สวดมนต์สวดด้วยความโง่หรือฉลาด

สวดมนต์สวดด้วยความโง่หรือฉลาด

799
0
แบ่งปัน

**** สวดมนต์สวดด้วยความโง่หรือฉลาด *****

หวัดดี……

วันนั้น เจ้าวินถามอะไรมานะ ข้าผ่านตา เกี่ยวกับเรื่องการสร้างพระรีบค้นข้อความมา ไม่งั้นจะผ่าน

ข้าจะไปคุยเรื่องการสวดมนต์ ตะกี้นี่ ได้ยินท่านกานสวดมนต์

เสียงสวดมนต์นี่ ทำให้ข้าระลึกบางอย่างได้

ข้าจะคุยให้ฟังเรื่องการสวดมนต์ การสวดมนต์นี่ เรามักจะชอบสวดกัน ข้านี่ก็สวดมาก สวดนาน สวดเยอะ

สวดเพราะเขาว่าดี อะไรโลกว่าดี ข้าทำทั้งนั้น แต่ไม่เคยพิจารณาวินิจฉันออกมา ว่าสวดนี่ต้องดารอะไร นี่..ข้าสวดอย่างเขาว่า

เรียกว่า ปรารภโลก และปรารภตนเอง ยังไม่ได้ปรารภธรรม

การสวดมนต์นี่ แบ่งออกเป็นหลากหลายเจตนา

สวดเพื่อป้องกันภัยก็มี

สวดเพื่อสรรญเสริญก็มี

สวดเพื่อขับไล่

สวดเพื่อฉลองชัย

สวดเพื่อรักษา

สวดเพื่อไล่เสนียดจัญไร

สวดเพื่ออะไรต่ออะไรมากมาย เท่าที่ผู้สวดใส่เจตนา

นี่.เราใช้บทสวดมนต์ การสวดมนต์นี่ เป็นเรื่องของคนโง่น่ะ พูดอย่างนี้ เดี๋ยวจะหาว่าข้าขวางโลกอีก

เพราะข้าเองก็สวดมามากมาย อาศัยการสวดมนต์เป็นที่ตั้งมาเหมือนกัน

ที่ข้าจะกล่าวนี่ เป็นการกล่าวตามธรรมกล่าวตามความเป็นจริง และกล่าวอย่างผู้ที่ไม่งมงาย แต่ไม่ใช่ความหมายที่ว่า ไม่ให้ใครพากันสวดมนต์หรอกนะ

การสวดมนต์นั้น เป็นเครื่องอยู่อย่างหนึ่ง ของสัญญาจิต

คนเราเมื่อยังไม่มั่นใจ มันก็ต้องพร่ำเพ้อสวดมนต์ไว้ก่อน มันเป็นเพื่อนที่ดูเหมือนคุ้มครองใจเรา

เราเชื่อว่า มนต์ทั้งหลาย มันจะช่วยเราได้ นี่ก็เป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง มันก็ไม่ผิดหรอก เพียงแต่มันยังโง่อยู่

ผู้รู้แจ้ง ผู้เข้าถึงธรรม ท่านไม่สวดมนต์เพื่ออ้อนวอนอะไรละ

พูดอย่างนี้ คนที่มองมุมเดียวมันก็แย้งอีก
ว่า..พระผู้บรรลุคุณ ท่านก็ยังสวด

นี่..ข้าน่ะไม่ได้เถียงที่ท่านผู้รู้แจ้งสวดนั้น ท่านสวดไปตามสัญญาน่ะ

สวดเพื่ออนุเคราะห์เหล่าผี เหล่าเทวดา ที่เขาบันทึกมาเช่นนั้น

ผู้รู้แจ้งย่อมไม่สวดมนต์อะไรเพื่อตนเอง เพื่อให้ได้อย่างนั้น ให้ได้อย่างนี้หรอก

ตรงนี้ ผู้ที่สูงด้วยอุปาทานย่อมไม่เข้าใจ เรามองตรงตามความเป็นจริงซิ
เอาอย่างสงฆ์ไทยเรา เอาอย่างง่ายๆและใกล้ตัว

การสวดด้วยภาษาบาลี ผู้สวดได้ท่องมาเป็นภาษาบาลี แต่ผู้สวดแปลไม่ออก นี่..เพราะโลกเขาว่ามา เราก็ทำตามโลกว่า และเชื่อว่า สวดแล้วจะดี

สวดด้วยความเชื่อตามที่โลกเขาว่าดี โดยที่เจ้าของไม่รู้ว่าดีจริงหรือไม่ ยืนยันไม่ได้ แต่ก็พากันสวด นี่..เป็นความโง่อย่างหนึ่งที่ดูออกจะหลงๆ

ตะกี้ฟังท่านกานสวด สวดชินบัญชร ท่านกานก็สวดอย่างไพเราะ

เมื่อมาวินิจฉัย ผู้สวดก็แปลไม่รู้เรื่อง ข้าผู้ฟัง ก็แปลไม่รู้เรื่อง

ข้าถามผีที่เฝ้าศาลา เอ็งฟังรู้เรื่องรึเปล่า มันก็บอกว่า ไม่รู้เรื่อง สวดก็ไม่ถูก

เมื่อก่อนตอนอยู่ป่า เคยโดนผีมันมาไล่ ข้าก็ใช้บทนี้แหละไล่ผี

ครั้งแรก มันหายไป ไม่กล้ามากวน ข้าก็หึกเหิมใจ

ครั้งที่สองมันมาไล่อีก ข้าสวดอีก มันบอกว่าสวดก็ไม่ถูก ถามมันว่าสวดไม่ถูกแล้วแกหนีไปทำไม

มันบอกว่า หนีเพราะข้าไล่มันไม่ใช่หนีเพราะบทสวด ใจข้าน่ะไล่ ไม่ใช่บทมนต์ที่สวดไล่

มันจึงสวดชินบัญชรให้ข้าฟังพร้อมแปลด้วย

ข้าถึงได้รู้ว่า ที่ผ่านมาข้ามันสวดผิดและตำราก็แปลผิด ถ้าเอาของผีถูก

ผีมันแปลประมาณว่า พระพุทธองค์ทรงชนะมารคือตรัสรู้ที่พุทธคยา เหล่าพระอริยเจ้าต่างก็มุ่งมายังสถานที่นี้ เพื่อเคารพบูชา อะไรอย่างนี้

ที่สำคัญ มันไม่เกี่ยวกับเอาองค์นั้นองค์นี้มาป้องกันอะไรเราเลย

มันเป็นบทสาธยาย ที่มีมาเป็นพันปีแล้ว ไม่ใช่หลวงพ่อโตเราเป็นคนแต่ง

พูดอย่างนี้ ศิษย์หลวงพ่อโต เตะปากข้าอีก

ข้าเล่าเพราะผีมันเล่ามา ไปเตะเจ้าผีโน้น

การสวดมนต์นี่..ผู้ที่งมงายก็จะ
ยึดมากเอาบทมนต์มาผูกกับจิตไว้

เพื่อให้มันเข้มขลัง ดั่งที่ตนนึก จริงๆไม่มีเข้มขลังอะไรใดๆเลย ทึกทักเอาทั้งนั้น
มันเป็นเรื่องของจิตน่ะ

จิตนี่มีกำลังสูง บทสวดนี่มันเหมือนพลาสเวิดส์
พอสวดแล้ว จิตมันมีกำลัง

นี่เป็นอาการหลงอย่างหนึ่ง เพราะมันเป็นแค่ภาษาสมมุติ

จะเป็นภาษาอะไร มันก็สมมุติขึ้นมาทั้งนั้น

ข้าเองโดนผีแม่เฒ่ายุคอยุธยาโน่น มันบริกรรมคาถาใส่ แล้วเป่าพรวดๆๆๆออกมา

ข้าบอกว่า ไอ้ห่าอีผีเฒ่า ขี้ฟันมึงเหม็นชิบหาย กูจะตายเพราะขี้ฟันมึงมากกว่าจะเป็นโน่นนี่ เพราะคาถามึง

แม่เฒ่า หยุดกึ๊กเลย ไม่เห็นว่ามนต์บริกรรม ที่พ่นใส่ข้ามันจะทำอะไรข้าได้ นอกจากขี้ฟัน

บางที่เรามานั่งคิดดู อย่างเรื่องพระเรานี่ เอาบทสวดมาหากินกัน คนสวดก็สวดไป คนสวดก็แปลไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ คนฟังก็แปลไม่ออก ฟังไม่เข้าใจเหมือนกัน

แต่ก็ยังสวดกัน ฟังกัน เป็นของดี นี่เป็นตลกที่โง่ที่สุดในความ
เห็นข้า ต่างฝ่ายต่างฟังกันไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยังยึดถือว่า เป็นของดี

เอาบทยักษ์พูด ที่สรรญเสริญพระนามพระพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ มาไล่ผีอย่างงี้ มันเกี่ยวอะไรวะ

การลงอักขระโบราณ เพื่อให้ขลังแม้คนโบราณเองท่านก็ลงสักยันต์เต็มตัวเต็ม
หลัง อยุธยาก็ยังเสียกรุงตั้งสองครั้ง

ทหารที่เคยวิ่งตามหลังข้า ที่ร่วมรบกันมา ก็ตายเรียบ ตายเพราะอาวุธทั้งนั้น

ครั้งนั้น ให้พระนพรัตน์แห่งวัดใหญ่พ่นคาถาให้เลย ปรากฏว่า ตายห่าเรียบ

นี่ เวทมนต์ทั้งหลายนี่ มันไม่แน่นอนมันขึ้นอยู่กับกำลังใจของผู้ตั้งมั่น

คนที่ยังยึดบทมนต์นี่ เรียกว่า ยังอยู่ในห้วงของสีลพตปรามาส คืองมงาย ผ่านสังโยชน์สามไม่ได้ เบื้องต้นยังไม่ได้ อย่าเพิ่งไปไขว่คว้ากลางและปลาย

ฟังเช่นนี้ พวกก็เลิกสวดมนต์อีกไม่ใช่ๆๆ ไม่ใช่อย่างนั้น
เราก็ยังต้องสวดมนต์กัน

ข้าเองเพียงชี้ให้เห็นร่องทางว่า การสวดมนต์นั้น มันเป็นเรื่องโง่ แห่งอาการหลงอย่างไร

แต่เราทั้งหลาย มันก็ต้องอาศัยเรื่องโง่ๆเช่นนี้ เพื่อให้ตนนั้น ได้ฉลาดขึ้น

พวกที่ไม่ชอบสวดมนต์ต่างก็ยิ้ม แต่นั่นแหละ มันโง่หนักกว่าพวกที่สวดมนต์อยู่เป็นประจำอีก

เพราะมันไม่มีโง่ขึ้นมาเพื่อปล่อยวางความโง่ มันก็เลยโง่ แบบไม่มีโง่มาปล่อยวาง

การสวดมนต์นี่เป็นเปลือกอย่างหนึ่ง เราอย่าพึงไปยึดอะไรมากมายเราสวดได้ แต่อย่าได้ไปคาดหวังอะไรจากการสวด

คนที่คาดหวังจากการสวด มันก็เป็นแค่คนโง่ที่บ่นเพ้อไป
เช่นนั้นแหละ เอาบทมนต์มาเป็นที่ตั้งแห่งใจนี่ ได้

แต่เอาบทสวดมาเพื่อให้เป็นนั้นให้เป็นนี่ นี่โง่

เราเลือกดูกันเอง ว่าเราเลือกที่จะโง่ด้วยความโง่ที่ไม่รู้อะไร หรือรู้ว่าโง่ แต่ก็มีสติทำๆไป เพราะโลกเขาว่าเขานิยมอย่าไปขวางไปขัดโลก

คืนนี้..ขอหวัดดี

วันที่ 19 ตุลาคม 2558