ทุกข์ที่วนเวียนอยู่ทุกวัน

ทุกข์ที่วนเวียนอยู่ทุกวัน

1401
0
แบ่งปัน

วันนี้ที่นี่เย็นเอามากๆ ข้าเองนี่ ร่างกายภายในไม่ค่อยจะสู้ดี

หากหนาวมากๆ ความทุกข์จากผัสสะกายมันจะเผาผลาญใจมากมายทีเดียว

อันความทุกข์นี้ มันเป็นของดีสำหรับผู้ออกจากทุกข์

แต่มันเป็นสิ่งอัปรีย์ จัญไร ของผู้ที่ไม่อยากออกจากทุกข์

ความทุกข์นี้ ใครๆ ก็ไม่ชอบ แต่เราไม่รู้ว่า เราชอบที่จะกอดและอยู่กับมัน

ทุกข์ทั้งหลายนี้ ขอให้เรานำมันมากำหนดรู้ไว้

ว่าการเกิดมา ยังไงๆ ก็ย่อมเผชิญทุกข์

จิตมันเอาความชอบและไม่ชอบ มาเป็นเสบียงในการก่อกำเนิด

หากเราไม่นำทุกข์ที่เรามีโอกาศเกิดมาผัสสะอยู่ด้วยปัญญา

เราก็จะไม่รู้ว่า การเกิดมาไม่ว่าจะอยู่สุขสบายยังไง มันก็เป็นทุกข์

ทุกข์ทางกาย เช่น แก่ เจ็บ ป่วย เป็นโรค ทุรภาพ

ทุกข์ทางวาจา เช่น คำพูด การแสดงออก การสูญเสีย ความโหยหา ความอาลัย ฯ

ทุกข์ทางใจ เช่น ความไม่ได้ดั่งใจ ความไม่แน่นอน คิดมา ฟุ้งซ่าน อึดอัดขัดข้อง เศร้าหมอง

สิ่งเหล่านี้เราต้องเผชิญเป็นธรรมดา เมื่อยังมีการเกิด

เมื่อเกิดมาแล้ว มันเป็นผลแล้ว เราก็ยอมรับผลที่เกิดมาตามเหตุปัจจัยนี้ซะ

การยอมรับผล ไม่ใช่การจำนนต่อผล

ชาตินี้ได้แค่นี้ ก็ยอมรับเท่าที่มี เพราะจะมีหรือไม่มี มันก็ต้องเผชิญทุกข์เหมือนๆ กัน

คนรวย ก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องจาก ต้องพรากเหมือนกัน

ตรงนี้ เราออกเดินทางบนเส้นทางเดียวกัน ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าใคร

หากเรามีปัญญาเข้าใจตรงนี้ เราก็จะไม่ทุกข์ใจ ว่าเขาดีกว่าเรา เราเสมอเขา หรือเขาด้อยกว่าเรา

เราทุกคน มีทุกข์ที่ต้องเผชิญ เหมือนๆ กัน

คนที่มีปัญญา ท่านนำทุกข์ที่ต้องเผชิญนี้ มากำหนดรู้ถึงความเป็นทุกข์

ไม่ใช่เอาใจเข้าไปเป็นเจ้าของความทุกข์

จะเป็นหรือไม่เป็นมันก็ทุกข์ ท่านยอมรับว่าการเกิดมันเป็นเหตุแห่งทุกข์

ท่านเอาทุกข์มาเป็นครู มาสอนใจว่าเกิดอีกเมื่อไหร่

ใจดวงนี้ก็จะต้องกลับมาเผชิญทุกข์เช่นนี้อีก

ท่านจึงหาวิธีที่จะไม่ต้องกลับมาเกิด

ท่านนำเอาทุกข์ทั้งหลายนี้ มาเป็นครูสอนใจ

ไม่ได้เอาทุกข์ทั้งหลายมาเป็นตัวตนเจ้าของทุกข์

เราไม่เอาทุกข์ แต่เราอยากเกิดมาเพื่อมีทุกข์

นี่เป็นความตลกอย่างคาดไม่ถึงของความเป็นเรา

ทุกข์ทั้งหลายนี้มันเป็นตำราให้เจ้าของเรียนรู้

เรารู้ทุกข์จากตำราของจริงด้วยใจที่เป็นทุกข์กับสิ่งที่ต้องเผชิญ

ตำราเล่มนี้ อ่านปุ๊บฟังปุ๊บ มันเข้าใจเลยทันที ว่ามันสาหัสกับความเป็นทุกข์ยังไง

เป็นแต่ใจเรามันไม่ค่อยจำ มันมักลืมเลือนตำราที่มันเผชิญ

มันไม่เอาตำราแห่งทุกข์มากำหนดรู้ไว้ มันชอบที่จะไปเป็นเจ้าของตำรา

ทีตำราในกระดาษมันจำนักจำหนา ตำราในกระดาษ กับตำราแห่งการเผชิญจริง มันไกลกันโข

วิปัสสนานี่ อาศัยความเป็นจริงในขณะที่เผชิญ มันจะเข้าใจและเข้าถึงความจริงได้อย่างถ่องแท้

เราต้องเรียนรู้จากสิ่งที่มี ไม่ใช่ไปเรียนรู้จากสิ่งที่ยังไม่มี

ความว่าง มันต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ไม่ว่าง

การวางก็เรียนรู้จากสิ่งที่มันมี

ไม่ใช่ว่า ไม่มี นี่เป็นการวาง ไร้จากสรรพสิ่งนี่เป็นความว่าง

ไม่ใช่อย่างนั้น

หากเหตุเบื้องลึกมันโง่อยู่ ว่างและวางแค่ไหน มันก็โง่อยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปรง

พวกทำตัวเป็นเจ้าของความว่าง เป็นอัตตาที่ทำขึ้นมาให้ว่าง และวางทุกสิ่ง

เอาอัตตาแห่งความนึกคิดนี้ เป็นนิพพาน

เอาความว่างเป็นนิพพาน นี่ พวกลัทธินอกศาสนาโบราณ มันคิดกันอย่างนี้

คำว่าพุทธนี่ เป็นปัญญา ศาสนาพุทธ เป็นความเชื่อด้วยปัญญา ไม่ใช่เชื่ออย่างงมงาย

ความทุกข์ทั้งหลายที่เราต้องเผชิญนี่ มันเป็นธรรมดาของการเกิด

เกิดมาแล้วเราจะไปเอาความคิดใส่ว่า มันเป็นธรรมดา โดยเอาตัวตนเข้าไปทำตัวคิดว่า กูว่าง กูวางจากความเป็นทุกข์ทั้งหลาย ความคิดเห็นเช่นนี้ โง่หลายๆ

เมื่อเกิดมาแล้ว เราว่างและวางจากความทุกข์ทั้งหลายนี้ ไม่ได้เลย

เหตุเพราะเราเนื่องด้วยสังขารและกองขันธ์ ที่มันประชุมรวมตัวกันอยู่ ทำตามหน้าที่ของมัน

พุทธศาสนานี้ ชี้ให้เห็นธรรมชาติความจริง และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้ โดยความเข้าใจ

ไม่ใช่กำหนดใจ หรือเอาออกไป ให้มันว่าง

ว่างเช่นนี้ มันเป็นอัตตา เป็นตัวตนที่ทำขึ้นมา ว่าเจ้าของนั้นว่างจากความทุกข์ทั้งหลาย

นี่เป็นมานะตัวหนึ่งที่เจ้าของเข้าไม่ถึง

บางพวกก็เลยชี้สอนบอกกล่าวว่า

เราไม่ต้องไปทำอะไร มันเป็นของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว

ว่างอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว ยิ่งทำยิ่งปฏิบัติ ก็จะยิ่งเพิ่มอัตตาตัวตน

นี่คำชี้นี้โง่หลายๆ เอาความเห็นและอัตตาตัวตนเข้าไปชี้

นี่ผู้ชี้ไม่เข้าใจเรื่องอริยสัจ ไม่เข้าใจเรื่อง อิทัปปัจจยตา ไม่เข้าในปฏิจจสมุปบาท ไม่เข้าใจในอวิชชา

เอาอัตตาแห่งตัวตนเข้าไปชี้ภูมิปัญญาแห่งคนที่ไม่เหมือนกัน ให้เข้าใจในความว่าง

และเป็นความว่างที่เป็นอัตตาตัวตนโดยที่เจ้าของ มองไม่เห็นด้ามที่ส่องไฟจ้า ส่งไปทางอื่น
ทุกข์นี้ ท่านให้นำมาเรียนรู้ นำมาย้อมจิตให้มันขยาดต่อความทุกข์ทั้งหลาย

ความทุกข์นี้ เหตุเกิดมาจาก สมุทัย

สมุทัยนี่เป็นการก่อเหตุ ให้ดำเนินกระแสมาทางทุกข์

เหตุแห่งสมุทัยคือ ตัณหาที่ผุดขึ้นมาจากใจไม่รู้จบ

ที่มันอาศัยเวทนาที่เกิดมาจากผัสสะ ทาง ตา หู ลิ้น จมูก กาย ใจ ของเจ้าของนี่แหละ

นี่ความจริงมันอยู่ตรงนี้ ธรรมดามันอยู่ตรงนี้

จะข่มใจจะทำตัวให้ว่างอย่างไร จะรู้จะเข้าใจยังไง

ตราบใดที่ยังมีสังขาร สิ่งเหล่านี้มันก็ต้องเกิด

เกิดแล้วมาทำใจให้มันว่าง นี่โง่หลาย

เกิดแล้วไม่ทำอะไร นี่ก็โง่หลาย

เกิดแล้วกูวางจากสิ่งที่เกิด นี่ก็โง่หลาย

เกิดแล้วกูไม่สนใจเฉยๆ ไม่เอาอะไรทั้งนั้น นี่ก็โง่หลาย

สมัยโบราณก็มีลัทธิเหล่านี้ ตั้งเป็นศาสนาขึ้นมา คือว่างและวางโดยไม่เอาอะไร

พุทธจึงเกิดขึ้นมาได้ท่ามกลางความโง่เช่นนี้ เพราะความว่างและวางที่เข้าใจกัน

มันไม่ทำให้ในดวงนี้ พ้นทุกข์

ที่ไม่พ้นทุกข์ เพราะเป็นอัตตากระทำขึ้นมา เพื่อให้โลกรู้ว่า และตนเองเห็นว่า

มันไม่ได้เกิดจากความเข้าใจธรรมดาแห่งเหตุและปัจจัยที่มีที่เป็น

นี่เรียกว่า ไม่รู้จักทุกข์

ไม่รู้เหตุแห่งทุกข์

ไม่รู้การดับทุกข์

ไม่รู้หนทางแห่งการดับทุกข์

อะไรมาเผชิญกับใจ จึงว่างแม่งลูกเดียว

ที่สุดตายห่าไป มันก็ต้องกลับมาเกิดให้ทุกข์ใจอีก

เพราะมันไม่ได้แก้อวิชชาที่ตัวมันเป็นมา และกำลังเป็น

ควายมันกินแต่หญ้า มันว่างจากยึดมั่นนั่นนี่ของมันเป็นธรรมดา

แต่ควายก็คือควาย มันไม่เข้าใจว่า แม้จะกินหญ้าทั้งชีวิตไม่ยึดมั่นต่อสิ่งใด มันก็เป็นแค่ควายที่เกิดมาเป็นควายก็เท่านั้น

ไม่มีอะไรดีในความว่างที่เกิดมาเป็นควาย

เช้านี้ต้องทำงานแล้ว คุยกันหนุกๆ ตามประสาน้องพี่ สวัสดี

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง จิตล่องลอย ณ วันที่ 16 มกราคม 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง