นามรูป คืออะไร

นามรูป คืออะไร

679
0
แบ่งปัน

มีคนเขาถามมา เรื่องนี้อาจขยายยาวลงไปอีกหลายตอน ถ้าไม่ขี้คร้านซะก่อน

คำถาม : กราบนมัสการค่ะ พระอาจารย์เจ้าค่ะ แล้วนาม รูป คืออะไรคะ เกิดจากอะไร ขอกราบเรียนถามแบบไม่ทราบจริงๆ ค่ะ

พระอาจารย์ : นาม รูป นี่..เป็นชื่อเรียกสิ่งสมมุติที่มองและมองไม่เห็น ในที่นี่เราหมายถึง ..ตัวมนุษย์

นาม นี่เป็นชื่อเรียกของ…

เวทนา คือความรู้สึก

สัญญา คือความทรงจำ

สังขาร คือการปรุงแต่ง

วิญญาณ คือตัวยืนยันในสิ่งที่ปรากฏทางนาม

ส่วนรูป ก็คือกาย ที่มีนามอาศัยเป็นเครื่องมือแสดง

เรียกอีกอย่างก็คือ ขันธ์ห้า เป็นกองขันธ์ที่มีห้าอย่างรวมกัน

คือ กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

นี่พอคร่าวๆ น่ะ Duangjai Aom Dhanasthitya

เรื่อง รูปนามนี่ มันขยายได้กว้างและลึก พุทธศาสนาชี้ให้เห็นกระบวนการณ์และการทำงานของมัน

เมื่อเข้าใจแล้วว่า มันเป็นสิ่งหนึ่งที่มันเป็นธรรมดาของมันเช่นนั้นเอง อันเนื่องด้วยอาศัยเหตุปัจจัย

คำว่า ”เราหรือกู”อันเป็นตัวตนเจ้าของความเป็น ..รูปนาม..

จะได้คลายอุปาทานยึดมั่นในความเป็นตัวกูลง

ความทุกข์ทั้งหลายที่ตัวกูเป็นเจ้าของ มันจะได้ ทุเลา เบาบาง จางคลาย ไปตามกำลังแห่งปัญญาที่เข้าถึงความเป็นจริง

คนเรานั้น มักเข้าใจเป็นธรรมชาติอยู่แล้วว่า กายหรือรูปนี้ คือตัวตนของเรา

เมื่อเข้าใจว่านี่คือตัวตนของเรา เราก็จะเป็นเจ้าของในทุกสิ่งแห่งความเป็นเรา อย่างหาทางออกไม่ได้

เราไม่เคยพิจารณาไอ้ตัวเรานี้เลยว่า มันเป็นเราจริงๆ หรือ

หากกายนี้เป็นเรา เคยถามใจเราเองบ้างไหมว่าทำไม กายนี้จึงไม่ได้ดั่งใจเราเลย

อะไรที่เป็นเรา เราควรจะบังคับบัญชามันได้ นี่..ถึงจะยืนยันได้ว่ามันเป็นของเราอย่างแน่แท้

หากกายนี้ มันเป็นของเราจริงแท้ เราก็ควรจะบังคับบัญชาได้ตามใจเราต้องการได้เช่นกัน

เมื่อกายนี้มันเป็นของเรา เราก็ย่อมขอได้ ว่าอย่าเป็นเช่นนั้นเลย อย่าเป็นเช่นนี้เลย

แต่นี่…. เราบังคับบัญชาอะไรในกาย หรือรูปนี้ไม่ได้เลย

มันเป็นไปเพื่อความลำบาก เป็นไปเพื่อความอาพาธ

ไม่อยากให้แก่ มันก็แก่

ไม่อยากให้เจ็บ มันก็เจ็บ

ไม่อยากให้ตาย มันก็ตาย

การเกิดธรรมดาเช่นนี้แห่งกาย เราไปเป็นเจ้าของตรงไหน

นี่…เป็นความหลงที่เราไม่เข้าใจ ว่าธรรมชาติแห่งกาย หรือรูปนี้ มันไม่มีใครไปเป็นเจ้าของมันได้ มันเป็นธรรมชาติที่เกิดมาเป็นธรรมดา

แต่มีไอ้ห่าตัวหนึ่ง เสือกเข้าไปเป็นเจ้าของ ไอ้ตัวที่เป็นเจ้าของนี้นี่แหละ คนที่พอเห็นความเป็นจริงแห่งรูปกายแล้วว่าไม่ใช่เรา

เขาจะเห็นชัดและยอมรับว่า แม้กายนี้จะไม่ใช่เรา แต่เราก็คือนามที่มาอาศัยกายนี้

นี่..เรามาดูกันว่านามนี้ มันคือเราจริงๆ อย่างที่ผู้พอมีปัญญาเข้าใจรึเปล่า

คำว่า ”นาม” ในที่นี้ คือ ความรู้สึก ความทรงจำ ความคิดการปรุงแต่ง และตัวรู้ยืนยัน

นี่…เราว่ากันตามภาษาไทย เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย

ความรู้สึก ที่เราเรียกว่า ..เวทนา

คำว่า “เวทนา” ในคำบาลีนี่ เราจะแปลความหมายอย่างคำไทยๆ เราก็ไม่ได้

ที่ใช้คำว่าความรู้สึกก็เพื่อให้เข้าใจง่าย ความรู้สึกนี่ มันเป็นเวทนาที่ผ่านกระบวนการแห่งนามมาจบแล้วก็มี

ยังไม่ผ่านกระบวนการอะไรมาเลยนี่ก็มี แต่มันรู้สึกแล้ว เพียงแต่เจ้าตัววิญญาณ ยังไม่เข้าไปยืนยัน นี่ก็เรียกว่า ..เวทนา..

และเวทนาตัวนี้นี่แหละ ที่เป็นเวทนาในความหมายแห่งกองนามขันธ์

ไม่ใช่เวทนา ที่ว่าๆ กันในกฏปฏิจจสมุปบาท

เวทนาที่ว่ากันในกฏปฏิจจสมุปบาท เป็นเวทนาที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งแห่งนามขันธ์ เรียบร้อยแล้ว

นี่..ที่พวกเรียนนักธรรมทั้งหลายมันยังไม่รู้และเข้าใจ

เวทนานี่ มันอาศัยผัสสะ

ผัสสะ อาศัยกรรม

กรรม อาศัยตัณหา

ตัณหา อาศัยอวิชชา

อวิชชา อาศัยเวทนา

นี่…เป็นกระบวนการแห่งเวทนาในนามรูป

เวทนาที่เป็นกองขันธ์แห่งนามรูปนี้ >> มันอาศัยผัสสะ

เมื่ออายตนะ คือ ช่องต่อแห่งรูปที่เป็น

ตา หู ลิ้น จมูก ประสาทกาย และใจ มันผัสสะ รูป เสียง รส กลิ่น สัมผัสกาย และอารมณ์

เวทนามันจะเกิด

เวทนาตัวนี้ เป็นเวทนาที่ยังไม่มีสมมุติบัญญัติ เป็นผลมาจากเหตุคือ …ผัสสะ..

ผัสสะแลัวเวทนาเกิด

เวทนาตัวนี้ เกิดเพราะเป็นธรรมดาแห่งความเป็นธรรมชาติแห่งกองนามขันธ์

และเวทนาตัวนี้แห่งกองนามขันธ์ เราเรียกว่า ” อวิชชา “

นี่ อวิชชามันอาศัยผัสสะเกิดกำเนิดขึ้นมา

แต่มันเป็นอวิชชาในกาลแห่งกองรูปนาม ที่มันอาศัยวิบากแต่ก่อนเก่าที่ได้สร้างเหตุ มาแต่ครั้งกระโน้นแล้ว

นี่…เป็นอวิชชาแห่งกองนามขันธ์ เป็นการเกิดอวิชชาในปัจจุบัน ที่ยังชีวิตในอัตภาพนี้เกิด กำเนิดออกมา ให้เจ้าของวนอยู่ในวัฏฏะ

แม้เจ้าตัว อวิชชาแรกเริ่ม มันก็อาศัยผัสสะ

แต่พระป่าๆ อย่างข้า ขี้เกียจอธิบาย เสียใจด้วยไอ้น้อง ไว้ภูมิถึงแล้วไอ้น้องๆ ค่อยมาฟังเอา

เวทนาตัวนี้แห่งกองนามขันธ์ มันเกิดขึ้นได้ เพราะเหตุ >> แห่งการผัสสะ

เมื่อผัสสะ การวินิจฉัยมันก็จะเกิด

การเกิดวินิจฉัยนี้ ยังไม่มีคำว่าเราเข้าไปเสือก

มันเป็นเรื่องของนามขันธ์ ที่มันทำงานร่วมกัน

มันละเอียดกว่าไอ้ตัวเสือกอย่างตัวกูเข้าไปเป็นเจ้าของได้

เวทนาตัวนี้ ไม่ใช่เราเป็นเจ้าของอาการ

แต่มันเป็นเวทนาของอาการแห่งโปรแกรมจิต ที่มีหน้าที่ไปตามตำแหน่งที่มันมีและเป็น เรียกว่า ..กองนามขันธ์..

เมื่อเกิดผัสสะทางรูป เวทนาก็จะเกิด

ความทรงจำทั้งหลายที่มีอยู่ในบันทึก จะส่งทะยอยออกมาเพื่อเกิดการเทียบเคียง

นี่เรียกว่า …สัญญา…

การเลือกเฟ้นบันทึกเพื่อให้ตรงกับสิ่งที่ผัสสะ นำบันทึกมาประกอบและปรุงแต่ง นี่เรียกว่า..สังขาร..

เมื่อปรุงแต่งตามบันทึกที่มีในสัญญาจบ ยืนยันในผัสสะได้ นี่เรียกว่า ..วิญญาณ..

เมื่อจบกระบวนการ แห่งการปรุงแต่งแห่งนาม กระบวนการทั้งหมดนี้ เรียกว่า ..เจตสิก..

จบกระบวนการแห่งเจตสิก อันเป็นเจตนาความเข้าใจในผัสสะก็จะเกิด

การเกิดที่อาศัยกระบวนการแล้วเสร็จนี้ เรียกว่า ..เวทนา..

เวทนาที่ผ่านกระบวนการทั้งหลายนี้แล้วนี่แหละ จึงจะมีตัวกูเข้าไปเสือกในความเป็นเจ้าของ

และด้วยความเสือกในการเป็นเจ้าของ เวทนาทั้งหลายที่เกิดจากการผัสสะแห่งเรือนกาย

มันก็เลยมีกูเข้าไปเป็น กลายไปเป็น กูเป็นทุกเรื่องที่เป็น.. เวทนา

นี่..ความทุกข์ทั้งหลายมันมีเข้ามา เพราะความมีตัวกูเข้าไปเสือกในธรรมดาในกระบวนการแห่งธรรมชาติของมัน

ธรรมะเช้านี้นี่ พวกเราพากันปวดหัวกันรึเปล่า ..!!

นี่ว่างๆ รอพระเขากลับมา จึงได้มีเวลา มาอธิบายขยายเรื่องแห่งรูปนามบางส่วนให้ฟัง

ปวดหัวและมึนกันยัง ถ้ายังจะได้อธิบายต่อ

: ไม่ปวดหัวค่ะ รูป/นาม/สัญญา/สังขาร/สมมุติ/อุปปาทาน/เวทนา/อายตะนะ/ผัสสะ/เจตสิก คำศัพท์วันนี้เยอะหน่อย แต่ก็ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ทำความเข้าใจมาหลายๆรอบแล้ว แม้ศัพท์แต่ละคำนี้ ก็ต้องสมมุติขึ้นมา เพื่อแบ่งส่วนทำความเข้าใจ เพราะมันซ้อนกันอยู่ ซ้อนกันแล้วซ้อนกันอีก

พระอาจารย์ : สัญญาในกองขันธ์นี่… มันมีหน้าที่ บันทึกความทรงจำทั้งหลายที่เคยผ่านกระบวนการ แห่งนามขันธ์และใสสมมุติเรียบร้อยไปแล้ว

สัญญาอาศัย กระบวนการแห่งนามขันธ์เป็นอาหาร

อาหารแห่งสัญญานี้ อาศัยกรรม

กรรม อาศัยตัณหา

ตัณหา อาศัยอวิชชา

อวิชา อาศัยสัญญา

นี่…เป็นปฏิจจสมุปบาทแห่งกองสัญญา

หากจะดับสัญญา ก็ต้องดับอาหาร

หากจะดับอาการ ก็ต้องไปดับกรรม

หากจะดับกรรม ก็ต้องไปดับตัณหา

หากจะดับตัณหา ก็ต้องไปดับอวิชชา

หากจะดับอวิชชา ก็ต้องไปดับสัญญา

นี่..ปฏิจจสมุปบาทแห่งวัฏฏะสัญญาที่มีมาในนามขันธุ์

การดับนี่ ง่ายนิดเดียว แต่ข้าขี้เกียจบอก

ถ้าตั้งใจพ้นทุกข์จริงๆ นี่ จะบอกให้ บอกมากไป สินค้าราคาตกหมด

ว่ากันถึงกองสังขาร

สังขารนี้ หมายถึงหลายสิ่งหลายอย่างมาประกอบกัน

เรียกว่า… ปรุงแต่งขึ้นมาใหม่ เป็นไปตามเหตุและปัจจัย

หากเอาความเป็นเราเข้าไปเป็นเจ้าของอย่างหยาบๆ

สังขารนี้ก็คือ.. จินตนาการ เป็นเจตนา เป็นกระบวนการแห่งเจตสิก

เจตสิกนี้เป็นอาการที่เรียกว่า > ใจ

ใจนี้เป็นอาการที่เรียกว่า > จิต

จิตนี้เป็นอาการแห่งกองสังขารที่อาศัยอวิชชาเป็นเหตุ

นี่..จิตก็คือกองสังขารกองหนึ่ง ที่สะสมปรุงแต่งอวิชชา ที่อาศัยการผัสสะเกิด

สังขารในกองนามขันธ์ เป็นอาการแห่งการปรุงแต่งประมวลสัญญาที่เคยมีบันทึกมาในภวังค์

เพื่อให้วิญญาณยืนยันในสมมุติที่ได้บันทึกไว้ ว่าใช่หรือไม่ใช่

ใช่ก็จะเป็นเวทนา ไม่ใช่ก็เป็นเวทนา

เวทนานี่จะเป็นผลยืนยันให้แก่ ผัสสะ ว่าอะไรเป็นอะไร

สังขารนี้ อาศัยกระบวนการมาปรุงเป็นอาหาร

อาหารอาศัยกรรม

กรรมอาศัยตัณหา

ตัณหาอาศัยอวิชชา

อวิชาอาศัยสังขาร

นี่…เป็นปฏิจจสมุปบาทในกองสังขาร หากจะอธิบายก็จะแยกย่อยรายละเอียดลงไปอีกมากมาย

การดับแห่งกองสังขารนั้นง่ายนิดเดียว

แต่ข้าไม่บอกอีกนั่นแหละ เดี๋ยวราคาธรรมะของพระพุทธองค์ตกหมด

พวกพ่อค้าคนกลางมันชอบกดราคา

ยิ่งพระป่าๆ อย่างข้า มันชอบกดราคาซื้อถูกๆ ไปขายแพงๆ หาตังค์เข้าเป๋าไม่ค่อยเอามาแบ่ง

ไม่อยากซื้อแพงต้องลงทุนมาซื้อที่สวนข้านี่ จะแบ่งปันให้

ว่ากันถึงกองวิญญาณ

วิญญาณนี้ หมายถึงตัวยืนยันในสิ่งที่รู้

รู้นี้ มันก็มีหลายรู้ แต่รู้ในวิญญาณแห่งกองนามขันธ์นี่ มันไม่มีเราหรือตัวกูเข้าไปรู้ด้วยหรอก

มันเป็นโปรแกรมที่ประมวลมาจากจิตสังขารที่อาศัย สัญญา เวทนา ที่เกิดการผัสสะทางกองรูป

ไอ้ที่รู้ๆ กัน และกูรู้แล้วนั่น มันเป็นเวทนา ที่ผ่านกระบวนการซ้ำๆ จนกลายเป็นชาติไปแล้ว

มันเป็นชาติที่เรียกว่า เกิดหรือคลอดออกมาจากภพภูมิของมันแล้ว

อาศัยอุปาทานในภวังค์จิต ที่มีตัณหาผุดขึ้นมาไม่รู้จบ เพราะเวทนาที่เกิดขึ้นมาจากผัสสะ ของอายตนะในรูปนามนี้

แต่วิญญาณในนามขันธ์นี่ มันเป็นตัวยืนยันเวทนา ที่สัญญา สังขาร มันประมวลโปแกรม

ความเป็นเราแห่งการเป็นตัวกู มันจึงไม่มีกูเข้าไปเสือก ว่ากูรู้แล้ว

อย่างที่กูๆ ทั้งหลายมันเข้าใจกัน

วิญญาณนี้อาศัยผัสสะ

ผัสสะอาศัยกรรม

กรรมอาศัยตัณหา

ตัณหาอาศัยอวิชชา

อวิชาอาศัยวิญญาณ

นี่.จะดับวิญญาณก็ต้องดับ ผัสสะ

จะดับผัสสะก็ต้องดับกรรม

จะดับกรรมก็ต้องดับตัณหา

จะดับตัณหาก็ต้องดับอวิชชา

จะดับอวิชาก็ต้องดับวิญญาณ

นี่..ไปหาวิธีดับกันเอาเอง การดับมันง่ายนิดเดียว

วิญญาณดับ ผัสสะก็ดับ

ผัสสะดับกรรมก็ดับ

กรรมดับตัณหาก็ดับ

ตัณหาดับอวิชชาก็ดับ

อวิชชาดับวิญญาณก็ดับ

นี่..ดับแบบงงๆ และก็โง่หลาย

แต่มันก็มีช่องทางให้ดับได้ หากผู้มีปัญญาถอยออกมาดู

นี่..เช้านี้ เป็นการขยายเรื่องรูปและนามตามที่ถามมา

ถามหน่อยเดียวขยายออกไปเป็นวา เดี๋ยวพวกเกลียดจี้หน้า มันจะหาว่าข้านี่ขี้โม้อีก

“รู้มั่งไม่รู้มั่งก็ช่างแม่งมันนะ ฟังๆ กันพอมองเห็นแสง

ว่า..ไอ้รูปนามที่ตัวตนแห่งกูมันชอบสำแดง

ที่มันชอบทำแผลงๆ แท้จริงมันไม่ใช่ตัวกู”

มันเป็นธรรมชาติแห่งความเป็นธรรมดาที่อาศัยเหตุและปัจจัยเกิด

ไม่ใช่ตัวของกูเกิดและกูเป็นอย่างที่ไอ้กูตัวนี้ มันยึดและเข้าใจเอา

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง ” สิ่งที่มี มันอาศัยเหตุ ” ณ วันที่ 9 เมษายน 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง