เราอยู่ได้ดำเนินได้ด้วยอัตตา

เราอยู่ได้ดำเนินได้ด้วยอัตตา

281
0
แบ่งปัน

****** เราอยู่ได้ดำเนินได้ด้วยอัตตา *****

ขอสาธุคุณให้มีแต่ความสุขความเจริญ

ธรรมเมื่อคืนนี้ที่นำมาลงวันนี้ มันยาวมากสำหรับ มนุษย์ 3 บรรทัด

ธรรมทั้งหลายต้องตั้งมั่นด้วยสมาธิในการอ่าน และวินิจฉัย

ไม่เช่นนั้น มันจะรูดปรื๊ดดๆๆๆ และไม่ได้อะไร

ค่อยๆเก็บไป ความเข้าใจจะเติบใหญ่และเป็นภาชนะที่จะรับรองปัญญาที่มีมาเป็นผล

ธรรมชาติแห่งความรู้มาสู่ใจเรานี่ มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

เราอย่าพึงจมอยู่แค่อักษบนตำราที่เรายึดไว้

ในตำรานั้น ยิ่งเป็นบาลี ท่านแปลเอาไว้พอเป็นทางเป็นร่องพอเป็นฐานเข้าใจ

ยังไม่ใช่ความจริงที่ใช่ หรือไม่ใช่อย่างที่เราทึกทักกัน

งานแปลบาลีเป็นเรื่องใหญ่ที่จำเป็นต้องมีผู้มีปัญญาและผู้รู้มาขยายความอีกมาก

สมัยหนึ่งเรื่อง รูปราคะ และอรูปราคะ ท่านกล่าวแต่เพียงคำว่า รูป และ อรูป

ทีนี้ เมื่อนักเทศน์นำเอาไปพูด มันก็มักจะตีกันไม่ออกว่า รูป และ อรูปนี่ มันหมายถึงอะไรแน่

มายุคหนึ่ง ท่านก็มาแปลว่า มันหมายถึง รูปฌาน และ อรูปฌาน

นั่นก็หมายความว่า

พระอริยเจ้าขั้นนี้ ยังติดอยู่กับรูป สมาธิ และ อรูปในสมาธิ

ทีนี่ เมื่อแปลออกมาเช่นนี้ มันก็ไปแย้งกับผู้เข้าถึงในสายของ สุกขวิปัสสโก และ เตวิชโชอีก

ภายหลังก็มาใช้คำว่า รูปราคะ และอรูปราคะ

นี่..การแปลความหมายของบาลี มันขาดผู้รู้ผู้แจ้งแห่งธรรม ที่จะเข้ามาทำการอธิบาย ขยายและเทียบเคียงให้เห็น

ผู้เข้าถึงและบรรลุธรรม ก็ใช่ว่า จำเป็นจะต้องรู้ความหมายและอธิบายได้ทุกคำ ก็หาไม่

แต่ผู้เข้าถึงธรรม ท่านฟังและรู้ได้ว่า สิ่งที่ท่านรับมานั้น อ้อ..มันเป็นของมันเช่นนี้เอง โดยไม่มีข้อโต้แย้ง

หากเกิดการแย้ง ก็เป็นความหมายที่ว่า ขอให้ขยายในส่วนนั้นส่วนนี้ ที่ยังขัดแย้งกันด้วยภาษาแห่งสมมุติอยู่ให้หน่อย

ขึ้นชื่อว่าธรรม ย่อมตามรู้ได้และเข้าใจได้ ทั้งผู้รู้และผู้ที่ยังไม่รู้

วันข้างหน้าก็ย่อมมีผู้รู้ที่จะมาขยายแผ่ออกไปให้กว้างๆขึ้นไปอีก

โดยธรรมชาติแห่งธรรม หากผู้เข้าถึงความเป็นพระโสดาบันจะเข้าใจและเห็นแจ้ง
เมื่อได้ฟังหลักธรรมแห่งสังโยชน์สาม

แต่ยังมืดมน และเข้าใจยาก กับสังโยชน์ สี่ไปถึงสิบ

เมื่อได้ฟังแล้ว ความรู้แจ้งในสมมุติเกิด พระโสดาบันก็สามารถอธิบายในภาวะที่เขาเป็น
ให้แก่สาธารณชนได้อย่างละเอียดและพิสดารในสังโยชน์สาม

เพราะความเป็นผู้เข้าถึงและเข้าใจว่า สังโยชน์สาม มันเป็นของมันเช่นนี้

เพราะอารมณ์เหล่านี้ มันหล่อหลอมและเลี้ยงใจเจ้าของอยู่
เรียกว่า มันอยู่เป็นวิหารธรรม

แต่ไม่สามารถอธิบายสังโยชน์ที่เหลือได้ชัดเจน

ถึงอธิบายได้อย่างชัดเจน
มันก็เป็นแค่จำๆเขามาอธิบายและใส่ความคิดตนเข้าไป

เมื่อเกิดไปเจอผู้เข้าถึงที่สูงกว่าไถ่ถามมา

เจ้าของก็มักจอด จมรั่วซึมอยู่กับที่ โดยไม่ต้องแจว

พระโสดาบันตอบปัญหา พระสกิทาคามีไม่ได้

พระสกิทาคามีตอบปัญหา พระอนาคามีไม่ได้

พระอนาคามีตอบปัญหา พระอรหันต์ไม่ได้

พระอรหันต์ก็ตอบปัญหา ผู้ที่มีปฏิภาณเหนือกว่าไม่ได้เช่นกัน..

เที่ยงนี้ ขอสวัสดี

คำถาม..>> กราบพระอาจารย์ครับ

รูปราคะและอรูปราคะ ล้วนอาศัยผัสสะเพื่อเป็นสเบียง
ไม่ว่าจะเป็นทั้งผัสสะในปัจจุบันขณะและสัญญาแห่งผัสสะของอดีต
เราหลีกเลี่ยงผัสสะไม่ได้

แต่สังโยชน์ทั้งหมด ล้วนประกอบด้วยอัตตาของผู้เป็นเจ้าของทั้งสิ้น
หากลดอัตตาได้ จะสามารถเจือจางสังโยชน์ได้ไหมครับ?

<< เจือจางไม่ได้ครับ เพราะอัตตาที่ละเอียด มันก็ก่อลึกลงไปในส่วนที่มันละเอียดเรามันเป็นแค่เจ้าของที่คิดว่าเราลดแล้ว เพราะการลดอัตตา มันไม่รู้ว่า จะไปลดตรงไหน

อัตตาอยู่ไหนยังไม่รู้เลย

ไอ้ที่ลดอัตตานั้นแหละตัวอัตตากำลังกระทำอยู่

ไม่ต้องลดอัตตาหรอก

เอาอัตตานั่นแหละ มาทำความเข้าใจให้เกิดปัญญา

เมื่อปัญญาเกิด ความเป็นอัตตา มันก็เบาบาง เจือจางเข้ามาเอง

โดยที่ไม่มีเจ้าของอันเป็นอัตตาเข้าไปเสือก

มันเป็นของมันเอง และที่สำคัญ เรามันไม่รู้ตัว

ที่รู้ว่ามันเบาบางและคลายลงแล้ว มันก็คลายมาไกลโขแล้ว

เราคลายอุปาทานไปมากแล้ว ด้วยอำนาจแห่งปัญญา

และอยู่กับโลกนี้ได้ง่ายขึ้นตามลำดับแห่งการมีปัญญา

สังโยชน์นี่ มันเป็นอารมณ์ เป็นอาการแห่งอวิชา

สังโยชน์ไม่มีใครเข้าไปตัด

เป็นแค่ชื่อเรียกอารมณ์ของภาวะจิต ที่มันเข้าถึง

เรียกว่า คลายตัวลงมาจากเครื่องร้อยรัดเหล่านี้

แต่หากเป็นผู้มีกำลังและถอยออกมาพินิจพิจารณา

อัตตามันก็ไม่ได้จางคลายและหายไปไหน

มันยังคงมีเหมือนเดิม เพราะเป็นธรรมชาติที่มันมีและมันเป็นไปตามโปรแกรมแห่งการปรุงแต่ง

เป็นแต่ว่า กำลังแห่งสติปัญญาเจ้าของมันหนาแน่นขึ้น

เจ้าของก็เลยเข้าใจและดูว่า อัตตาเรามันทุเลาเบาบางและจางคลายลงมา

และที่เจ้าของไม่เคยรู้สึกอะไรเลยก็คือ

ความเข้าใจว่าตนคลายอัตตาเจือจางลงมาแล้วนั่นแหละ มันคืออัตตาเต็มๆล่ะ

ขอสาธุคุณ

10 ธันวาคม 2558 โดยพระอาจารย์ ธรรมกะ บุญญพลัง