การพิจารณา ถอดถอนตัวตน

การพิจารณา ถอดถอนตัวตน

1142
0
แบ่งปัน

1393572ธรรมเทศนานี้ พระอาจารย์เพิ่งเทศน์เมื่อคืน เพิ่งรวบรวมมาลง อาจตกหล่นบ้างเพราะเป็นประโยคต่อประโยค ผู้ศรัทธาที่อยู่ไกล จะได้ฟังด้วย

มีคนเขาถามว่าเราจะพิจารณายังไง จึงจะถอดถอนตัวตนออกมาได้ ที่จริงเรายังไม่เข้าใจการพิจารณา ว่าการพิจารณาคืออะไร และจะทำยังไง วันนี้ข้าจะชี้แนวทางในการ พิจารณา ที่ท่านทั้งหลายรู้ธรรม และถอดถอน ท่านถอดถอนตัวตนได้ เพราะอะไร ทำไมของเราถึง ถอดถอนไม่ได้…

A: กราบนมัสการค่ะ

B: ช่วยหน่อยค่ะ พอจ ชี้แนะด้วยคะ

พอจ: เอ๊ย…อยู่ญี่ปุ่ญมาได้ไงวะยุ้ย

ยุ้ย: ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจอยู่ใกล้ธรรม ของ พอจ คะ

พอจ: เออๆ ข้าพูดถึงไหนแล้ว

ยุ้ย: การถอดถอนค่ะ ขอละเอียดหน่อยนะคะ

พอจ: แกก็ฟังๆแล้วพิจารณาไปตามภูมิละกัน ความละเอียดอยู่ที่ภูมิของคน ข้าแค่ชี้

การพิจารณากับคิดนี้ คนละตัวกัน ความคิดนี้มันคิดไปได้เรื่อย มันล่องลอย เพ้อและจินตนาการ ไม่ค่อยมีสติ แต่การพิจารณานี้ มันมีพร้อมทั้งคิด และเพ่ง ด้วยอารมณ์ของผู้มีสติ

เมื่อเรามองไปยังต้นไม้ซักต้น เราจะเห็นต้นไม้ ไม่ว่าต้นอะไร เราก็เรียกต้นไม้
แต่เมื่อเพ่งไป ให้เห็นชัด ว่ามันต้นอะไร หากเคยมีสัญญาชื่อ เราก็รู้จัก หากไม่มีสัญญาชื่อ เราก็ไม่รู้จัก ทั้งรู้จักและไม่รู้จัก เป็นอาการอย่างหนึ่ง ที่ได้ผ่านขบวนการของรูปนามทั้งสิ้น

รู้จักก็เป็นสิ่งที่รู้แล้ว ไม่รู้จัก ก็เป็นสิ่งที่รู้แล้ว ที่รู้จัก แสดงว่าใส่สมมุติชื่อไว้แล้ว ที่ไม่รู้จัก ยังไม่มีสมมุติชื่อ

แต่ทั้งคู่ผ่านกระบวนการมาเหมือนกัน ที่ไม่รู้จัก เมื่อเราบัญญัติชื่อใส่ลงไป สิ่งนั้นก็มีชื่อขึ้นมา ชื่อที่เราบัญญัตินั้น คือสมมุติ

สมมุติตัวนี้แหละ ที่เรายึดและติดกัน ถอดถอนไม่ได้ ทั้งๆที่มันไม่มีมาก่อน เราสร้างสมมุติกันขึ้นมา และเราก็หลงยึดในสมมุตินั้น หากใครมาแย้งในสัญญาสมมุติ เราก็จะไม่พอใจ นี่เป็นอาการหลงของสัตว์และมนุษย์ ที่ยึดสมมุติมาเป็นตัวตน

ต้นไม้เมื่อมีชื่อ เราก็เรียกชื่อที่เราสมมุติขึ้น เมื่อเราเกิดการพิจารณา และเพ่งมองไปที่ต้นไม้ ที่เรารู้ชื่อ หากมีปัญญาเราจะรู้ว่า แม้มันจะชื่ออะไร มันก็คือต้นไม้ ชื่อนั้นเป็นแค่สมมุติเรียก

นี่คือการถอดถอนนามสมมุติ ไม่ยึดติดกับชื่อ แต่เราก็รู้ชื่อทุกต้น ไม่ว่าชื่ออะไร มันก็คือต้นไม้ นี่เป็นการพิจารณาถอดถอนนามสมมุติ

เมื่อมาถึงขั้นนี้ หากเกิดการพิจารณา จะเห็นว่า ต้นไม้เป็นเหตุ ชื่อต้นไม้เป็นผล
การพิจารณานี้ คือการสาวผลไปหาเหตุ เหตุคือต้นไม้ เมื่อมาถึงเหตุ ก็ต้องสาวลงลึกไปอีกว่า

เหตุที่เรียกว่าต้นไม้นี้ เกิดจากอะไร ซึ่งตอนนี้ก็คือผล มันกลายเป็นผลไปซะแล้ว เพราะมันคือต้นไม้ นามต้นไม้ก็คือผล แล้วเหตุของต้นไม้คืออะไร นี่ลึกลงมาอีกชั้น
เมื่อเรามีความเพียรพยายาม ที่จะรู้ลึกลงไปอีก กระบวนการพิจารณาก็จะบังเกิดขึ้น มันก็จะมีคำถามว่า ใบเป็นต้นไม้หรือ กิ่งเป็นต้นไม้หรือ เปลือกเป็นต้นไม้หรือ ราก กระพี้ แก่น หรืออะไรที่เราแยกย่อยออกมา เป็นต้นไม้หรือ

เราจะรู้ชัดอย่างไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน และแย้งไม่ได้ด้วยว่า มันไม่ใช่ ต้นไม้
มันเป็นแค่ส่วนประกอบของต้นไม้ แต่ส่วนประกอบทั้งหลาย ที่แยกย่อยออกมานี้ เมื่อมาประกอบกัน มันก็คือต้นไม้

แสดงว่า ต้นไม้ไม่มี ที่มีเพราะอาศัยหลายๆอย่างมาประกอบกัน ฉะนั้น คำว่าต้นไม้ ก็คือชื่อเรียกสมมุติของสิ่งที่มีชื่อ หลายๆอย่าง มาประกอบกัน ต้นไม้จริงๆนั้น มันไม่มี มันมีแต่สมมุติ

ไร้ตัวตนแก่นสารที่จะมายึดมั่นใดๆได้เลย ว่านี่คือต้นไม้ ต้นไม้นี้คือผล เหตุของต้นไม้ก็คือ หลายๆอย่างที่เรารู้จักชื่อ มันมาประกอบรวมกัน สิ่งเหล่านั้นเป็นเหตุ ให้มีต้นไม้

เราก็ต้องพิจารณาสาวลึกลงไปอีกว่า เหตุแห่งชื่อที่มาประกอบรวมกันทั้งหลายนั้น มันมีเหตุลึกลงไปอีกรึเปล่า เมื่อยังมีชื่อเรียก แสดงว่า นั่นเป็นสมมุติที่เป็นผลของเหตุ
เรายกมาหนึ่งอย่าง เพื่อการพิจารณา เราเอาใบไม้มาพิจารณา จะเห็นว่า ใบไม้ก็ยังมีส่วนประกอบของกิ่งใบ ที่ยึดโยงใยกันออกไป เราเรียกตรงนั้นเป็นใบไม้หรือ หรือสีเขียวนั้นเป็นใบไม้ หรือยางที่ซึมอยู่ไปทั่ว เป็นใบไม้

เมื่อพิจารณาแล้ว จะเห็นว่า มันยังมีส่วนประกอบแยกย่อยหลากหลาย ที่ประกอบขึ้นมา เป็นใบไม้ ใบไม้จริงๆนั้นมันไม่มี ที่มีเกิดจากส่วนประกอบอันหลากหลายเหล่านั้น ทำให้มี ใบไม้ก็เป็นชื่อสมมุติที่เราเรียกมันขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทนของส่วนประกอบอันหลากหลายนั้น

ฉะนั้น ใบไม้ก็คือความว่างเปล่าจากตัวตนที่มีค่าใดๆ แก่การยึดได้ ว่านี่ คือใบไม้ เพราะใบไม้จริงๆแล้ว มันไม่มี งั้นส่วนประกอบต่างๆนั้นคือเหตุให้มีใบไม้

ใบไม้ก็คือสมมุติผลของเหตุ เหตุนั้นมีเหตุอีกหรือเปล่า
เมื่อพิจารณาลงไป ดึงเอาส่วนประกอบของเหตุนั้นมาชิ้นหนึ่ง เอาสีเขียวนั้นก็ได้

เมื่อมาพิจารณาดู จะเห็นว่า แม้สีเขียวนั้น มันก็ไม่ได้เขียว สีเขียวนั้นเกิดจากหลายๆอย่าง ที่เป็นเนื้อเยื่อ สารและแร่ธาตุต่างๆ เป็นเซล เป็นยีนส์ ประกอบกันเป็นโมเลกุล เป็นอะไรที่เล็กๆมารวมกัน ละเอียดๆมารวมกัน จึงเป็นสีเขียวขึ้นมา

ฉะนั้น สีเขียวจริงๆ มันก็ไม่มี ที่มี เกิดจากการเรียงตัวของหลายๆองค์ประกอบมารวมตัวกัน สีเขียวจึงเป็นสมมุติที่ใช้เรียกชื่อ ของสิ่งประกอบหน่วยเหล่านี้

พิจารณาลึกลงไปอีก เอามาพิจารณาแค่ หนึ่งหน่วยโมเลกุล จะเห็นได้ชัดตามญาญรู้อีกว่า แม้หนึ่งหน่วยโมเลกุลก็ไม่ม

ที่มีเพราะอาศัยองค์ประกอบหน่วยที่เล็กลงไปอีก ชื่อว่าหน่วยอะรูมีไร หน่วยอะรูมีไรนี้ มีองค์ประกอบอีกหลากหลาย ที่มาประกอบกันเป็นหน่วยโมเลกุล

A: หน่วยอะรูมิไร..? ชื่อแปลกมากเจ้าค่ะ หนูเองเป็นนักเคมี ยังไม่เคยได้ยินเลย เป็นศัพท์ทางธรรมหรือเจ้าคะ..

พอจ: หน่วยอะรูมีไรก็คือ หน่วยอะไรไม่รู้ ข้าเรียกชื่อไม่ถูก

B: ฮ่าๆๆๆ พระอาจารย์….

พอจ: มันยังมีองค์ประกอบหน่วยอะรูมีไรอีก นั่นก็คือ หน่วยอตอม. หน่วยอะรูมีไรก็เป็นแค่ชื่อสมมุติ ไม่มีหน่วยอะรูมีไรจริงๆอีก โน่น.. อตอมนั่น เป็นหน่วยเล็กสุดแล้ว เท่าที่มนุษย์จะแยกได้

แต่หน่วยอตอมนั้น ก็ยังมีองค์ประกอบอีก คือโปรตรอน นิวตรอน โฟว์ตรอน และอิเลคตรอน ข้าว่า ชักจะไปกันใหญ่แล้ววุ๊ย..

A: ไม่เป็นไรคะ ชอบๆๆๆ

พอจ: ฉะนั้น แม้แต่อตอม ก็ยังไม่มี ที่มีมันเป็นชื่อสมมุติขององค์ประกอบเหล่านี้ เราก็เอาองค์ประกอบเหล่านี้มาพิจารณาอีก

สิ่งเหล่านี้เรียกแบบลูกทุ่งง่ายๆ ก็คือ ขั้วลบ ขั้วบวก กลาง และประจุ กระแส คือ อิเลคตอน อิเลคตรอนมันคือประจุ กระแส ที่เกิดจากการหมุนผลักกันของขั้วบวกลบ รอบๆแกนกลางที่เรียกว่านิวเครียส จนเป็นกระแส ที่มีประจุอิเลคตรอนขึ้นมาแปดตัว

อิเลคตรอนที่เกิดประจุนี้ มันมีคุณสมบัติหลุดลอยออกไปจากวงโคจร ของการหมุนระหว่างขั้วบวกลบ ออกไปเป็นอิสระได้

นี่…ธาตุทั้งหลาย มันแตกตัวมาจากอนุภาคของกระแสนี้ เมื่อเป็นอิสระ จักรวาลนี้ก็เลยเต็มไปด้วยอิเลคตรอน

หนึ่งหน่วยอิเลคตรอนนี่แหละ คือหนึ่งพลังงาน ที่เป็นศูนย์รวมของวิญญานเทวดา หนึ่งองค์ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ในคืนปรินิพพาน กับเหล่าสาวก

ศิษย์: ทรงตรัสตอนไหนครับอาจารย์ ผมอ่านมาหลายรอบแล้วไม่เคยเจอ..

พอจ: แกอ่านเอาเปลือกนี่..หุหุ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ในหนึ่งจุดของอากาศ ที่เล็กละเอียดยิ่งกว่าปลายขนทราย บริเวณแค่นั้น มีเทวดาสถิตย์ รวมอยู่ได้ถึงแปดพระองค์ เพื่อมาเข้าเฝ้าเรา ผู้เป็นตถาคต.

นั่นแหละ คือจำนวนอิเลคตรอน ในวงโคจรของหนึ่งหน่วยอตอม มีอิเลคตรอนอยู่แปดตัว ถ้าทำใจกลางๆ เราเองก็สามารถมองเห็นได้

ขั้วบวกลบที่หมุนรอบแกนกลาง เมื่อประจุที่อยู่ในวงโคจรหลุดไป มันก็จะเกิดช่องว่าง
ช่องว่างนี้เราเรียกว่าโฮล หรือหลุมดำ มันหมุนไหลไปพร้อมๆรอบๆแกนกลาง
ก็สามารถดึงดูด อิเลคตรอนตัวใหม่ให้เข้ามาแทนที่ตัวเก่า การหมุนเวียนก็เลยเกิด
จุดกำเนิดแห่งธาตุทั้งหลายก็เลยปรากฏ

องค์ประกอบเหล่านี้ เมื่อกระจายหรือรวมกันตามเหตุและปัจจัยแห่งการขับเคลื่อน และดึงดูด บางสภาวะก็เป็นพลังงาน บางสภาวะก็เป็นสสาร

หากมีเหตุปัจจัยเข้าไปกระทบตามมวลแห่งความหนาแน่น หรือเบาบาง ที่เป็นสสาร ก็อาจกลับกลายเป็นพลังงาน ที่เป็นพลังงาน ก็อาจกลับกลายเป็นสสาร
โลกใบนี้ จึงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เมื่อสิ่งเหล่านี้มารวมตัวกันเป็นมวลใหญ่
มวลเหล่านั้นก็ย่อมไม่แน่นอนไปด้วย นี่คือความเป็นอนัตตา ที่พุทธศาสนาค้นพบ มันบังคับให้มันแน่นอนไม่ได้เลย มันอาศัยเหตุและปัจจัยในการกำเนิด มันมีความเป็นมาตั้งแต่ระดับอนุภาคนู่น

อิเลคตรอนที่หลุดกระจายออกไปจากวงโคจร ทำให้เกิดพลังงานความร้อน การเสียดสีระหว่างกัน ทำให้เกิดการบิดตัวของอิเลคตรอน

พลังงานความร้อนนั้นเราเรียกว่าไฟ ส่วนการเคลื่อนไหวดึงดูดซึ่งกันและกันของอิเลคตรอน เราเรียกว่าลม หน่วยอิเลคตรอนที่บิดเบี้ยวไม่เข้าหน่วยพลังงานเป็นสสาร เรียกว่าน้ำ หน่วยอตอมที่เสถียฐ เป็นสสารรวมหน่วยเป็นพลังงานไม่ได้ เราเรียกว่าดิน

นี่เป็นธาตุที่เกิดจากพลังงานและสสาร อาศัยเหตุปัจจัยทำให้เกิด เมื่อมีกาลเข้ามาเป็นส่วนประกอบ สิ่งเหล่านี้ก็โดนดึงดูดมารวมตัวกันให้ใหญ่ขึ้น ด้วยอำนาจของธาตุอีกธาตุหนึ่ง เรียกว่า ธรรมธาตุ

การวิวัฒนาการในการปรุงแต่งไปตามระหัสก็เกิด การปรุงแต่งเกิด วิญญาญก็เกิด
วิญญาญเกิด นามรูปก็เกิด เมื่อนามรูปเกิด การเรียนรู้ในสิ่งต่างๆก็มี

จึงมีชื่อเรียกของหน่วยย่อยแห่งอตอมขึ้นมา เมื่อมีอตอมก็มีการรวมตัวเป็นหน่วยใหญ่ขึ้น จนกระทั่งเป็นโมเลกุล หลายๆโมเลกุล ก็มาเป็นเซล หลายๆเซล ก็มาเป็นสีเขียวและใบไม้

หลายๆใบไม้รวมกับองค์ประกอบอื่นๆ กลายมาเป็นต้นไม้
เมื่อเรารู้ชัดอยู่อย่างนี้ ต้นไม้นั้น จริงๆแล้วไม่มี อะไรที่ประกอบเป็นต้นไม้ก็ไม่มี
ที่มีมันเกิดจากเราสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น

เมื่อย้อนมาพิจารณาตัวเรา อันตัวเรานี้ มันก็เกิดจากหลายๆอย่างประกอบกันขึ้นมาเช่นกัน

เมื่อได้เกิดการพิจารณาลงไปเป็นขั้นๆชั้นๆอย่างนี้ ความจริงมันก็จะปรากฏกับจิต
จิตมันจะเห็นและรู้ชัด โดยที่ไม่เคยรู้เห็นมาก่อน ว่าตัวเรานี้จริงๆแล้วไม่มี ที่มีเกิดจากเหตุปัจจัยที่สมมุติขึ้นทั้งสิ้น มันก็จะวางและถอดถอนด้วยตัวมันเอง
มันจะรู้ชัดว่า เราหลงกันไปเอง

และที่สำคัญ สรรพสิ่งทั้งโลกและจักรวาลนี้ เป็นอย่างนี้เช่นเดียวกันหมด ไร้ความหมายแห่งตัวตน ที่มีที่เป็น อย่างที่เราเข้าใจ

ความหลงในการยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายที่เราเข้าใจ มันก็จะวางลง จะมีเราวางหรือไม่วาง จิตมันก็วาง เพราะแม้แต่ตัวจิตเอง มันก็ไม่มี ที่มีเพราะอวิชามี

อวิชามีเพราะเกิดจากความไม่รู้เป็นเหตุ
นี่คือกระบวนการแห่งการซอกซอนค้นหาความจริง แห่งการมีตัวตน

มันจะยืนยันให้เรารู้ว่าตัวตนมันไม่มี โดยการพิจารณา สาวผลไปหาเหตุ สาวลึกลงไปเรื่อยๆจนสุดที่ปัญญาของเราจะมี นี่คือ หลักอริยสัจ ประกอบด้วย อิธทัปปัจจยตา เป็นวงล้อของปฏิจจสมุบบาป เป็นธรรมแห่งพระอริยเจ้าที่ท่านรู้กัน

ท่านรู้ขบวนการถอดถอน เพราะเกิดจากการพิจารณา จนเห็นประจักษ์ชัด จึงยืนยันได้ทุกคำพูด ที่ไหลออกมาจากใจ ไม่ใช่ ไปไขเอามาจากตำรา แล้วตู่เอาเองว่า นี่เป็นธรรมจากพระโอษฐ์

พวกเอาตัวเองออกไปยืนยัน ว่านั่นใช่นี่ใช่ ใครจะมาแสดงธรรมยังไงก็ไม่ใช่ ผิดไปจากที่เขาเรียงร้อยขึ้นมาเป็นตำรา ไม่ยอมรับและปัดทิ้ง โดยที่ไม่เคยได้พิจารณา สาวผลไปหาเหตุเลย หากรู้จักพิจารณา สาวผลออกไปหาเหตุกันซะบ้าง

ความจริงทั้งหลายจะปรากฏยืนยันให้กับใจเรา โดยที่เรา ไม่ต้องเชื่อใครให้มาหลอกอีกต่อไป ว่าทุกสิ่งในโลกนี่ มีตัวตน…. สำคัญจำต้องมีผู้ทรงคุณชี้ สวัสดี หลับกันหมดเลย…….!!!!


The Consideration of Self-demoting (Emptiness or Not-Self)

Somebody asked me how to scrutinize self-demoting or emptiness consideration, in fact, we are still do not know what is Buddhism scrutiny and how. Today I will guide you how to consider which most former Buddhist saint used to find their ways of self-demoting and why we can’t do such the same.

Yui : With respect master, please guide us.

Dhammaka : Hey…Yui, I heard you were in Japan, how could you be here?

Yui: Even I am afar, but my heart always close to Dhamma.

Dhammaka : Well well, what did I speak?

Yui : Self-demoting, master, please give us more details.

Dhammaka : You must listen to what you can absorb, the details depend on your mind container, I just guide you the way.

Thoughts and scrutiny are different. Thoughts can be diffused, drifted, dramatized and unconscious. While scrutiny is consisted of consideration, examining and analysis with tone of consciousness.

When we looked at a tree, we will see a tree. No matter what the tree is, we call them trees. But when we look with scrutiny what tree it is, we will clearly see it is “known” or “unknown” tree. If we have remembrance about that tree, we knew it. If not, we don’t know what tree is. These remembrance are series of action which process through “Mind and Body” systems.

Known is an action of knowing, unknown is also an action of knowing. What you knew, you had made the links between remembrance and assumption and recognized as “Known” . What you didn’t know yet, you also had made the links between remembrance and assumption and recognized it “Unknown”.

But both of them are passed through the same precess. If there is anything you didn’t know, once you know and named it, that thing has “named” and the name is originated by “Assumption”.

This assumption is our major hallucination and we are strongly attached to it. In fact, the assumption is never exist, we all create them by our assuming and then we fooled and attached to them. For example, if someone disputed on the contrary way with our assumption, we will discontent. This is the action of all human being and all living creatures which cling to assumption and strongly and quickly pile up their self-identities.

If a tree has a name, we called it by the “So-Called” name which is our assumption. Once we scrutinized and analyze that tree which we already knew the name, if we think carefully, it is just a tree, no matter how we call it. The name is originated by the assumption or assuming. Once you know that the name is created by our assumption you can ignore the name of the tree and learn just to know it as a tree without a name. This is name-demoting, once you are not attached with the name, no matter what the name is, it is a tree.

If you can reach this point and if you have your scrutiny, you will realize the tree is a cause, the name of the tree is a result.

This is the “result-to-cause” process, once you can find the cause, proceed on to find what is the “cause of the cause”. Now you can clearly see that the cause is now a result if you try harder to find what deeper.

If you have perseverance to know more, the scrutiny and analysis process will begin. The question is “what is a tree?” A leave? A branch? The barks? The roots or the wood. We will clearly know and never thought on these ways before and it can’t be dispute that all of the mentioned components are a tree. So you will realize “A Tree” is not exist, there is a tree because the components of a tree are combined and functioned as a tree. Hence, a tree just a reference name of many components which are functioning as a tree.

To go deeper in the scrutiny process, just find out what is it composed of. Is there another level to find out? If there is a name deeper in the process, it is mean that name is an assumption which referred to the result of a cause.

For instance, if we scrutinize deep in a leave which is a tree’s components. There are many components of a leave. The green components, the cells, the leave stem and so on. You can clearly see that there is no leave, just the components of a leave are functioning as a leave.

At this point, if we scrutinize deeper, for example, the green component of a leave. The green components are consists of many components such as the green pigment we called “Chlorophyll”, minerals substances, nucleus, cytoplasm and many more components. So the green components are not exist, it consisted of many tiny components which are functioning as green components. It is just an assumption to call the green components.

Let’s go deeper! If we scrutinize one Molecule, you can predict that even one Molecule is not exist, there must be many components are grouping and functioning as one Molecule. The components of one Molecule are called “Wid-da-hick-it-os”

Yui : Master, what a strange name, I ‘m a chemist but never heard of it before, it is a Dhamma term?

Dhammaka : “Wid-da-hick-it-os” means “What the heck is it?” I didn’t know what inside a Molecule so I assumed and called it on my own. Ha ha ha.

Yui ; Ha ha master!

Dhammaka : Well! There are many components of a Molecule, the Atom, this is the smallest particle we can examine. But there are many components of 1 Atom such as, Neutron, Proton, Electron…I think we went way too far now!

Yui : Go on please master, I love it!

Dhammaka : So an Atom is not exist, it is consisted of many components, and we assumed it by using our assumption and then called it. What is more interesting is the Electron because only the electron can jump out and bonded with another Atom and then formed a molecule. It can change the Electricity characteristic of a molecule from positive to negative or reversal. In my thoughts, an Electron is a from of energy which can freely travel all over the universe and it is the center of Angle. Lord Buddha mentioned it in his last night with monks.

Student A : Where did he mentioned ?, I read many times but can’t find it.

Dhammaka : You just read for the nothing, he he he. Lord Buddha said “In the space which smaller than the tip of a deer’s hair, 8 Angles can gather and present before me, who see the truth”. That is the numbers of Electron which most stabilized in 1 Atom. Once an Electron was jumping out, the hole appeared and we called it “Black Hole”. It moves around the nucleus and it can draw the new electron to form a new Atom, or Molecule. Hence, the substances were created. This components can be distributed out or gathered up depend on energy or motivation. Sometimes this process create energy, sometimes this create matters. So, energy can become matters, and matters can become energy, so this world is filled with unstable phenomena.

Once these Molecules are gathered up to become a bigger mass, they are unstable and fulled with uncertainty, this is “A-N’at-Dtaa” (Soulless or Not-Self) which Lord Buddha had discover and it can not control with stability. They are based on causes and effects deep down in particles level.

An Electron which jumped out from the orbital level of an Atom, it create heat and energy which bend and strongly collided with other Atom. The heat which Electron created, we called “Fire element”, the magnetic attraction of Electron we called “Wind element”, the distorted Electron and not transformed into energy we called “Water element” and the stabilized Electron which gathered up in a stable forms we called “Earth element”.

These element are create from energy and matters through time and cause factors. Many Electron became an Atom. Many Atoms became a Molecule. Many Molecules became a cell. Many cell became green components and leave. Leaves and many components became a tree. You can see a tree is Nothing, it is just many components gathered up and become a tree which we assumed it and called it a tree.

Now, back into our body, we created from many components. If we scrutinize deeply we will clearly see the truth, our body, I mean “We” were created by the assuming causes and results and they were all assumptions. If we realized in this truth we can let down our carving and desires and we can then proceed on our self-demoting. We will see that we all were fooled and mislead. Most important, everything in this universe and this earth are all the same, meaningless and soulless, not like we used to think.

Once we knew this truth, we can let go everything we eager for, no matter we want to do it or not, our soul choose to do it because even our soul are not exist, it is exist because our ignorance created it. The ignorance was created by unawareness. This is the process of finding the truth of “Self-Existing”.

By mean of “results-to-causes” deep down in our mind, you will find the “4 Noble Truths” which related on “Rules of simultaneous caused and results” it is the “Wheel of Simultaneous Phenomena” which Lord Buddha discovered and enlightened.

He knew the self-demoting process because he scrutinized and considered the truth of life. He can speak up from his mind and his heart, not by the book, but from his mouth. Some people claimed these fact are not belong to Lord Buddha and denied just because these are not in the book. If they take a closer look and consider by the truth base on “causes and results” aspect. The truth will be shown that everything in this world is not exist and most important, we need some one who can guide and show us the way, not to fool us, we need no text book. Seem you all listen well and fall asleep ha ha ha.. goodnight all.

Dhammaka Boonyabhalang

แปลโดย | Translator : Toby Pang‎