันก็เจ็บธรรมดา

ฝั่งโน่นเขาโค่นต้นเบิ่อเริ่ม ไม่รู้สึก แต่ต้นที่เราปลูก มันเจ็บ ไอ้เหี้ยยยย..ยิ้มอย่างเจ็บๆ

ที่จริงมันมีหลายต้นที่ปลูกไว้แต่สี่ต้นนี่ มันพิเศษ

ที่พิเศษก็เพราะมันกำลังจะออกลูก ลูกมันนี่ เป็นอาหารของสัตว์ที่อาศัยแถบนี้

สัตว์แถบนี้ มันไม่ค่อยมีไม้ผลอะไรกินหรอก ข้าเอาข้าวโพดให้มันทุกวัน

จนหน้ามันจะเป็นข้าวโพดอยู่แล้ว กวาง ก็กินฟางไปก่อน

ต้นไม้พวกนี้ ข้าถึงเฝ้ารักษา พอมันออกดอก ก็เลยมีความสุข มันเป็นสิ่งพิเศษสำหรับใจ

อะไรที่มันพิเศษ มันย่อมโดนพรากเสมอ มันเป็นเช่นนั้น

พวกเรา เตรียมใจกันรึยัง ห่วงหวงแค่ไหน ก็ต้องจาก ฮ่าๆๆๆ ต้องจาก ถุยยยยยย… ชีวิต

ต้องมาอยู่อย่างข้า แล้วจะเห็นความโง่หลายๆ ของคน

แต่ข้าโง่กว่า เพราะไม่เอาไปเหมือนเขา ไม่ว่าตามโลก โลกมันไม่เอาข้า

ข้าก็เลยอยู่อย่างสบาย ไม่ต้องทำตามโลกเขาว่า

แต่นั่นแหละ เมื่อมีคนเข้ามามากขึ้น ความเป็นส่วนตัว มันก็หดหายไป

ข้านั่งสมาธิเช้าๆ พวกที่มามันก็คุยกันโวกเวก มันตื่นมาได้ มันคุยกันแหลก

เรื่องโลกทั้งนั้นแหละ ไม่มีเรื่องธรรมเพื่อจรรโลงใจอะไรหรอก

ทำอาหารกันหารกันเสียงดังโคล้งเคล้ง ลืมหมด..ว่าพระอาจารย์นั่งสมาธิเงียบๆอยู่

พวกเรามันขาดการสำรวม ขาดการะเทสะ ในการ คิด พูด ทำ

การกระทำต่างๆ มันก็เลยใหลไปตามความคิดตนเป็นปกติ

การตรึก การตรอง โยนิโสก่อนที่จะทำอะไร

มันจะช่วยให้พวกเราเข้าใจ และมองเห็นการกระทำแห่งกายเราที่แสดงออกมาได้ชัดขึ้น

แต่เราไม่ค่อยทำ

เราเลือกที่จะทำตามใจเราเองซะมากกว่า

แต่ไอ้ที่ทำ..เสือกไม่รู้ว่า ทั้งคนผีและเทวดา มันเดือดร้อนเพราะเรา ที่ไม่สำรวม

พระธรรมเทศนา โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง 18 มีนาคม 2560