กิเลสที่มองไม่เห็น เพราะมันซ่อนตัวอยู่ในใจเรา

กิเลสที่มองไม่เห็น เพราะมันซ่อนตัวอยู่ในใจเรา

1421
0
แบ่งปัน

คำภาษาในเฟสนี่ ใครถือก็ได้ไม่ถือก็ได้

ดูเหมือนสาธารณะแต่ก็ยังเป็นบ้านใครบ้านมัน

ไอ้ที่เขียนดูดุดัน เหมือนไร้การศึกษา แต่ใจไม่ได้ร้ายตามภาษานี่ก็มี

บางทีคนเรามันก็ได้ระบายอะไรลงไปตามแต่จริตที่มันอัดอั้นและเก็บกดมานาน นี่ก็มี

แกล้งยั่วยวนกันก็มี

หลอกล่อด้วยชั้นเชิงภาษาเพื่อให้อีกฝ่ายแสดงอารมณ์ที่ปกปิดซ่อนเร้น นี่ก็มี

การใข้ภาษาในเฟส มันว่าอยู่คนเดียว เข้าใจคนเดียว

เหมือนเราเล่นเกมส์กับแผ่นจอบอร์ต

บางคนเอามันแค่สนุกเท่านั้น

เป็นแค่ตัวแทนของแผ่นจอที่ไม่มีจิตวิญญานอะไร

เป็นแต่ใจเจ้าของทั้งนั้น ที่เอามาเป็นอารมณ์

บางคนเขียนคำหยาบโลน แต่ใจมันแค่แหย่และจะดูผล

การขอขมากรรมกันมันเป็นสิ่งที่ดี

ไม่มีเหตุแต่ขอขมากรรมกันนี่ มันก็บ้า

พุทธศาสนาชี้ให้ว่างในสิ่งที่มี

แต่ความมีทั้งหลายนั้นมันต่างก็มีเหตุไม่เหมือนกันอีก

เราจะไปสรุปผลที่เราประจักษ์นี่ มันก็เป็นตัวตน เป็นทิฏฐิ

ภาษาหน้าจอนี่มันเป็นผล เหตุลึกกว่าผล เจ้าของมองลงไปไม่เห็น

แต่ที่แน่ๆ มันกลายเป็นเหตุให้เจ้าของแสดงผล และตัดสินเหตุอันเป็นผลที่อยู่หน้าจอ

ภาษาที่แสดงออกมา มันวัดค่าอะไรไม่ได้เลย

ค่าทั้งหลายมันอยู่ที่ใจเจ้าของที่ให้ค่า มันเป็นปัจจัตตังของเจ้าของเอง
ไม่ได้เกิดจากใครคนไหนมาตัดสิน

อาบัตินี่ เกิดจากใจเจ้าของที่พ่ายแพ้

ไม่ได้เกิดจากปากใครมายัดเยียดให้ว่าอาบัติหรือไม่อาบัติ

โจรที่ดูเรียบร้อย พูดจาอ่อนหวาน มันก็คือโจร

ใจที่เป็นโจรย่อมจ้องทำร้าย ต้องทำลายด้วยหลากวิธีการ

โจรแสนดีแค่ไหน มันก็เป็นใจที่อาบัติ

จะปลงไม่ปลงมันก็อาบัติเป็นสันดานของมันอยู่แล้ว

คนดี ไม่ได้ตัดสินกันด้วยความหมายแห่งจริยาที่ดี

แต่การมีจริยาที่ดีต่อผู้อื่น มันยังความมีมิตรภาพให้เกิด

หากคิดว่า ใครมันไม่ดี เราก็อย่าไปคบมัน

และอย่าลืม อย่าไปคบใจของตนที่มันเหี้ยๆและเลวแสนเลวที่ไปตำหนิใจใครเขาด้วย

ไม่งั้นใจคนดีมันจะเป็นสองมาตฐาน ที่ไม่รู้ว่าจะเอาเลวหรือว่าจะเอาดี

หากใครมันอัปรีย์ เราก็ถอยหนีออกมา

แต่หากมองไม่เห็นใจตนที่อัปรีย์เช่นกันที่มองเขาอัปรีย์

ใจเช่นนี้มันก็อัปรีย์พอๆกันที่มองเห็นแต่คนอื่น แต่ไม่เคยเห็นใจตนที่แสนอัปรีย์

นี่ข้าว่ากันตามวิสัยภูมิกลางๆนะ ไม่ได้ว่าใคร

ข้าเองเห็นความจัญไรในใจที่แก้ไม่หายของใจนี้อยู่เช่นกัน

เราหมั่นตรวจสอบใจเราเถิด การมีธรรมรักษาใจ ใช่ว่าจะต้องนิ่ง สงบ ดูเรียบร้อย

จะแสดงหรือไม่แสดง มันก็เป็นอาการแห่งตัวตนที่เราแสดง มันเป็นอัตตาทั้งดุ้น

เราจึงไม่ควร ไปตัดสินใจใครเพราะความไม่ถูกใจ เพราะเมื่อถูกใจ เราก็จะเข้าข้างใจตนเอง

ความไม่ถูกใจเราก็มักผลักใส บอกใครๆว่าเขาพวกนั้นมันไม่ดี

แต่พอถูกใจ ใครจะอัปปรีย์แสนระยำเพียงใด ใจมันก็ชื่นชม

ถอยออกมาดูๆๆๆๆ อย่าเอาตัวเข้าไปเป็น เราจะเห็นชัดถึงสัจธรรมที่ว่า

ทั้งที่เห็นใครเขาดีเพราะถูกใจ กับเพ่งโทษใครๆ เพราะความไม่ถูกใจ

มันเป็นกิเลสตัณหาที่เกิดจากใจเรา ไม่ใช่ใครเขาทำให้ถูกใจหรือไม่ถูกใจ

ฟังธรรมแห่งมุตโตทัยที่ออกจากใจทุกวัน จะเข้าใจและมองเห็ธรรมแห่งความจริง

ขอให้ทุกท่าน มีดวงตาเห็นธรรม

พระธรรมเทศนา จาก เรื่อง “มีดีอะไร มันก็ต้องโชว์”

ณ วันที่ 1 เมษายน 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง