ภาวะจิต เข้าสู่ฌาน

ภาวะจิต เข้าสู่ฌาน

1301
0
แบ่งปัน

ท่านมหา : ที่เกาะกลางน้ำมีอะไรให้ฝึก อีกหลากหลายสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

อย่างการเพ่งจ้องมองภูเขาสามารถเพ่งจนภูเขาทั้งลูก หายไปจากคลองจักษุได้เลยง่ายนิดเดียว มาผมในฐานะที่เป็นศิษย์คนหนึ่ง

ของพระอาจารย์ธรรมกะ ขอแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้มาจากพระอาจารย์

ให้กับเพื่อนๆ ได้เรียนรู้กัน การเพ่งภูเขาทั้งลูกให้หายไปจากคลองจักษ์ทำได้ง่ายมาก ก่อนอื่นให้หามุมสงบ ณ ที่มีภูเขาตั้งอยู่

มาที่เกาะกลางน้ำก็ได้มีภูเขา และมุมสงบดี ให้ยืนหายใจเข้าหายใจออกยาวๆ สักสามครั้ง แล้วค่อยๆ เพ่งมองไปที่ภูเขาที่เราต้องการจะเพ่งให้หายไป

เพ่งสบายๆ สักพัก ไม่ต้องเคร่งเครียดให้ใจจดจ่อกับการเพ่ง เพ่งไปสักพักพอรู้สึกตึงๆ ที่เป้าตา แล้วค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ

ภูเขาทั้งลูกจะหายไปจากคลองจักษ์ที่เรากำลังเพ่งในทันที เห็นไหมเพ่งภูเขาทั้งลูกให้หายทำง่ายนิดเดียว ลองฝึกทำดูกันนะครับฯ

หลับตาเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเห็นอะไร และเมื่อลืมตาขึ้นมาก็ให้ทำใจรู้ว่า มันก็ไม่มีอะไรอย่างที่เราหลับตานั่นแหละ

พระอาจารย์ : ขอสาธุคุณให้มีแต่ความเจริญๆๆ กันทุกคน

ข้อความของท่านมหาน่ะ เขียนเอาขำน่ะ แต่คนเขาไม่ขำกัน เขาเอาจริง

นี่บางที่จู่ๆดูเป็นงานเป็นการ แต่จริงๆ แล้วขำๆ คนเขาไม่ขำหรอก

การเพ่งภูเขาให้หายน่ะ มันไม่หายหรอก โดยวิสัยภูมิทั่วไป

แต่ถ้าเราเพ่งพระจันทร์ หรือพระอาทิตย์ยามเช้า ใจที่จรดจ่อต่อพระจันทร์หรือพระอาทิตย์นี่ จะทำให้สึกว่า ภูเขามันหายไปได้

นี่อย่างนี้ ทุกคนทำได้และพิสูจน์ดูได้

ข้าจะชี้แนะให้ และไม่เอาขำอย่างมหาที่ว่าๆ มา เอาง่ายๆ กันก่อนเลย

ให้เราหาเหรียญมาสองเหรียญ

ถ้าไม่มี ก็ไปกู้ธนาคารโลกมาก็ได้ กู้มาสองเหรียญ

เอามาตั้งลงบนพื้น ให้ห่างกันซักคืบ จะห่างเป็นกิโลก็ได้ถ้าเปรี้ยวจัด เราจะเห็นว่า ทั้งสองเหรียญวางอยู่ ให้เราได้เห็น

ทีนี้ ให้เราเพ่งไปเหรียญใดเหรียญหนึ่ง แรกๆ มันก็เห็นทั้งสองเหรียญนั่นแหละ ถ้าเพ่งจนตาเหล่มันก็จะเป็นสี่เหรียญนู่นเลย นี่ก็จะรั่วอีก

หากเริ่มเป็นสมาธิ เราจะมีความรู้สึกว่า เหรียญอีกด้านหนึ่ง มันหายไป

นี่เป็นอาการหดของจิต มันจะตัดความรำคาญรอบๆ ที่ไม่ได้เพ่งหรือใส่ใจออกไป

นี่เป็นธรรมชาติแห่งจิต ที่กำลังไหลลงสู่กระแสแห่งปีติ

ปีตินี้เป็นอาการแห่งจิตที่มันแสดงออกมา

ไม่ใช่เราเข้าไปเป็นตัวแสดง แต่เราสามารถเห็นการแสดงแห่งอาการได้ด้วย สติ

นี่ เราลองดูได้ ฝึกและชี้กันให้เห็นง่ายๆ ว่าธรรมชาติของจิตมันเป็นอย่างนี้

เราจะได้ไม่หลงและงมงายกับสิ่งที่คนทั้งหลายเขาเชื่อและยึดๆ กัน

หากบ้าตำรา มันก็จะปรุงไปเรื่อยตามตำรา

เอาที่ง่ายๆ เห็นชัดด้วยกายตนนี่แหละ มันจะได้เข้าใจ และยืนยันได้ด้วยใจตน

เหตุที่เหรียญอีกเหรียญมันหายไป นี่ เป็นอาการหดตัวของจิต เรียกว่า จิตมันหดตัวเข้าสู่กระแสแห่งสมาธิ

คือมันตัดความรำคาญออกไปเรื่อยๆ มาเป็นอารมณ์เดียว ด้วยภาวะกำลังแห่งมวลจิต

การตั้งเหรียญเพื่อเพ่ง นี่เรียกตามบาลีว่า วิตก

การเพ่งและประคองเฝ้ามองเหรียญอยู่เช่นนั้น เรียกว่า วิจารณ์

เมื่อประคองไปจนถึงจุดหนึ่ง มีความรู้สึกว่า เหรียญอีกด้านหนึ่ง มันหายไป นี่เป็นอาการ ปีติ

รู้ว่าเหรียญหายไป แต่ไม่ได้ใส่ใจ ยังคงเพ่งอยู่กับเหรียญเดิม ด้วยความไม่รำคาญต่อสิ่งใดๆ นี่เรียกว่า สุข

มี อารมณ์เดียว ไม่รำคาญฟุ้งซ่านต่อสิ่งภายนอก ที่ไหลมากระทบ

สติและสัมปชัญญะเพ่งอยู่กับเหรียญ และรู้ว่าเหรียญอีกด้านหายไป

นี่เป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นอารมณ์เดียวที่มีสติรู้ทั้ง วิตก คือเหรียญที่เพ่ง

รู้ทั้งอาการที่ประคองเพ่งเหรียญ นี่เป็นรู้วิจารณ์

รู้ทั้งเหรียญอีกด้านที่หายไป นี่เป็นรู้ปีติ

รู้ทั้งวิตก วิจารณ์ ปีติ โดยไม่รำคาญโดยสติ นี่รู้สุข

รู้ทั้ง วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข โดยไม่รำคาญทางอายตนะอื่นๆ ที่มากระทบ

นี่เป็น เอกัคคตารมณ์

เมื่อประคองอาการนี้จนเคยชิน นี่เรียกว่า ภูมิจิตของผู้อยู่ใน ปฐมฌาน

ไอ้ห่าเอ้ย ออกปฐมฌานซะแล้ว ว่าจะคุยเรื่อง การทำให้ภูเขาหาย เรื่องจิตนี่ คนทั้งหลายไม่ค่อยรู้กัน

ที่จริงมันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่เราตามรู้กันได้

เพียงแต่คนเรามันชอบไปปรุงแต่งตามความคิดตนโดยไม่ถอดถอนความคิดที่อ่านๆ จำๆ กันมาก็เท่านั้น

การที่เหรียญหายไป มันเป็นอาการธรรมชาติแห่งจิตที่มันหดตัว ละจากรูปทั้งหลาย ที่ไม่ได้เอาใจลงไปสอดส่อง

ว่ารูปทั้งหลายในคลองจักษุ แห่งอายตนะทางตานี่ มันมีอะไรบ้าง

ธรรมชาติแห่งจิต มันจะสแกนหมด ตามโปรแกรมจิตแห่งนามขันธ์

ทีนี่เมื่อเพ่งไปที่สิ่งใดนานๆ สิ่งที่เป็นรูปรอบๆ ข้าง มันก็จะตัดออกไปตามธรรมชาติของมัน ที่ไม่ได้ให้ความสนใจ

มันอาศัยจุดที่สนใจเพียงจุดเดียว ด้วยกำลังแห่งการประคอง ที่เรียกกันว่า สติที่มีสัมปชัญญะ

นี่ว่ากันถึงเรื่องของเอารูปมาเป็นอารมณ์

ถ้าเอารูป ก็เป็นนัยเดียวกัน เพียงแต่เอาสิ่งที่ไม่มีรูปโดยความหมาย มาเป็นอารมณ์

เช่น อากาศ ความรู้สึก ความว่าง ความดับแห่งสัญญาทั้งหลายของสรรพสิ่ง

นี่ เป็นพวกเอาสิ่งที่ไม่มีรูปมาเป็นอารมณ์

ทีนี่ ที่ภูเขาหายไป หากเราเอาอากาศมาเป็นอารมณ์

ภูเขาที่เราเพ่งอยู่ มันก็หายไปเหมือนกันจากคลองจักษุ

มันก็เหมือนเรามองเหรียญนั่นแหละ เด็กๆ มันก็ทำได้

ข้าเองบ่อยไป มองบ้าน มองภูเขา มองพระองค์ใหญ่ๆ ที่อยู่เบื้องหน้า

มันหายไปจากการมองเห็น มันมีแต่สิ่งว่างเปล่า ที่เห็นกับตาจริงๆ ว่ามันไม่มี

นี่เอาอากาศมาเป็นอารมณ์ บาลีเรียกว่าอากาสานัญจายตนฌาน

คือการเอาอากาศมาเป็นอารมณ์

สมัยก่อนคนเขาชอบฝึกกัน เพราะมันง่ายดี แค่วางใจไม่รู้ไม่ชี้ ทำความรู้สึกในสิ่งที่เห็นและตัวเอง เป็นแค่อากาศ

คนที่ไม่รู้จัก อะไรคือ รูปฌาน อะไรคือ อรูปฌาน

มันก็มักว่าตามความคิดอะไรของมันไปเรื่อยแหละ

ภูเขาที่หาย หากเราเอาสิ่งข้างๆ เช่น อากาศ พระอาทิตย์ พระจันทร์ มาเป็นอารมณ์

เมื่อจิตมันเกิดการหดตัวเป็นสมาธิ ปีติมันก็เกิด นี่เป็นธรรมดา

ความรู้สึกว่า ภูเขามันหายไปก็จะเกิด

ลองทำดู มันไม่ได้เป็นสิ่งวิเศษวิโสอะไร ตามพวกเคร่งตบะอะไรมันว่าหรอก

มันเป็นธรรมชาติของจิต ที่พวกฝึกมันโง่ไปเอง มันทึกทักเอาไปงั้น

เรื่องเห็นโน่นนี่ก็เหมือนกัน เมื่อเข้าสู่ภาวะการหดตัวแห่งจิตมากขึ้น

สติเข้าไปรับรู้อาการปรุงแห่งจิต ที่เริ่มเข้าสู่ภวังค์จิต

เพราะความเป็นสมาธิที่หดตัวของจิต มันตัดผัสสะทางอายตนะมากขึ้นตามกำลังจิต ที่กำลังไหลตัวเจ้าสู่ภวังค์ ตามกำลังจิต ที่เราเรียกว่าฌาน

ฌานนี้ เป็นความเคยชินแห่งวิถีโปรแกรมจิตที่มันเป็นธรรมชาติของมัน

เรื่องราวต่างๆ ที่มันบันทึกและจดจำที่ผ่านมาทางอายตนะ ในขณะที่อยู่ในวิถีจิต

มันก็มาปรุงแต่งทางภวังค์จิตต่อ

นี่ธรรมชาติของมันที่เราไม่ค่อยรู้

ทีนี่ สติที่ตั้งมั่น มันสอดส่งอยู่ด้วยกำลังของความเคยชินที่ฝึกมา

มันก็จะไปรับรู้เรื่องราวแห่งการปรุงเหล่านั้น

ตรงนี้ มันจึงเกิดการทึกทักขึ้นมา ว่าเห็นนั่นเห็นนี่

นี่เจ้าของขาดปัญญาไม่รู้ว่า สิ่งทั้งหลายที่เห็น มันเป็นการปรุงแต่งไปตามอาการแห่งจิต

มันมีเหตุมีผลแห่งการบันทึกมาตั้งแต่ครั้งในอดีตนู่น

มันเห็นของมันจริงๆ แต่ไม่ใช่ความจริง

ความจริงเหล่านี้ มันเป็นแค่เปลือกและเป็นอาการปรุงแต่งทางจิต เรียกกันทั่วไปว่า มโน

ส่วนความจริงแห่งเหตุที่เกิด ที่เคยบันทึก ทางอายตนะ

หากต้องการเข้าไปเห็นเหตุ ที่เป็นการปรุงแต่งน้อย

เอาวิบากจากการผัสสะในสิ่งที่เคยกระทบจาก อดีตชาตินับอนันตชาติ

ที่เรียกกันว่า บุพเพนิวาสา หรือการระลึกชาติได้นั้น

หากอาศัยรูปกายนี้รู้ ก็ต้องฝึกให้จิตเข้าถึง อุเบกขาแห่งจิตที่มีแต่สติลอยเด่นอยู่ในมโนจิต

เมื่อจิตถอนจากอุเบกขา มาสู่วิถีจิตแห่งธรรมชาติในระดับกลางคือ อุปจารสมาธิ

เมื่อเกิดการโยนิโส การปรุงแต่งแห่งจิตที่เคยผัสสะ

สติจะตามรู้ได้เท่าที่กำลังแห่งจิตจะพึงมี

บางท่านระลึกได้เป็นล้านๆ ชาติไปโน่น

พวกฤษีพวกพราหมณ์นี่ ระลึกได้เป็นล้านๆ ชาติ

ไม่เกี่ยวกับจะต้องเป็นพระเป็นพุทธ

ธรรมชาติแห่งจิตมันเป็นอย่างนี้ ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อะไรอย่างคนทั้งหลายเข้าใจ

อ้อ อุเบกขาแห่งจิต พวกนักตำราเขาเรียกกันว่า ฌาน สี่

นี่บ่ายโมงแล้ว คงคุยกันแค่นี้ พอเป็นกระสัยความรู้เล็กๆ น้อยๆ

ขอสาธุคุณให้มีแต่ความสุขความเจริญกันทุกคน

เที่ยงนี้ขอหวัดดี

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง ทำจิตเข้าสู่ปฐมฌานด้วยกสิณ ณ วันที่ 23 มกราคม 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง