ธรรมเบื้องหน้าที่เรามักมองไม่เห็น

ธรรมเบื้องหน้าที่เรามักมองไม่เห็น

344
0
แบ่งปัน

******” ธรรมเบื้องหน้าที่เรามักมองไม่เห็น “*****

การลงทุนที่ยอดเยี่ยมคือ การลงทุนที่ไม่ใช้ทุนอะไรในการลงทุน..!!

>> ลูกศิษย์ : ขยายด้วยเจ้าค่ะ

<< พระอาจารย์ : ข้าไม่มีทุนอะไรที่จะต้องลง

ฉะนั้น… ทุกอย่างไม่มีทุน มีแต่กำไรล้วนๆ

เมื่อก่อน..ก็ไม่เห็นจะมีอะไร

เดี๋ยวนี้..ก็ไม่เห็นมีอะไร ที่จะไม่มี

เมื่อมันเกิดความไม่มี..

ก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะไปขาดทุน

เพราะทุน มันไม่มีอะไรมาตั้งแต่ไหนแต่ไรของมันมาแล้ว

เป็นแต่เรา..

ที่ชอบเหมาเอากำไร ที่เพิ่มพูนมา เมื่อมันขาดหายไป

ว่าชีวิตนี้ กูมันขาดทุนๆๆๆๆ

ห่วยยย..!! ชีวิตแตก…

ได้แล้วไม่ยอมเสีย

พอเสีย… โอ๊ยยย..กูขาดทุน

ว่าแล้วซื้อพระอาทิตย์มาเป็นของเราดีกว่า

ลงทุนครั้งเดียว

ใช้ไปได้ ตลอดกาลนาน….


<< ของหนู มันเป็นแบบว่า ตัวเราพิจารณา…กาย…แล้วมันจะเห็นภาพซ้อนออกมา ว่าจิตพิจารณาความคิด…จิตก็สนุกกับมันสักพัก แล้วมันก็ว่างเลยค่ะ มันยังไม่เกิดปัญญา

>> พอจ : หนูกับจิตนี่ คนละตัวกันหรือ หนูถึงได้เห็นมันพิจารณาความคิด

อะไรที่เรารู้ นั่นเราหมด

และอะไรที่เป็นเราหมด นั่นคือ อาการแห่งใจเรา

อะไรที่เป็นใจเรา นั่นเป็นอาการของจิต

อะไรที่เป็นอาการของจิต นั่นเป็นอาการแห่งตัวอวิชชา

อะไรที่เป็นตัวอวิชชา นั่นเป็นเหตุแห่งการวนเวียนแห่งวัฏฏะ

อะไรที่เป็นวัฏฏะ นั้นคือทางโคจรที่หาทางออกได้ยากเย็น..!!


<< หนอน งมงาย : สิ่งที่ปรากฎทั้งหมดต่อจิตผู้รู้ ล้วนเป้นอนัตตาใช่ไหมครับ

>> พอจ : ใช่ หนอน..

เป็นเพียงแต่ คนทั้งหลายไม่รู้ว่า

สิ่งที่ผู้รู้ รู้นั้น มันเป็นอนัตตายังไง

นี่เป็นตัวปัญหาใหญ่ในทิศทางการชี้สอน เหตุเพราะลอกเขามาจำ

เราจำและลอกเขามาแบบสลากยาที่รักษาอาการไข้อะไรไม่ได้เลย

ทุกคนรู้จักคำว่า อนัตตา แต่แทบทุกคนไม่รู้ว่า อนัตตามันคืออะไร

เราไปแปลว่า ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน บังคับบัญชาไม่ได้ นี่แปลกันไปอย่างเพ้อเจ้อ เล็งผลและความหมายแบบเหมารวม

อนัตตานี่น่ะ มันเป็นเหตุของอัตตา อัตตาตะมีไม่ได้เลย ถ้าไม่มีคำว่า อนัตตา

วัตถุสิ่งหนึ่ง มันก่อเกิดมาจากอัตตา แต่จริงๆแล้ว มันคือ อนัตตา

เพียงแต่ว่า เราทั้งหลายไม่รู้ว่า มันคืออนัตตายังไง ปัญหามันคือแค่นี้..


>> พอจ : หวัดดียามร้อนช่วงบ่าย

เราลองหยิบผลไม้ชิ้นเป้งๆซักชิ้น แล้วยัดเข้าปากกลืนลงคอดูซิ

หยิบแล้วกลืนเลย..!!

แล้วลองถามตัวเองดูว่า มึงเสือกเคี้ยวทำไม กูยังไม่ได้สั่งซักหน่อย

นี่..มันเคี้ยวเองหรือว่าเรามันเคี้ยว ในเมื่อเราตั้งใจจะกลืน

<< ปองแปง : เราฝืนไม่ได้เลยครับ แม้เราจะบังคับและสั่ง แต่เมื่อชิ้นผลไม้จะผ่านลำคอ
ขากรรไกรล่างมันขยับในเสี้ยววินาทีนั้นและขบชิ้นผลไม้เร็วเกินกว่าเราจะรู้ตัวครับ

<< นธีกัสสปะ : มันเคี้ยวเองของมัน โดยไม่มีเราอยู่ในการเคี้ยวนั้นเลยครับ

ยัดผลไม้เข้าปาก รู้ทั้งรู้เพราะตั้งใจอยู่ว่าจะกลืน แต่พอผลไม้ที่ยัดเข้าไปในปากนั้น เข้าถึงคอ ขากรรไกร มันทำงานโดยอัตโนมัติ

มับโช๊ะ โดยไม่ต้องมีเราเป็นผู้สั่งหรือบงการอะไรเลยครับ มันงับของมันเอง

<< จิระนันท์ : มันเป็นไปโดยอัตโนมัติค่ะ…หรือเป็นเพราะสัญญาจำหว่า…อะไรที่เข้าปากแล้วต้องเคี้ยว

>> พอจ : นี่ย่อมแสดงว่า.. เราไม่ได้เป็นเจ้าของในอาการที่เรา เป็นเจ้าของในการแสดงออก

เราหลงว่าเป็นเราเคี้ยวมาตลอดชีวิต

นี่..เพราะขาดผู้ชี้ว่า…

ที่กูเป็น กูเสือกในอาการแห่งรูปน่ะ

มันเป็นแค่หลงอาการที่นึกกันว่า ” กูเป็น ”

เช่นนี้..เมื่อเข้าใจและพอมีปัญญา

ก็ค่อยๆเหลาตัวกูออกจากก้อนตัณหา ที่คิดว่า กูเป็นกันหน่อยก็แล้วกัน..!!

วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙ โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง