หวานความรู้ ต่างจากรู้ความหวาน

หวานความรู้ ต่างจากรู้ความหวาน

550
0
แบ่งปัน

ลูกศิษย์ : กราบพระอาจารย์ครับ ธรรมนี้ผมว่าเข้าใจยาก แต่ก็ใช่ว่าจะสูงเกินเอื้อม ก่อนรู้จักพระอาจารย์ ผมเข้าใจธรรมตามข้อความในตำรา แต่มันไม่มีปฏิภาณธรรม…มันไม่มีสติตามรู้กาย-เวทนาแบบนี้

ผ่านไปไม่กี่เดือนผมก็พอจะแงะๆ คุ้ยๆตรง นี้ได้แล้ว…เพราะพระอาจารย์ชี้ให้ เขี่ยนิดเดียว…มันก็แล่นต่อไปได้

ตอนนี้รู้จักมันแล้ว ผู้รู้-ผู้ดูมันสะดุ้งไหวตัวแล้ว และเป็นการรู้ที่สอนใครไม่ได้ บอกใครก็ไม่เข้าใจ มันต้องเกิดเองและประจักษ์ใจ

ถ้าไม่ปฏิบัติอะไรเลย…มันก็ไม่ได้อะไรเลย…จมแช่ในสมาธิอยู่อย่างนั้นแล้ว เสียเวลาไปอีกนาน…หากไม่ได้ฟังคำชี้แนะจากผู้ทรงคุณ กราบๆๆ

พระอาจารย์ : การเข้าถึงธรรมนี่ มันต้องเกาะความรู้ธรรมไปก่อน

เมื่อมันเข้าใจแล้วว่าอะไรคือเปลือก อะไรคือเนื้อเยื่อ มันก็พอลดความฝาดแห่งการแดกมังคุดทั้งใบได้

มันพอจะหวานฉ่ำลิ้นในรสแห่งเนื้อเยื่อนั้นได้

หากเราพอใจแค่เนื้อเยื่อนั้น เราก็พออยู่แค่นั้น ตันอยู่แค่นั้น ก็พอใจกันไป

มันก็เป็นความหวานที่จำได้ แต่ไร้ความจริงเสียแล้ว เมื่อเนื้อเยื่อมันหมดไป

ปราชญ์ย่อมพิจารณาเล็งเห็นลึกลงไปอีกว่า

เนื้อเยื่อทั้งหลายที่คนนิยม จริงๆ แล้ว มันก็เป็นแค่เปลือกที่เราเข้าใจและเรียกว่าเนื้อเยื่อ

เพราะภายในเปลือกที่เราเข้าใจว่าเป็นเนื้อเยื่อ มันมีเนื้อเยื้อซ่อนอยู่ภายในนั้นอีกชั้น

เนื้อเยื่อนั้น เราให้นิยามว่าเมล็ด

เราเองหาได้รู้จักลึกลงไปไม่ ว่าเนื้อเยื่อทั้งหลายที่เรานิยม มันก็เป็นแค่เปลือก

มันเป็นเปลือกเพื่อห่อหุ้มรักษาเผ่าพันธุ์ มันเป็นค่าจ้างเพื่อนำเมล็ดพันธ์ ออกไปเจริญเติบโตในที่ไกลๆ

ถุย..!! เนื้อเนื่อที่แสนหวาน ที่แท้มีค่าเพียงค่าจ้าง เพื่อเอาเมล็ดพันธุ์ของมัน ออกไปสู่ความเจริญเติบโตใหม่ในที่อันควร

เมล็ดนั้นก็ยังเป็นเปลือก รักษากลีบใบที่เป็นเนื้อเยื่อซ่อนอยู่ภายใน

ให้มันเติบใหญ่หยั่งรากเป็นลำต้น

นั่น..เห็นไหม เนื้อเยื่อที่ซ่อนไว้ มันยังมีโอกาสเติบใหญ่เป็นลำต้นในอนาคต

อนาคตที่มันซ่อนอยู่ภายในเมล็ดที่เป็นปัจจุบันที่แสนไร้ค่า เมื่อเราแสวงหาเนื้อเยื่อแห่งเรา ที่แสนหวาน

ลำต้นเติบใหญ่เป็นเปลือกให้กิ่งใบแตกยอด

กิ่งใบแตกยอดเป็นเปลือกให้แก่ดอกผล

ดอกผลเป็นเปลือกให้แก่ผลที่มีเนื้อเยื่อซ่อนอยู่ภายใน

เนื้อเยื่อที่ซ่อนอยู่ภายในรักษากาลเป็นเปลือกให้เนื้อเยื่อเกิดความหอมหวาน

เนื้อเยื่อที่หวามหอมเป็นเปลือกรักษาเนื้อเยื่ออันเป็นเมล็ด ให้แตกหน่อแตกใบ สืบทอดต่อๆ ไป

นี่..เห็นไหม ธรรมทั้งหลาย มันหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายเปลี่ยนแปลงไปตามกาลไม่มีที่สิ้นสุด

ความรู้ธรรมที่เรามี เราอาจมีแค่รู้ว่า นี่คือเปลือก นี่คือเนื้อเยื่อ

เรารู้แค่ว่าเปลือกแค่เนื้อเยื่อ ก็จงพอใจแค่ความรู้เท่าที่มีก็เพียงพอเลี้ยงยาไส้

แต่หากกำลังเรามันมีมากไป

เราจะสาวต่อไปลึกลงไปลึกลงไป หากสาวลงไปลึกได้แล้วนำมาชี้แนะกัน

อย่างนี้ คนทั้งหลายท่านก็อนุโมทนา

คำถาม : ถ้าผู้ดูคือจิต ทำไมไม่เคยดับ จิตเกิดดับเสมอๆ มิใช่หรือค่ะท่าน

พระอาจารย์ : จิตที่ไหนเกิดดับ การเกิดดับนั่นเป็นอาการของจิต ไม่ใช่..ตัวจิต

การเกิดดับที่เข้าใจ มันเป็นเวทนา ที่อาศัยเหตุจากผัสสะ

คนโง่หลายย่อมเอาเวทนาที่เกิดจากผัสสะมาเป็นจิต

ผัสสะแล้วเกิดการปรุงแต่งในกระบวนนามขันธ์

จบกระบวนปรุงแต่งแห่งผัสสะ มันก็เป็นเวทนา

จิตมันดับตรงไหน

อายตนะมี มันก็ย่อมมีผัสสะ

ผลแห่งกระบวนการเมื่อเกิดผัสสะ ก็ย่อมมีการปรุง

ในการปรุง ก็ย่อมมี สัญญา เจตนา วิญญาน จบกระบวนการปรุง ก็เป็นเวทนา

จะมาบอกว่านี่คือการดับของจิต โดยเข้าใจว่า ผัสสะแล้วดับ ผัสสะแล้วดับนี่คือจิต

เอาอาการกระบวนการของผัสสะมาจนจบเป็นเวทนา ว่าเป็นจิตดับ

อย่างนี้เป็นผู้รู้ธรรมที่ตลกไหม

อาการกระบวนการเช่นนี้ เรียกว่า..เจตสิก

เจตสิกนี่ มันเป็นอาการแห่งใจ ที่มันปรุงไล่เรียบเรียงตามโปรแกรมสัญญาแห่งกองนามขันธ์

เจตสิกนี่เป็นอาการของใจ ส่วนใจนี่เป็นอาการของจิต

ส่วนจิตนี่เป็นอาการของอวิชชา

ส่วนอวิชชานี่เป็นอาการไม่รู้ที่โดนผัสสะ

พระอริยเจ้าทุกท่าน ท่านก็รู้ประจักษ์ชัดกลางใจนี่แหละ ว่าจิตดวงนี้ มันสว่างโล่งแจ้งไม่มีวันดับ

มันแจ้งทั้งภายในและภายนอก ทะลุถึงกันได้ไม่มีอะไรมาขั้น

ที่นักอภิธรรมเข้าใจว่าจิตเกิดดับ มันเป็นอาการผัสสะทางอายตนะ

ปรุงเป็นเวทนาแล้วก็นำไปย้อมไว้ในภวังค์จิต สะสมลงไปในจิต

กระบวนการมันก็ทำไปตามหน้าที่ของมัน

และกระบวนการทั้งหลาย มันเป็นอาการของจิต ไม่ใช่ตัวจิต ที่จะมาเกิดๆ ดับๆ

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง เข้าถึงธรรมเบื้องต้น เห็นอะไร.. ณ วันที่ 20 มีนาคม 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง