ใจใสบริสุทธิ์ซะอย่าง ไม่ต้องกลัว อาบัติ

ใจใสบริสุทธิ์ซะอย่าง ไม่ต้องกลัว อาบัติ

887
0
แบ่งปัน

เรื่องอาบัตินี่ เป็นคำที่ต้องตีความหมายให้ลึกและละเอียด ไม่งั้นเอะอะก็จะเพ่งโทษว่าอาบัติ

ข้อธรรมต่างๆ ที่ได้บัญญัตไว้ สำหรับคนทั้งหลาย มันจะดูเป็นก้อนๆ

และคนที่ไม่รู้เหตุ อะไรคือทุศีล อะไรคือศีล

มันก็จะเอาความรู้อันเป็นก้อนๆ นี้ ขว้างใส่เอา

ถ้าภูมิธรรมเข้าใจเรื่องศีล เป็นใจที่มีศีล ผู้มีศีลก็จะเข้าใจเรื่องอาบัติ

อาบัติทั้งหลาย เกิดจากเจตนาที่หลงและไม่มีสติเป็นเหตุ

คนไม่มีสติ ทำอะไรก็จะทำไปตามความพึงพอใจของตัวเอง อาบัติมันเกิดกันตรงนี้ พวกไร้ภูมิ มันก็จะเอาอาบัติเพราะข้อศีล มาเป็นตัวทิ่มแทง

การทิ่มแทง หากเอาข้อศีลมาทิ่มแทงใจตนเองนี่มันน่าสรรเสริญ แต่หากนำมาทิ่มแทงผู้อื่น เพื่อยกตนบะก็ เหี้ยถือศีลดีๆนี่เอง

แม้แต่การยึดมั่นในข้อศีลอย่างขาดปัญญา มันก็เป็นตัวขวางมรรคผล แทนที่จะสูงขึ้นด้วยมรรคผล

พุทธศาสนาชี้ให้เห็นและเข้าใจสัจธรรมที่มุ่งความเห็นอันเกิดปัญญา ไม่ใช่เชื่อสืบๆต่อๆกันมาอย่างหัวปักหัวปำ

เราลอกตำราเขามาปฏิบัติ แต่เราไม่ได้ปฏิบัติจริง เราเอาแต่คำแห่งตำรามาเป็นตัวตน

เมื่อเป็นตัวตน มันก็เอาคำแห่งตำรามาเพ่งโทษคน ที่ไม่ว่าตามตำรา

นี่พวกขาดเหตุขาดผล และโต่งเข้าไม่ถึงความเป็นมรรคผลแห่งสัจธรรมแท้

ผู้เดินตามธรรมเมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็จะเข้าใจรายละเอียดปลีกย่อยลงไป

มันจะเข้าใจว่า สิ่งทั้งหลายที่ตำรากล่าวมา มันเป็นเปลือกที่มีเนื้อเยื่อซ่อนอยู่ภายใน ข้อศีลต่างๆ มันเป็นหนทางให้ใจ มันมีที่ตั้งในการคลำเข้าไปหาความจริงและรักษาใจ

เรานำข้อศีลมาประคองใจตน ไว้ใช้สำหรับใจคนที่ยังอ่อนแอ และเพื่อการอยู่ร่วมกันกับชนหมู่เหล่า สำหรับคนที่ใจมันแข็งแรงแล้ว

ศีลนี่เป็นความหมายแห่งใจที่เป็นกุศล กุศลนี้ เป็นปกติแห่งใจที่เป็นธรรมดาของมัน

ใจที่เป็นกุศล ย่อมมีความละอายชั่วกล้วบาปกันอยู่แล้ว

ใจที่ละอายชั่วกลัวบาป ย่อมทำอะไรด้วยสติที่เป็นเหตุเป็นผล

ตรงนี้ ความอาบัติมันไม่เกิดขึ้นกับใจ

แต่หากมีตัวจัญไร บอกว่า นี่ทำอย่างนู่นนั่นนี่ ผิดจากข้อธรรมวินัย

เราก็ปลงอาบัติไปตามที่โลกเขาว่าซะ ก็หมดเรื่อง เอาใจแม่งมันหน่อย เอาใจพวกเด็กน้อยให้มันพอใจ จะได้อยู่ร่วมกันได้ นี่ ผู้มีศีลประจำใจแต่ถูกพวกจัญไรว่าทำอาบัติ

พระอานนท์ ท่านยังต้องมาปลงอาบัติต่อหน้าพระทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งการคาดโทษกัน ท่านก็ยอมรับแล้วก็ปลง

การปลงอาบัตินี่ มันก็เป็นการยอมรับ และขอขมากรรมกัน เปิดโปงความผิดที่ปกปิดกัน

เมื่อโดนเพ่งโทษ แม้เป็นพระอรหันต์ท่านก็ปลง ไปตามโลกเขาว่านั่นแหละ

พระอรหันต์ ใจมันไม่มีอาบัติกันอยู่แล้ว

ภูมิธรรมท่านเข้าถึงความเป็นจริงแห่งสติและปัญญา

เมื่ออยู่ร่วมกับเด็กน้อย เด็กน้อยชอบคลาน เราก็คลานกันไปตามเด็กน้อย เด็กน้อยมันไม่รู้นี่หว่า ว่าการคลาน มันช้า มันเจ็บมือและหัวเข่า

วันหนึ่งเมื่อเด็กน้อยเติบใหญ่

เด็กน้อยจะรู้ได้ว่า จะเดินก็ได้มันไปได้ไวกว่าคลาน

ไม่จำเป็นต้องคลาน เพราะมันมีขาที่แข็งแรงพอ

พระที่ทรงคุณ ใจมันเป็นศีลโดยภูมิของมันอยู่แล้ว ศีลนี้เป็นปกติแห่งใจที่เป็นผู้มีสติ

จะเดินจะเหินจะพูดจะคิด มันมีสติ ธรรมวิวัจจยโพชฌงค์มันสอดส่งลงไปในทุกขณะจิต
ใจเช่นนี้ จะหาอาบัติมาจากไหน

การบัญญัติข้อศีลขึ้นมา ก็เพื่อเป็นคอกกั้นรักษาใจ

แต่ใจที่มันมีสติ มีปัญญา มีความละอายชั่วกลัวบาป มันเป็นใจที่รักษาตัวมันเองไม่ให้แหกคอกกันอยู่แล้ว

คอกไม่จำเป็นสำหรับผู้มีใจปกติรักษาใจ คอกมีไว้ขังใจที่มันยังจัญไร พวกดุร้ายต้องขังด้วยคอกแห่งข้อศีล

สมัยก่อน ข้อศีลท่านบัญญัติมาจากพวกทำเหี้ยๆ ให้หมู่เหล่าเขาโดนตำหนิ ท่านเตือนไว้ว่าอย่าไปทำ เพราะคนที่ศรัทธา เขาจะเสื่อมความศรัทธา

คนที่ไม่ศรัทธา ก็จะยิ่งตำหนิและเป็นผลร้ายแก่หมู่เหล่าที่เขาประพฤติพรหมจรรย์กัน

นี่ ข้อศีลทั้งหลาย อาศัยพวกนอกศาสนาเป็นแดนเกิด พวกที่บวชปรารถนานิพพาน ใจมันไม่กล้าทำชั่วกันอยู่แล้ว นี่เป็นธรรมดา

การมีสติตรึกตรองก่อนทำอะไร ย่อมเกิดปัญญาถีงความควรไม่ควร ใจที่สำรวมเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ใจที่มันทุศีล

ใจที่ไม่ทุศีล อาศัยสติ

สติอาศัยการพิจารณา

การพิจารณาอาศัยความเข้าใจจนเกิดศรัทธา

การเกิดศรัทธาอาศัยการได้ฟังธรรมตรงตามความเป็นจริงจาก สัตบุรุษ

นี่นักบวชเช่นนี้ อาบัติทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ปลงอาบัติได้ หากมีใครเขาเพ่งโทษท่าน ว่าเป็นผู้ต้องอาบัติ

พระเทศนาจากบทธรรม เรื่อง การออกจากอาบัติ ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง