พระกรรมฐาน ย่อมรู้รหัสแห่งกายดุจหมอ

พระกรรมฐาน ย่อมรู้รหัสแห่งกายดุจหมอ

694
0
แบ่งปัน

***** พระกรรมฐาน ย่อมรู้รหัสแห่งกายดุจหมอ *****

>> ลูกศิษย์ 1.. (บทความที่ส่งเข้าห้องไลน์) : ของฝากจาก “อินเดีย” **แก้ปวดหัวได้ด้วยตัวเอง..ภายใน 5 นาที**

พวกเราโดยปกติก็ใช้รูจมูก ทั้งสองข้างหายใจเข้า ออก โดยไม่รู้ความแตกต่างของ รูจมูกด้านซ้ายหรือขวาว่า แตกต่างกันตรงไหน ?

แต่องค์ความรู้แพทย์แผน อินเดียโบราณอธิบายเอาไว้ว่า “จมูกด้านขวาคือตัวแทน แห่งสุริยะและพลังงานความร้อน จมูกด้านซ้ายคือตัวแทนแห่งจันทราและพลังงานความเย็น”

1) เวลาปวดหัว ลองเอานิ้ว มืออุดรูจมูกด้านขวาแล้วใช้ รูจมูกด้านซ้ายสูดลมหายใจ เพียงข้างเดียว

2) เวลาอ่อนเพลียทำกลับด้านกันคือ เอานิ้วมืออุดรูจมูก ด้านซ้ายแล้วใช้รูจมูกด้าน ขวาสูดลมหายใจเพียงข้างเดียว จะพบว่าอาการที่เป็นอยู่จะบรรเทาลงภายในเวลาไม่ เกิน 5 นาที !!!!!

ให้ลองสังเกตตัวเองว่าเวลารู้สึกตัวตื่นขึ้นตอนเช้า เราใช้ รูจมูกด้านไหนหายใจคล่องกว่ากัน ??

ถ้าคำตอบคือรูจมูกด้านซ้าย คุณจะรู้สึกอ่อนเพลีย ให้รีบอุดรูด้านซ้ายและหายใจด้วยรูจมูกด้านขวาทันที และไม่นานนักก็จะสดชื่นขึ้น หายงัวเงีย

หัดทำไปอยู่บ่อยๆ สักหนึ่งเดือนก็จะเริ่มสังเกตได้ละเอียดขึ้น ว่องไวขึ้น จนไม่ต้องรอให้เกิดอาการปวดหัวแล้วถึงแก้ไขเพียงเริ่มๆ จะปวดเริ่มๆ จะอ่อน เพลีย ก็ดับอาการได้ทันที

<< พระอาจารย์ : …..แต่ที่แพทย์แผนอินเดียไม่รู้ก็คือ ทั้งสองรู มันมาลงรูเดียวกัน ก่อนที่จะแยกไปตามร่างกาย ฮ่าๆ ตอนเราอยู่ในท้อง เราไม่ได้เอาจมูกหายใจซักหน่อย

เราเอาอาหาร ลม เข้าทางรูสะดือ เวลาจิตสงบ รวมตัวเป็นอุเบกขา เราหายใจทางผิวหนัง ไม่ได้หายใจทางรูจมูก ตรงนี้ เราคงไม่เชื่อกัน

เพราะทำกันไม่ได้ กายเรา ใช้ลมนิดเดียว ที่เป็นลมผ่านจมูกนี่ กายเอาไปใช้ ขับเคลื่อนดันอากาศพิษที่เกิดจากการสันดาปในการเผาไหม้ ที่เกิดจากการเผาผลาญอาหาร ดันทิ้งออกไป

ส่วนหนึ่งที่เป็นลมละเอียด ก็ใช้ในการยังธาตุไฟให้บริบรูณ์ เพื่อเป็นไฟขับเคลื่อนชีวิต

นี่..เรื่องของลมที่ผ่านรูจมูก มันมีลมหยาบและลมละเอียดอีก

>> ลูกศิษย์ 2 : แล้วเวลาเราเหนื่อยทำไมหอบหรือเป็นเพราะไฟในร่างกายเยอะลมเลยทำงานหนักเปล่าค้า เช่นเดินไปยอดเขากระโปธาราม เหนื่อยและหอบสุดค้า

<< พระอาจารย์ : ที่แกเหนื่อยและหอบ มันเป็นอาการแห่งจิต ที่มันทำงานไปตามหน้าที่ เพียงแต่แกเสือกไปเป็นเจ้าของอาการที่มันแสดง แกก็เลยทนไม่ได้

นี่..ตัวแกมันเป็นเจ้าของการแสดงอาการของมัน เพราะหน้าที่เสือกนี่ มันเป็นหน้าที่ของแก ที่ปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อรักษารูปนี้ แกมันเป็นยามรักษารูปนี้ แกจึงจำเป็นต้องไปเสือกกับอาการของมัน เพื่อรักษารูป

และการที่หายใจแรงฟืดฟาด ก็เพื่อเอาลมไปผสมกับไฟให้เกิดความร้อน เพื่อเผาผลาญ อาหารที่ย่อยเป็นอณูแล้ว แปลงไปเป็นพลังงานขับเคลื่อน โดยลมเข้าไปดันน้ำ ให้เกิดการผลักดัน เกิดการหมุนเวียน

และขับเคลื่อนต่อเนื่องกันไป ความร้อนจากการสันดาปก็เลยมีมาก การเผาไหม้ก็มากตาม ความร้อนทำให้ไขมันที่เก็บไว้เป็นพลังงาน ก็โดนดึงมาสันดาป กลายเป็นไอไขมันกรุ่นอยู่ในกาย

เมื่อโดนขับออกมาตามผิวกาย พอโดนความเย็นภายนอก มันจึงเกิดเป็นเหงื่อ เหงื่อนี้เป็นน้ำจากภายนอกผสมกับไอร้อนที่ซึมผ่านกายออกมา

>> ลูกศิษย์ 3 : พระอาจารย์คับ แล้วลมสัมพันธ์กับจิตวิญญาณของเราด้วยมั้ยคับ แบบส่วนของเราเองอะคับ

<< พระอาจารย์ : จิตวิญญาณ อาศัยธาตุทั้ง 4 ในการก่อรูป ลมก็เป็นส่วนหนึ่ง ของธาตุทั้ง 4 ธาตุทุกตัว

มันก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกันตามผลแห่งวิบาก แห่งวิญญาณที่ก่อเหตุมาจาก จิตปรุงแต่ง

หรือที่เรียกว่า จิตสังขาร จิตสังขารนี้เกิดจากความไม่รู้ของธาตุรู้เป็นเหตุ

เดี๋ยวพวกเราจะงง เพราะเราไม่ได้อธิบายผลและเหตุแห่งที่มาเสียก่อน

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 26 มกราคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง

>> ลูกศิษย์ : หลวงตาาาาาาค้าไม่สบายหายยังค้าาาาา

<< พระอาจารย์ : กายยังรุมๆ อยู่ ธาตุยังไม่สมบรูณ์ ที่เป็นหวัด มีน้ำมูกเขียวอ่อนๆ เป็นเพราะ โพรงจมูก เส้นเลือดฝอยมันแตก

เกิดจากอากาศที่หนาวเย็นและแห้ง เมื่อผสมกับเชื้อแบคทีเรียในอากาศที่เราไม่มีภูมิคุ้มกัน มันก็เลยเกิดการละคายเคือง

เมื่อละคายเคืองมากๆ เข้า ลำคอส่วนโพรงจมูกก็ระบม เมื่อระบมมากๆ เข้า บริเวณนั้นมันก็เกิดแรงต้าน

เมื่อเกิดแรงต้าน ก็เกิดความร้อน เมื่อเกิดความร้อน ก็เกิดเกิดการบวมเบ่งขึ้นมา

ความบวมเบ่งเมื่อโดนเสียดสี จากเหตุปัจจัยไม่ได้หยุด มันก็เลยแตก เส้นเลือดฝอยแถวๆ โพรงจมูกมันปริแตก

เมื่อเส้นเลือดฝอยปริแตก เชื่อโรคต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ก็ซึมเข้าไปเกาะบริเวณนั้นได้ง่าย เมื่อเชื้อโรคต่างถิ่นแปลกๆ เข้าไปรุกราน

สมองก็จะหลั่งเสลดออกมาสกัดกั้น เสลดนี้ เป็นน้ำเมือกสีใสๆ เป็นสารตัวหนึ่งที่สมองผลิตออกมาป้องกันการโจมตีของเชื้อโรค ที่มาทางอากาศ

ในเสลด ของสมองที่หลั่งออกมา หากเป็นนักกรรมฐาน หรือผู้ที่กำหนดจิต ทำสมาธิบ่อยๆ สมองจะหลั่งสารปฏิชีวนะ สำหรับการต่อต้านและทำลายเชื้อโรคด้วย

สารนั้น ชื่อว่าสารหลั่ง อะรูมิไร อ้อ..เอ็นโดฟินส์ (Endophins) อะไรนี่แหละ เรียกว่า สารสุขก็ได้ สารนี้ มันจะหลั่งออกมา ยามเรามีความสุข

ฉะนั้น คนที่เอากันบ่อยๆ เขาก็ไม่ค่อยจะเป็นหวัด ฮ่าๆ เพราะมักมีสารตัวนี้ หลั่งออกมาอยู่เสมอ เสียอย่างเดียว…..หมดแรง

ทีนี้ เสลดที่หลั่งออกมา ต่อต้านเชื้อที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ถ้าเส้นเลือดในโพรงจมูกไม่แตก หวัดก็จะไม่เป็นน้ำมูกเขียว มันจะแห้ง ไม่เกาะกรัง

เส้นเลือดที่ปริแตก จะยิ่งฉีกออกมากขึ้นและกว้างขึ้น เมื่อเราสั่งน้ำมูกแรงๆ แรงเสียดสีแห่งลม จะทำให้บริเวณนั้นระบมมากยิ่งขึ้น

ทีนี้…เมื่อเชื้อแบคทีเรียมันมีโอกาสแทรกซึมไปตามรอยฉีก มันก็จะมีอาหารและที่อยู่ คือเม็ดเลือดแดง และความอบอุ่นในกระแสธาตุ

การแบ่งตัวก็จะเกิดทวีคูณ สมองก็จะยิ่งเพิ่มเสลดออกมาป้องกัน ไม่ให้เชื้อเหล่านี้ แทรกซึมเข้าไปสู่ส่วนสมอง หากเกิดการแทรกซึม

กายเราก็จะมีไข้รุนแรงขึ้น เพราะเชื้อเหล่านี้ จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงการทำงาน ที่ควบคุมความสมดุลย์แห่งธาตุ ให้พอดีในการดำเนินชีวิต

ความผันผวนแห่งธาตุจะมีมากน้อย ก็ขึ้นกับจำนวนของเชื้อโรคที่ซึมขยายเข้าไปรุกราน ทีนี้ ไอ้น้ำมูกเขียวๆ ที่คาอยู่ในโพรงจมูกนั้น

มันคือ เม็ดเลือดขาวและเชื้อโรค และสารที่เป็นปฏิชีวนะทำลายเชื้อผสมกันอยู่ในเสลดนั้น เมื่อเราสั่งออกไป สมองก็จะหรั่งออกมาใหม่สมทบลงไป

เชื้อที่มาใหม่ ก็เข้าไปติดอยู่ในเสลดที่หลั่งออกมา เพราะเราต้องหายใจ เข้าออกเป็นอาหารแห่งกายอยู่แล้ว ตลอดเวลา บางส่วนที่ไหลลงคอ กลืนลงไปในท้อง

ก็จะโดนไฟธาตุ และน้ำย่อย เข้าไปสลายทำลาย และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกำลังแห่งกาย ในส่วนของเชื้อโรคฝ่าย ดูแลกาย

แต่หากเชื้อมีจำนวนมากและแข็งแรงกว่า มันก็จะซึมเข้าไปทำลายส่วนต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ทำให้เป็นไข้และท้องร่วง อ่อนเพลียหนักไปเลย

บางชนิดที่เรียกกันว่า อหิวา มันก็เอาเราตายไปเลยเช่นกัน แต่เมื่อเรา กลับมาอยู่ใน อากาศหรือถิ่นฐานที่เราคุ้นเคย กับเหล่าเชื้อแบคทีเรีย

อาการต่างๆ ก็จะค่อยๆ ทุเลาลง เพราะสมองปกติของเรา มันมีรหัส ต้านทานเชื้อต่างๆ ของมันอยู่แล้ว มันจะหลั่งสาร ออกมาป้องกัน

และขณะเดียวกัน มันก็นำเอาเชื้อแบคทีเรียที่มันยึดไว้ได้ ไปฟอกโปรแกรมใหม่ เพื่อเอาไว้ต้าน เชื้อที่มันยังไม่มีรหัสป้องกัน ให้ต้านทานเชื้อใหม่ได้

หากเราได้เป็นซักครั้งสองครั้ง สมองเราจะ ผลิตสารแรงต้านเชื้อออกมารับมือได้ เราก็จะต้านเชื้อนั้นๆ ได้มากขึ้น อาการต่างๆ ก็จะเป็นน้อยลง หรือทนได้

โดยไม่เป็นอะไรเลย วันนี้ ข้าสั่งน้ำมูกออกมาเป็นเลือด ในน้ำมูกมีเลือดออกมาผสม แต่กายไม่ค่อยเป็นอะไร ไม่ค่อยเจ็บคอ และระคายเคือง

จึงมานั่งดูและพิจารณาการทำงานแห่งกาย ว่าทำไม เราจึงเป็นกันเช่นนี้ ทำไมถึงไม่หายซะที ทั้งๆ ที่ ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้ว

จึงได้ความตามที่โม้มานี่ อีก สองวันก็จะหาย ไม่มีไข้ และเชื้อโรคไหนมาทำลายได้ อีกแล้ว เพราะที่น้ำมูกกลับมาไหล เป็นเพราะ อากาศหนาว ที่กลับมาเผชิญอีก

แต่เชื้อโรคเหล่านี้ สมองมีรหัสป้องกัน มันต้านได้ พอดี เส้นเลือดมันแตกเพราะน้ำมูกข้นมาก จึงสั่งแรง แผลที่กำลังสมานก็เลยฉีกอีก

แต่ก็จะค่อยๆ ทุเลา เพราะเรากับเชื้อที่นี่ มันคนกันเอง คืนนี้ ก็เลยมาโม้เรื่องเสลดแห่งสมอง ที่เราเรียกกันว่า ขี้มูก กันซะเลย หวัดดี..

วันที่ 26 มกราคม 2557