บ้าอดีตจนเสียตัวให้แก่พระราชาสุดโค่ย

บ้าอดีตจนเสียตัวให้แก่พระราชาสุดโค่ย

286
0
แบ่งปัน

******* “บ้าอดีตจนเสียตัวให้แก่พระราชาสุดโค่ย” *******

เช้าๆอากาศที่นี่ดีเหลือเกิน… ลมเย็นๆพัดตลอดเวลา อากาศโปร่งใส เจริญหูเจริญตา

อากาศแบบนี้ ข้ามักติดกับการเจริญสมาธิ การเจริญสมาธิของข้านี่ หากกายดีๆ อากาศดีๆนี่ เข้าลึกสู่อัปนาสมาธิไปนู่นเลย

มันดิ่งลึกไร้ความรู้สึก ไร้สติ ไร้อะไรทุกๆอย่าง แม้กระทั่งสัญญา กว่าจะรู้สึกการระลึกกลับคืนขึ้นมา

ผัสสะมาก่อน ความไม่รู้เกิดขึ้น สัญญาต่างๆทยอยมา การปรุงแต่งทางสังขารเกิด รู้สึกถึงรูป ความว่าง ตัวตน และระลึกถึงลมหายใจ

การทำสมาธินี่ มีคุณต่อปัญญาญานที่จะเกิดกับเจ้าของ ปัญญานี่อาศัยกำลังแห่งสมาธินี่เป็นเหตุ

การจะเกิดสมาธิขึ้นมาตั้งมั่นได้นี่ต้องได้รับการฝึกฝน หนึ่งในนั้นก็คือการเจริญสมาธิ ในทุกอิริยบท

เรามักเข้าใจว่า การเจริญสมาธิ คือการนั่งหลับตา ตัวตรง ท่านั่นท่านี่ นั่นมันแค่อิริยาบทนั่ง

มันยังมี เดิน ยืน นอน อะไรก็ได้ ในการฝึกเจริญสมาธิ

การทำสมาธิทางพุทธนี่ เป็นการเจริญสติ ไม่ใช่การหลับหูหลับตานั่งเพื่อเอาท่า เอาชั่วโมง เอาอภินิหาริย์อะไร

พวกเรามักไปฝึกสมาธิ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่า ตัวเรานี้เป็นนักปฏิบัติธรรม

หลายคนที่เป็นนักปฎิบัติธรรม จึงเข้าไปที่โน่น ที่นี่ เช่น สถานที่โบราณๆ ป่าช้า วิหารร้าง ที่ต่างๆ ที่ตนคิดว่ามีวิญญาน

นั่งสมาธิเพื่อแผ่ส่วนบุญให้แก่พวกเขา ดูและเข้าใจว่า นี่คืองานทางจิตที่เขาทำ และการนั่งทำสมาธิ ในที่ต่างๆ มักจะออกมาในแนวนี้เสมอ

การแผ่เมตตานี่ ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิเพื่อแผ่อย่างงั้น

คนมีจิตที่อบรมและสร้างทานเป็นกุศลมาแล้ว กำหนดจิตก็แผ่ออกไปได้

การนั่งสมาธินี่ในสถานที่ต่างๆ เป็นการนั่งเพื่อหาความวิเวก ไม่เกี่ยวกับใคร

ไม่ใช่ไปนั่งอวดผี อวดตัวด้วยการนั่งนิ่งๆว่าการทำเช่นนี้ โลกทั้งใบแห่งเหล่าผีมันจะสว่างไสวด้วยการกระทำของเรา

ข้านี่ไปในที่ไหนๆก็มักติดนั่งสมาธิ พอนิ่งหน่อย จิตมันก็รวมตามสันดานของมัน

พอรวมมันก็เข้าสู่ปิติ การปรุงแต่งต่างๆ เกี่ยวกับสถานที่นั่นๆมันก็เกิด เกิดการรู้เห็นต่างๆ ในสถานที่นั้น ที่เราเคยทำอะไรมาบ้าง

แต่สิ่งเหล่านี้ยึดมั่นว่าเป็นจริงไม่ได้เลย มันเป็นการปรุงแต่งจากจิตภายในเราทั้งสิ้น

จิตมันจะปรุงของมันไปเองตามโปรแกรมสัญญาของมัน ที่มันเอาภาพและสัญญาต่างๆที่รู้ที่เห็นมาในปัจจุบันนี่แหละ

ที่บันทึกสัญญาปรุงแต่งออกมาเป็นเรื่องราวต่างๆเพื่อเกี่ยวเนื่องกับสถานที่

คนไร้ปัญญาก็จะเข้าใจว่า เรื่องทั้งหลายที่เรารู้เห็นทางมโนจิตนี่ มันเป็นเรื่องจริง

สิ่งเหล่านี้ที่บังเกิดขึ้นทางมโนจิตมันไม่จริงหรอก มันปรุงแต่งขึ้นมาทั้งนั้น

แต่มันก็พูดยากสำหรับคนที่หลงเข้ามาในกระแสเช่นนี้ เพราะมันดันเห็นและยืนยันได้ด้วยตัวมันเอง

มันจึงทึกทักเอาว่าอย่างนั้นว่าอย่างนี้ โดยเฉพาะพวกพระอัปรีย์

มันมักเอาวิธีนิ่งเงียบ ทำท่าทางเป็นนักสมาธิ บอกกล่าวญาติโยม ว่าอดีตคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนี้เป็นอย่างนั้น

หากถูกใจญาติโยมคนไหน ก็จะบอกกล่าวเข้าข้างตัวเอง ว่าเคยเป็นผัว เคยเป็นคู่บารมี เคยเป็นราชาเจ้าหญิงห่าเหวอะไรมาด้วยกัน

ไอ้โยมบ้าลิเกมันก็เชื่อเอาซิวะ พระพูดนี่ ก็เลยประเคนทุกอย่างให้ เพราะมันคือผัวเก่าที่เคยเป็นพระราชา

ผัวใหม่ชาตินี้เป็นขี้ข้าพักไว้ก่อน เอาผัวที่เคยเป็นราชาและตนเป็นองค์หญิงฟังดูแหมม มันปลื้มปิติจิต

พาพวกพาพ้องเข้าไปถามหาอดีตกัน คนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนี้เป็นอย่างนั้น ตั้งตำแหน่งตั้งยศให้กัน เพื่อความหน้าบานและไม่ให้น้อยหน้า

ใครไม่ถูกใจก็บอกว่าเป็นไอ้พวกพม่า เป็นพวกข้าศึกที่เคยมาโจมตีอยุธยา

ทั้งกลุ่มก็เลยพากันเกลียด เพราะเห็นว่าเป็นพวกศัตรูข้าศึก ไม่ใช่พวกขุนนางลิเกอย่างพวกตน

มีพวกเช่นนี้แหละมาหาข้า มาให้ข้าดูว่าอดีตมันเป็นพม่ามาตีเมืองจริงหรือ

ข้าแกล้งบอกว่า มึงมันเป็นซุปเปอร์ไซย่า มาจากดาวนาแม็กโน่น ไม่ใช่ข้าศึกขี้ข้า ที่เขาว่า

ไอ้เหี้ยมันเสือกไม่เชื่ออีก มันยังคิดว่า พวกบ้านั่นเป็นคนไทยพระราชา และมันก็คือพม่า มาโจมตีเมืองอย่างไม่ยอมคลาย

มีผู้หญิงหน้าตาดีแต่โง่ โดนพวกเอาอดีตด้วยการทำสมาธิรู้เห็นนั่นนู่นี่เอามาหลอก

หลายคนยอมเป็นผัวเมียกันเฉยเพราะเชื่ออดีตที่อีกฝ่ายกุเรื่องขึ้นมา

น้องคนหนึ่งมันยอมเสียตัวเพราะเชื่อว่า ผัวในอดีตอันเป็นพระราชาและเฝ้ารอคอยเธอมานับเวลาเป็นพันๆปี คือไอ้เหี้ยตัวนี้

ด้วยความเขลาและหลงคิดว่าตนเองก็คือองค์หญิงแสนโสภาตามที่ไอ้เหี้ยนั้นมันบอกกล่าวว่ามา

เสร็จทั้งเงินทั้งตัว แถมมารู้ภายหลังอีกว่า มีอีกหลายคนที่เป็นองค์หญิงเหมือนเธอที่เป็นเมียองค์หญิงของมันเช่นกัน

พอเรื่องแตกมันอ้างว่า มันเกิดเป็นราชาหลายยุค ก็ย่อมต้องมีมเหสีหลายคนเป็นธรรมดา

ความเป็นพระราชา ย่อมมีเมียหลายคนได้ไม่เห็นแปลก เออ..เอากะมันซิ

แล้วไอ้องค์หญิงต่างๆนี่ก็เสือกเชื่อกันอีกซะด้วย สังคมมันป่วยกันอย่างนี้ ขาดความอบอุ่นและโดนกดขี่จึงรู้สึกดีๆ เมื่อได้รับคำยอว่าเป็นท่านองค์หญิง

มีพวกบ้าอดีตเช่นนี้แหละมาหาข้าบ่อย พอข้าบอกว่าไม่ใช่เช่นนั้น และอธิบายให้ฟังเรื่องภาวะทางจิต

อีสาวนั่นหันไปตบผัวมันดังเพี๊ยะ ชี้หน้าบอกว่า มึงหลอกกู ผัวมันก็ยิ้มแหยๆเพราะเพิ่งสึกออกมาไม่นาน เสือกเอาเรื่องเช่นนี้มาหลอกเมียมัน

เรื่องราวต่างๆที่คนทำสมาธิแล้วทึกทักเห็นนั่นเห็นนี่ บอกกล่าวอะไรมาอย่าเพิ่งไปเชื่อเพื่อนเอ๋ย

ความอ่อนแอทางปัญญาเรามันจะไปไขว่คว้าในสิ่งที่เขาบอกและหลอกเอาได้

คนเรายุคนี้มันไร้ที่พึ่งเพราะขาดปัญญา คนเราส่วนใหญ่จึงตกเป็นเหยื่อเพราะการแสวงหาจากสิ่งที่เพ้อฝันและต่างมองไม่เห็น

พอเห็นใครท่าทางดี ปฏิบัติดีหน้าตาดีเป็นพิมพ์นิยม ใจที่แสวงหามันก็เชื่อแหลก

หลายคนบ้านแตกเพราะความเชื่อเรื่องอดีตที่ไขว่คว้าไม่ได้เพราะเชื่อพระนี่แหละเป็นเหตุ

ขอให้อยู่กับความเป็นจริง และสติปัญญาที่พึงพอมี

อย่าไปเชื่ออะไรจนเกินพอดี จนเสียตัวเสียหายอย่างที่ข้าเล่ามา

ว่าจะคุยเรื่องภาวะทางจิตให้ฟังดันผ่าไปออกเรื่องสับเพเหระของคนบ้าอดีตซะนี่

เช้านี้ขอสวัสดี ขอให้มีสติปัญญาและร่ำรวยกันทุกๆคน

พระธรรมเทศนาโดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง วันที่ 28 ธันวาคม 2559