อินเดียกับการไปเยือน

อินเดียกับการไปเยือน

1454
0
แบ่งปัน

ขอสาธุคุณให้ร่ำรวยเจริญยิ่ง ทุกๆ คน ในเช้าวันฝนพรำ

การไปอินเดียนี่ ไปเมื่อไหร่ก็ได้

แต่ไปแล้ว มันได้อะไรจากการไป

ไปแล้ว ไม่มีคนชี้นำทางจิตที่เข้าใจ

การไปอินเดีย ก็จะเป็นแค่การได้ไปเที่ยวกราบไหว้ สังเวชสถานเฉยๆ

ท่านกล่าวว่า ผู้ใดที่มาสังเวฯ

ผู้นั้นย่อมไม่ตกไปในอบายภูมิ

ฟังอย่างนี้ แขกแถวนั้น ก็คงไม่ตกอบายภูมิกันเป็นแถว เพราะอยู่ในสถานที่แห่งนั้นอยู่แล้ว

แสดงว่า การกล่าววลีท่อนนี่ มันต้องมีนัยยะ

ข้าจะขยายนัยยะ ท่อนนี้ให้เกิดญานทัศนะในใจทุกคนให้เอง

ใครพร้อม ปีหน้าก็ไปเปิดญานทัศนะยืนยันด้วยใจตนเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาพยากรณ์ให้ตัวเรา

เรารู้ได้ด้วยตัวเราเองว่าอัตภาพนี้ เราไปมืดหรือสว่างด้วยใจที่เราประจักษ์ใจตน

เสียตังค์เรื่องโง่ๆ ละก็ เสียง่ายชิบหาย แต่พอจะเสียตังค์เพื่อให้ใจให้มีที่หมาย ดำเนินไปในภพภูมิที่ดี กลับคิดมาก

อยู่ไปแก่ไป ที่สุดก็วางวาย ตายไปเฉยๆ เสียดาย ที่ได้เกิดมา

นี่วิบากแห่งการเกิด จะทำอะไรก็ยาก

อยากนั่น อยากนี่ แต่ไม่มีเวลา ไม่มีตังค์

แค่นี้ก็แย่จังการเกิดมา แล้วยังอยากเกิดกันมาอีก

เกิดอีกก็ไม่รู้จะทำยังไงดีหวา

เกิดอีกไม่มีอีก มันไร้ชีวา

ขอซักครา ไปเห็นแจ้งด้วยใจตน

เก็บๆๆ ตังค์ ไปฟังธรรมด้วยกันทุกวันที่อินเดีย

การไปหรือไม่ไปนี่ ไม่เกี่ยวกัน ที่ข้าพูดนี่ ข้าพูดในหมู่คนที่เขาเคยมาคุยกัน ไม่ได้หมายความว่าคนทั่วไป

การไปไม่ไป นั้นอีกเรื่องหนึ่ง ใครไม่มีปัญญาไปได้ ก็อย่าไปซิ อยู่ที่นี่ก็ได้ ไม่ต้องอ้างหลวงปู่หลวงพ่อ

การได้ไปซักครั้งของชาวพุทธเรา มันให้ความหมายแห่งกำลังใจดี

เพราะที่นี่มันเป็นปฐมภูมิแห่งครูบาอาจารย์ ที่ท่านบรรลุธรรม

แค่มาเยี่ยมเยือนได้ มันก็แสนภูมิใจ

แต่เมื่อได้มาแล้ว ได้รับช่องทางธรรมที่ชี้ จากผู้ทรงธรรม

ตรงนั้น เราจะเกิดญานทัศนะขึ้นมายืนยันได้ด้วยใจเราเอง

โดยไม่ต้องเชื่อใครเลย นี่ข้าหมายถึงอย่างนี้

แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนที่ไปอินเดียต้องมีญานทัศนะอย่างนี้

แต่ญานทัศนะอย่างนี้ จะเกิดกับทุกคน และทุกคนจะยืนยันได้ด้วยใจตนเอง ถ้าได้มีผู้มีภูมิชี้และการชี้นี้ ใจจะรู้ร่องศีลด้วยตัวเราเอง

นี่ข้าจึงหมายถึงเฉพาะกลุ่ม ไม่ทั่วไปถึงคนทั้งหลาย

ไม่เช่นนั้น ผลมันก็จะเห็นต่าง อย่างที่แสดงผลมา ว่าแม้ไม่จำเป็นต้องไป มันก็เข้าถึงมรรคผลได้

การจะตกอบายไม่ตกอบาย ไม่เห็นเกี่ยวกับคนที่จะไปหรือไม่ไป

ในคำแห่งพระพุทธองค์ก็ทรงให้ไว้แก่พระอานนท์ว่า

สังเวชณีที่พระพุทธองค์ ประสูต ตรัสรู้ แสดงธรรม และนิพพาน

จะเป็นที่ตั้งแห่งใจ ในการเป็นไปเพื่อออกจากอบายภูมิ

เพียงแต่นัยยะนี้ มันต้องมีคน อธิบายความหมายแห่งธรรม

ความพ้นไปเสียจากอบาย จึงจะเกิดภายในและยืนยันได้ด้วยใจเราเอง

ไม่ใช่ว่าใครไปแล้วจะไม่ต้องต้องอบายอย่างที่คนทั้งหลายคิดตื้นๆ กัน

ธรรมวินัยนี่ ท่านชี้ไว้เพื่อรักษาใจ และใจนี้ เจ้าของเป็นคนรักษา

ไม่ใช่ให้ใครผู้ใดมาตัดสินด้วยความถูกใจหรือไม่ถูกใจของใคร

กฎหมาย เขามีไว้ป้องกันเมือง

วินัย ท่านมีไว้ป้องกันใจ

เด็กน้อยว่ายน้ำไม่แข็ง ก็ต้องมีข้อห้ามป้องกันไม่ให้ลงน้ำลึก

ผู้ใหญ่ที่แข็งแรงว่ายน้ำแข็งแรง น้ำลึกแค่ไหน วินัยทั้งหลายเก็บไว้ในใจ

วินัยไม่ได้มีไว้เพื่อเอามาอวด

วินัยมีไว้เพื่อรักษา ใจ

ใจที่มีวินัย ใช่จะต้องถูกใจใครตามคำพูดใคร ว่าเป็นผู้มีวินัยหรือไม่มี

คำถาม : มิได้มีเพื่อความสงบของหมู่คณะ เพื่อความเป็นระเบียบของหมู่คณะ เพื่อควบคุมความประพฤติตามอำเภอใจ หรอกเหรอครับท่านอาจารย์

พระอาจารย์ : จะกล่าวไปใยกับสิ่งที่กล่าวมาซึ่งใครๆ ก็รู้ ท่านปล่อยรู้

ใจที่มันไม่มีวินัย เอาวินัยไหนมารักษา มันก็ไม่มีวินัย

บ้านเมืองมันมีกฏหมาย ก็เพื่อป้องกันโจร ที่จะมาเบียดเบียน

แต่โจรก็คือโจร มันไม่ได้กลัวกฏหมาย

ใจที่มันละอายชั่ว จะมีกฏหมายหรือไม่มีกฏหมาย มันก็ไม่มีโจร

วินัยนี่ เปรียบเหมือนกฏหมาย

กฏหมายดีแค่ไหน หากใจที่มันไม่ละอาย กฏหมายไม่มีผล

กุลบุตรที่บวชมาเพื่อพ้นทุกข์ มีใจเป็นศีลที่ไม่ต้องมาคอยรักษา พระธรรมวินัย

มีแต่พระธรรมวินัยที่ตั้งไว้ คอยรักษาเขาให้ใจมันร่มเย็น

สมัยโบราณ เรื่องวินัยนี่ เกิดจากพวกเดียรถีย์ที่ชอบทำให้ชาวบ้าน เสื่อมศรัทธา

ท่านจึงห้ามไว้ว่าอย่าทำ

พระธรรมวินัยไม่ได้เกิดจากข้อห้ามของใคร แม้แต่ผู้มีพระภาคเจ้า

พุทธศาสนา ไม่ได้มีข้อห้ามใคร

มีแต่ชี้ให้เห็นว่า ผลเป็นอย่างไรในสิ่งที่ทำ

พุทธฝ่ายมหายาน ไม่ยอมรับ ข้อพระธรรมวินัย และพระอภิธรรม เพราะพระธรรมวินัย เป็นเรื่องของพวกทุศีลที่กระทำกัน

พวกพุทธฝ่ายมหายาน เอาสติปัญญาเป็นสำคัญ เขาถือว่า นักบวชผู้ขาดสติ ก็คือพวกทุศีลอยู่แล้ว

นี่เขามีความเชื่อสืบๆ กันมาอย่างนี้

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง สมัยก่อน พระใส่จีวรผืนเดียว ณ วันที่ 10 มกราคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง