เหล่าพญานาคที่ภูเขาพนมกุเลน

เหล่าพญานาคที่ภูเขาพนมกุเลน

322
0
แบ่งปัน

******* “เหล่าพญานาคที่ภูเขาพนมกุเลน” *******

เมื่อวานได้คุยกันถึงการสร้างปราสาทนครวัด ว่าเขาลำเลียงหินขึ้นไปก่อสร้างได้อย่างไร

วันนี้เรามาคุยถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพราหมณ์อีกที่หนึ่ง ที่ชาวพราหมณ์ทั้งหลายให้ความนอบน้อมและสักการะด้วยของหอม

สถานที่นั้นก็คือ เขาพระสุเมรุ หรือทางเขมรเรียกเขาพนมกุเลน

สถานที่แห่งนี้ เป็นภูเขาหินทรายสูงขึ้นไปเหนือพื้นดิน มีอาณาเขตกว้างใหญ่

บนภูเขามีแอ่งน้ำผุดมากมาย มีวัดซึ่งได้แกะสลักพระนอนตะแคงซ้ายองค์ใหญ่บนก้อนหินทรายขนาดใหญ่ อยู่บนภูเขา

บนภูเขานี้ มีลำธารสายหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นลำธารศักดิ์สิทธิ์ เป็นลำธารที่ทางพราหมณ์ถือว่า เป็นพระแม่คงคาที่ไหลลงมาจากพระเกศาของพระศิวะเจ้า

พระแม่คงคานี่ เป็นมเหสีคนที่สองของพระศิวะ คนแรกเป็นพระแม่อุมา

ที่จริงยังมีพระแม่ธรณีอีก แต่ป้าแกหนีลงมารักษาโลกมนุษย์ซะ นัยว่าน้อยใจที่พระศิวะจะยกนางให้แก่เทพอีกคน

เรื่องหญิงเรื่องชายนี่ มันยุ่งกันตั้งแต่โลกมนุษย์ยันเทพเทวาเลยทีเดียว ลุงศิวะแกหล่อมีเมียเยอะ สาวติดตรึม

ที่ลำธารเขาพนมกุเลนมีภาพจำหลักแกะสลักอยู่บนโขดหินใต้น้ำมากมาย ยาวตลอดสายขึ้นไปถึงต้นน้ำ

ภาพสลักเหล่านั้น มีภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ มีแอ่งศิวลึงค์ โยนี ภาพนางอัปราอัปสรต่างๆ เรียงรายกันอยู่ใต้ผืนแผ่นน้ำแสนเย็น

น้ำที่นี่ไม่เคยแห้งมาก่อนแม้จะเป็นหน้าร้อน มีบ่อน้ำใสเย็นผุดเป็นร้อยๆบ่อ

น้ำที่ผุดออกมา จะมีความใสจนดูเป็นสีเขียวฟ้ามรกตเลยทีเดียว พวกพราหมณ์เชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์

ดื่มกินเข้าไปจะทำให้โรคภัยไข้เจ็บ มะลายหายไป และเป็นการชำระภายในให้เกิดความบริสุทธิ์

ในธารน้ำหลายที่จะมีรอยวิศณุบาท ซึ่งหากพวกเราเจอ เราก็จะตะครุบกันอีกว่าเป็นรอยพระพุทธบาท

รอยพระวิศณุบาทจะมีอยู่ทั่วไปในเขาพนมกุเลน โดยเฉพาะในใต้ผืนน้ำแห่งนี้

ภาพแกะสลักเรื่องราวใต้น้ำบางที่ อาจรวมกันอยู่ในรอยพระวิศณุบาทขนาดใหญ่รอยเดียว

นัยว่าเป็นเครื่องหมายการเดินตามเจริญรอยเบื้องยุคลพระบาทของพระวิศณุท่าน

ทีนี้ ทางพราหมณ์โบราณของที่นี่แต่ก่อนเก่า เขาเชื่อและนับถือเรื่องพญานาค

เราจะเห็นได้ว่า ภาพแกะสลักมากมาย จะมีงานแกะพญานาคเป็นรูปสลักที่คอยพิทักษ์ดูและเสมอ

พญานาคนี่ เป็นเทพกึ่งเดรัจฉานที่เป็นผู้รับใช้เทพเทวาผู้มีสกุลต่างๆ

บางพวกก็เป็นพวกเฝ้าดูแลสมบัติ ดูแลสถานที่ พูดง่ายๆก็คือ พญานาคทั้งหลายเป็นผู้รับใช้มีหน้าที่ปกป้อง

ทีนี้ที่เขาพนมกุเลนนี่ พญานาคเขาเป็นผู้ดูแลปกป้องรักษา พูดง่ายๆว่าดูแลทั้งผืนป่าและขุนเขา

พญานาคใหญ่ผู้ดูแลที่นี่ชื่อว่า “#_£₩=”dio#%×%*( ” ออกจะอ่านยากซักหน่อย

อย่าเพิ่งเกาหัว พอดีข้าลืมถามชื่อน่ะ เขาเป็นโอปาติกะ ดูแลนาคจำนวนมหึมาบนภูเขาลูกนี้

ข้าเองก็เคยเกิดเป็นเจ้าลัทธิอยู่ที่นี่ เคยเป็นทั้งพราหมณ์เป็นทั้งกษัตริย์ ยาจก จอมโจร นาคและสัตว์ต่างๆในอาณาจักรนี่

ทีนี้เมื่อมาถึงสถานที่ เราในฐานะเคยมีสัญญากับพวกพ้องน้องพี่กันมาก่อน วิบากมันจึงดึงให้กลับมายังสถานที่

ข้าก็เลยกำหนดจิตแผ่เมตตาธิคุณ เอาน้ำราดไปยังผืนน้ำที่ใหลเป็นธารลงไปสู่เบื้องล่าง

เสียงสาธุการกระหึ่มขึ้นลั่นสะท้านไปทั้งขุนเขาเลยทีเดียว ทำเอาข้าขนลุกขนพองส่งสายตาเตรียมพร้อมขยับวิ่ง หากมีอะไรไม่ชอบมาพากล

ที่นี่ต้องแผ่เมตตาโดยเอาน้ำราดรดลงไป ไม่เอาน้ำราดรด พวกเขาต่างรับกุศลกันไม่ได้ เขาเชื่อของเขามาอย่างนั้น

นี่ถ้ามีเป๊บซี่ ข้าก็กะราดรดไปทั้งขุนเขา พวกเขาจะได้ซาบซ่ากันเยี่ยวเป็นฟอง

ข้าเองนั้น พวกนาคได้ขอเชิญให้เดินขึ้นไปให้ถึงต้นน้ำนู่น แต่ข้าแก่เกินไป เดินมากๆปวดบั้นเอว

สมัยหนุ่มๆคงบริหารบั้นเอวกะสาวๆมากไปหน่อย นี่ถ้าเอานาคีสาวๆสวยๆมาล่อให้ข้าเดินขึ้นไป

ไม่แน่ข้าอาจแกล้งฝืนเดินตามขึ้นไปก็ได้ แต่นี่ดันเอาตาแก่เหนียงยานมาล่อ วู้..กุไม่ไปหรอก เดินไม่กี่ก้าวก็หมดแรงแล้ว

พวกแก่ๆมันมีสารรังสีทำลายกำลังใจ ไร้กลิ่นอายแห่งฟิโรโมนดึงดูด

เมื่อแผ่เมตตาเสร็จเทน้ำลงธารบอกกล่าวเสร็จ เดินทางกลับ กระแสแห่งจิตบางอย่างก็พุ่งเข้ามาสัมผัสอีก

มีน้องมันวิ่งมาบอกว่า พระอาจารย์ๆๆๆ มีพวกเอดเวนเจอร์มาขอรอพบน่ะค่ะ

ข้าเดินไปเกาหัวไป พวกเอดเวนเจอร์ไหนอีกหว่า รึพวกขับสี่ล้อโฟว์วิลมาขอดักพบ

แต่เมื่อเดินออกมาหน้าลานหินทราย ปรากฏว่า มีพลังบางอย่างทำเอาขนลุกขนพองสยองเกล้า พุ่งขึ้นหัว

เจ้าน้องกำลังนั่งคุกเข่า ก้มลงกราบอย่างนอบน้อม มีพญานาคชื่อ อนันมันตรัย เจ้าแห่งนาคของภูเขาพนมกุเลน หมอบอยู่ข้างๆ

เจ้าแห่งขุนเขาเขามารอกราบนมัสการ รอตรงไหนไม่รอ ดันมารอแถวนั้น

พวกสอดรู้สอดเห็นยืนกันเป็นร้อย มันก็ตีตั๋วห้อมล้อมเข้ามาปูเสื่อกันเลยทีเดียว

เขามาขอขอบคุณ และบอกว่า ช่างเป็นการรอคอยที่ยาวนานเหลือเกิน กว่าจะได้พบพานกันอีกครั้ง

ข้าเองก็เคยเกิดเป็นพญานาคมาหลายพันหลายหมื่นชาติ ที่สำคัญ ข้าเองเคยเป็นพ่อของพวกเขา เขาว่างั้น

หยาดน้ำตาแห่งความดีใจหลั่งไหลออกมาจากพญานาค เขาบอกว่า กาลอันยาวนาน ได้ถูกปลดปล่อยพันธการจากจิตที่บริสุทธิ์และยิ่งใหญ่

ต่อไป ลูกหลานของที่นี่ จะได้ไปเกิดกำเนิดเป็นมนุษย์ผู้มีภูมิปัญญา ปกป้องรักษาพุทธศาสนาในโลกอีกต่อไป

ความบริสุทธิ์แห่งธารปัญญา ได้หลั่งใหลเอิบอาบรดหัวใจของพวกเขา ให้พ้นไปเสียได้จากภูมิเดรัจฉาน

พวกเขาจะขอติดตามปกป้องทุกคนที่มาเที่ยวร่วมกันในครั้งนี้ ไม่ให้อันตรายจากเพทภัยใดๆมาเกิดแก่กายใจของผู้ร่วมทางบุญ

ข้าขอขอบใจพวกเขา และอนุญาติให้พวกเขาติดตามดูแลแต่ละคนไปตามวิบากวาสนาสัญญาที่มีต่อกัน

จากนั้นเมื่อไปถึงวัดพระนอนบนยอดเขา เหล่าพญานาคมาบอกว่า พวกเขาเฝ้าสถานที่นี้มากว่าห้าร้อยปี

พวกเขาไม่เคยได้ขึ้นไปกราบสักการะพระพุทธชินสีห์ อันเป็นตัวแทนท่านด้วยหินทรายแกะสลักข้างบนเลย

เทพพยาดาผู้เป็นใหญ่ทั้งหลายที่ดูแลที่นั่นปกป้องไม่ให้ขึ้น นี่..เขามาฟ้องข้า

ข้ารอให้ผู้คนลงมาเกือบหมดแล้ว ข้าจึงเดินขึ้นไปทีหลัง บอกพวกลูกๆข้าที่รอคอยกันมานานแสนนาน บอกว่าตามข้ามา ข้าจะพาขึ้นไปเอง

เทพไหนมีหือ ข้าจะสั่งให้พระวินไปตบกระบาล ส่วนข้าจะไปรอฟังข่าวที่ลำปางเตรียมหาพวกมาสมทบ

พวกนาคต่างดีใจกันทั่วหน้า ต่างพากันมารวมกันอยู่ด้านหลัง

ข้ากำหนดจิตขอเปิดทาง เปิดให้กว้างพอทีพวกเขาจะได้ขึ้นไปกราบรูปเคารพเบื้องบนกัน

เมื่อเดินขึ้นไปก็ได้ยินเสียงสาธุการ ข้าเดินนำเวียนรอบทักษิณาแล้วมานั่งกราบบอกกล่าวขอขมากรรมต่อสถานที่

จ้าวแห่งนาคเข้ามากราบขอบพระคุณ และขอสร้างบารมีตามข้า อยากทราบว่า สร้างบารมีแบบไหน จึงจะมีบารมีเช่นนี้ได้

ข้าบอกว่าเรื่องบารมีมันเป็นเรื่องของการสร้างสม ให้เริ่มจากทานเป็นอันดับต้น

แต่การอยู่ในภูมิเดรัจฉาน บารมีมันมีขีดจำกัดด้วยเครื่องมือแห่งภูมิที่ปรากฏ

พวกเขาขอใช้นามสกุลต่อท้ายนาคทุกตัวตนว่า บุญญพลังได้ไหม

ข้าบอกว่าได้ซิ ต่อไปพญานาคทั้งหลาย จะมีสกุลต่อท้ายว่านาคแห่งบุญญพลัง

นามนี้ จะปรากฏแก่นาคทุกท่านที่แสวงมาทางพุทธศาสนา นาคแห่งสกุลบุญญพลังก็จะปรากฏอยู่ทั้งเทือกเขาพนมกุเลน

ข้าเดินออกมาขอน้ำหนึ่งขวด แผ่เมตตาไม่มีประมาณออกไป ทำพิธีเปิดฟ้าเปิดแผ่นดิน

ขึ้นคำด้วยจิตอันตั้งมั่นและบริสุทธิ์ออกไปว่า อิทังบุญญพลัง…

ข้าอธิฐานจิตเปิดสถานที่แห่งนี้ให้เหล่าพญานาคทั้งหลายในตระกูลนามสกุลบุญญพลัง ได้ขึ้นมากราบสักการะดูแลปกป้องพระพุทธศาสนาของที่นี่

เปิดฟ้าเปิดแผ่นดินให้เทพพรหมเทวาได้รับรู้ เมื่อราดน้ำลงไปบนก้อนศิลาหินทรายขนาดยักษ์

ก็ปรากฏลมหวลขึ้นมาจนยอดไม้สั่นไหวระริกไปทั่วขุนเขาที่เรามองต่ำลงไปสุดลูกหูลูกตา

หลายคนสัมผัสได้ถึงความขนลุกขนพองชูชันปิติสุข ท่ามกลางลมหวลที่จู่ๆประดังหวลพัดอายแห่งความเย็นและหอมสดชื่นขึ้นมา

เสร็จพิธีเราก็เดินกันลงมา เหล่านาคที่นั่นพากันเริ่งร่า แว่วๆว่า เล่นน้ำๆๆๆๆๆๆๆๆ

เราค่อยมาว่ากันอีกที ถึงเรื่องนาคอยากลงเล่นน้ำ และขอสรงน้ำข้า จนผู้คนฮือฮาตะลึงกันเป็นร้อย

เก็บความอยากรู้อยากเห็นและเช็ดคราบน้ำลายด้วยไอ้หนูๆทั้งหลาย สำรวมหน่อยลูกสำรวม..!!

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 14 ธันวาคม 2559 โดยพระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง