ปัญญาไม่เกิด หากยังช่วยตัวเอง

ปัญญาไม่เกิด หากยังช่วยตัวเอง

311
0
แบ่งปัน

****** ปัญญาไม่เกิด หากยังช่วยตัวเอง *****

หวัดดี ที่นี่อากาศดี เย็นๆ ลมพัดตลอด ขอขอบคุณทุกคนที่ได้มาร่วมบุญโมทนาช่วยกัน วันนี้ว่าจะคุยอะไรดี ดันลืมซะแล้ว

ได้อ่านข้อความของเจ้าวิน เจ้าวินนี่เป็นคนฉลาดคิด การแสดงออกทางความคิดนี่ ให้เราร้อยเรียงออกมาจากใจ

อธิบายในสิ่งที่เราเข้าใจ ความจริงใจในคำอธิบาย มันเป็นภูมิปัญญาของเรา ที่ได้แสดงออกมา

เจ้าวินได้กล่าวถึงการช่วยตัวเอง ที่เรามักพูดกันในทำนองทะลึ่งๆ ว่า ชักว่าว

พูดถึงการช่วยตัวเองนี่ มันเป็นการสำเร็จความใคร่ ที่อาศัยเหตุปัจจัยแห่งจินตนาการ

บ้างก็อาศัยรูปภาพ บ้างก็อาศัยมโนจิต บ้างก็นึกๆ เอา บ้างก็ดูทีวี ฟังเสียง หลากวิธี ที่จะรีดน้ำเชื้อออกมา

ความเสียวซ่านในการช่วยตัวเอง มันเป็นการบรรเทาอาการอยากในสัญชาติญาน แต่ส่วนใหญ่ มันทำกันจนเป็นสันดานเอาซะมากกว่า

ทีนี้ การช่วยตัวเองนี่ หากถามว่าเลวไหม มันก็ไม่เลวอะไรหรอก มันเป็นธรรมดาของชนทั้งโลก เป็นกันทั้งหญิงชาย

จะมาบอกว่า คนช่วยตัวเอง เป็นพวกมักมากนี่ ก็ไม่ได้ เพราะธรรมดาของจิตอารมณ์ มันมักจะมักมากกันทุกคนเสมอกันอยู่แล้ว

บางคนก็ปกปิด บางคนก็เปิดเผย ดูเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้หนักกระบาลใคร

ทีนี้..หากเรานำเอาสิ่งเหล่านี้ มาทวนใจ เอามาฝืนอารมณ์ใคร่ นี่..ตรงนี้ซิ มันทำได้ยากยิ่ง

หากเราจะทำสงครามกับกิเลสที่เรามักพ่ายแพ้ละก็ สมรภูมินี้ เป็นสมรภูมิที่น่าลิ้มลองในการที่จะทำสงคราม

เพราะมันเป็นสงคราม ที่ชนะได้ยากยิ่ง ใครชนะ ผู้นั้นเป็นผู้อยู่เหนือผัสสะแห่งตัณหา ที่แฝงตัวมาในเวทนาที่เป็นอารมณ์ และเรามักจะแพ้

และการแพ้ต่ออารมณ์แห่งตัณหาราคะนี่ มันเป็นธรรมดาที่เราทั้งหลาย มันพ่ายเป็นธรรมดาของมันอยู่แล้ว

ฉะนั้น..จะมีบุรุษซักกี่คน ที่จะยืนหยัดลุกขึ้นสู้ และสู้อย่างไม่ยอมแพ้ ผู้ที่ไม่ยอมแพ้ คือผู้ที่ต้องยืนหยัดสู้ และหากคิดสู้อย่างหาชัยชนะอย่างเด็ดขาดนี่..ไม่มีวันเจอ

ความจริงแห่งตัณหาราคะ ที่ผุดขึ้นมาจากใจไม่จบนี่ ไม่มีความมีชัยสำหรับใจใคร ตราบใดที่ยังครองสังขาร การผัสสะย่อมเกิดเป็นเวทนาเป็นธรรมดา

ท่านผู้ทรงคุณ ท่านแค่รู้จักมัน ท่านไม่ได้ไหลไปตามกระแสมัน โดยการกระทำเพื่อตอบสนองอารมณ์ตน

สิ่งที่ผู้ทรงคุณนำมาเป็นเครื่องมือเจือจางกระแสแห่งตัณหา คือสติที่มีความละอายชั่วกลัวบาป ตามเหตุปัจจัย

เหล่าภิกษุสงฆ์นี่ หายากมากๆ ที่จะไม่สำเร็จความใคร่ด้วยตัวตนเอง ยากมากที่จะฝืนตัณหาอารมณ์

ข้าเจอพระมามากมาย ยังไม่มีซักคน ที่จะไม่เคย สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ระหว่างเป็นพระ ไม่ว่าใคร ที่ข้าเจอ เป็นพระชักว่าวมาแล้วแทบทุกๆ องค์

ข้ารู้ของข้าก็แล้วกัน ปกปิดยังไงก็ไม่ได้ เรื่องเหล่านี้ ผ่านยาก สำหรับปุถุชนทั้งหลาย หากผ่านได้ ก็หมายความว่า

จะต้องมีเหตุปัจจัย มาช่วยเหลือจุนเจือให้ใจ เกิดความละอายชั่วกลัวบาป เป็นที่ตั้ง แต่คนทั้งหลาย ย่อมพ่ายแพ้กระแสเมื่ออยู่คนเดียว

ยิ่งเป็นพระเล่นเฟสเล่นไลน์ด้วยแล้ว ยากมากที่จะฝ่าด่านพวกนี้ไปได้ ข้าเองนี่ เคยมีความทุกข์ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ สมัยที่กำลังจะเข้ามาบวช

กลัวว่า จะหักห้ามใจไม่ได้ บวชแล้วหากทำไป ก็จะเป็นบาปเป็นกรรม แต่ที่สุด ก็บวชด้วยใจที่ยังหวั่นๆ อยู่ลึกๆ

แต่เมื่อบวชแล้ว ความละอายในเพศบรรพชิตมันมีความเชี่ยวกราดสูง มันผ่านอารมณ์พวกนี้ได้ ก็เพราะด้วยความละอายใจมันเป็นเหตุ

เหตุแรก เราครองผ้ากาสาวพัสตร์

เหตุที่สอง ข้านี่เป็นนักฝึกจิตมานานและมีอำนาจจิตสูง
ก่อนเข้ามาบวช การผัสสะกับเหล่าอทิสมานกาย เป็นเรื่องปกติ

เมื่อมันรู้ชัดประจักษ์แจ้งว่า…

นอกจากรูปหยาบที่เป็นผู้คนสัตว์สิ่งของอะไรต่างๆ นี้แล้ว มันยังมี รูปละเอียด ที่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตา ฟังด้วยหู หรือดมด้วยกลิ่น สัมผัสกับเรือนกายเราได้ มันก็มี

เมื่อมันมี ข้าจึงเกิดความละอาย ต่อพลังงาน และสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นอันว่า
ตรงนี้ ข้าไว้ใจ ใจข้าได้ เมื่อมีตรงนี้มาเป็นกับดัก ไม่ให้เกิดการกระทำ

ข้าก็มั่นใจ และอยู่ต่อพรรษาสอง พรรษาสองนี่ ข้าอยู่ป่า อยู่คนเดียว การอยู่คนเดียวด้วยการฝึกปฏิบัติล้วนๆ ใจย่อมเกิดณาณ ย่อมเกิดปัญญา

มีผีฤษีมาบอกข้าว่า…

ข้าจะพูด จะคิด จะทำอะไรก็ตาม เหล่าผีรู้กันไปทั่วทั้งสามโลก นี่..ตรงนี้ ผีมันมาบอกของมันเอง

ข้าจึงไม่กล้าที่จะกระทำการใดๆ ให้มันเป็นไปในทางที่เสื่อมเสีย เมื่อไม่เกิดการกระทำ ปัญญาอันรู้ยิ่งก็เกิดกำเนิดเป็นปัญญาญาณ

การมีปัญญาญาณนี่ ทำให้ข้าเข้าถึงความเป็นจริงในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าธรรมชาตินี่ มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง

นี่…เป็นผลจากความ ละอายชั่วกลัวบาปเป็นเหตุ

นี่..การครองพรหมจรรย์ ที่สมบรูณ์ มันจึงเกิดกับใจดวงนี้ กระแสแห่งตัณหาที่เป็นสัญชาตญาณ มันเป็นกระแสแห่งกิเลสหยาบ

หากเราต่อสู้กับสิ่งหยาบๆ เหล่านี้ไม่ชนะ ท่านเอ๋ย…. อย่าไปหลอกไปโม้ใครเขา ว่าตนเองมีธรรม ให้อายเหล่าผี

คนน่ะมันไม่เห็น แต่ผีเห็นและมันหัวเราะเอา วันหนึ่งท่านก็ตายและกลายเป็นผี

เหล่าผีที่รู้เข้า มันจะเหยียดหยาม และเป็นผีที่น่าอาย ไปไหนไม่ได้ แม้ว่าสมัยเป็นคนจะมีธรรมรู้ธรรมแค่ไหนก็ตาม

คนพ่ายแพ้ มันแพ้ตั้งแต่มีรูปนี่แหละ กายสลายไป มันก็กลายไปเป็นพลังงานที่พ่ายแพ้

ความพ่ายแพ้ต่อตัณหาที่ก่อเกิดจากใจ นี่เป็นสมุทัย ผลก็คือ ความทุกข์อย่างเหลือหลาย ในภพภูมิหลังจากสิ้นอัตภาพนี้ไป

ยิ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ด้วยแล้ว ไม่มีเทวดาหรือพลังงานใดๆ เขาให้ความนับถือและนอบน้อมต่อใจเราเลย

โอเค..ขอสาธุคุณ

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558