พระยืน โยมนั่ง พระอาบัติถามตอบกัน

พระยืน โยมนั่ง พระอาบัติถามตอบกัน

604
0
แบ่งปัน

พระยืนโยมนั่ง พระอาบัติ ถามตอบกัน >> คำถาม : กราบสาธุธรรมเจ้าคะ 5555 ขำช่วงท่อนสุดท้าย พระอาจารย์ หนูเคยได้ยินมาว่าถ้าพระให้พรเกิน 4 หรือ 5 คำ พระจะอาบัติ (นักอภิธรรมเล่าให้ฟัง) หนูสงสัยว่ามันเกี่ยวกันไหมแล้วทำไมถึงอาบัติอ่ะเจ้าค่ะ

<< พระอาจารย์ : มันมีความหมายของเหล่าเกจิอาจารย์ว่า การให้พรยาวๆ จะทำให้ใจเจ้าของสำคัญผิดตัวตน ว่าเป็นผู้ทรงคุณน่ะ Rung Muggle และในบาลี มีคำแปลสั้นๆ ว่า ขอให้เป็นสุข พวกนักอภิธรรมมันก็ว่ากันไป ชอบคิดเอาว่าอย่างนั้นว่าอย่างนี้ บางคนก็ให้ บางคนก็ไม่ให้ บางคนถือว่ามาโปรดสัตว์ เขาไม่ได้มาขอ เขาจึงไม่ได้ให้ แต่ความจริงก็คือ มาขออาหารชาวบ้านนั่นแหละ ขอบใจที่เขาทำกุศลให้ ก็ไม่เห็นจะแปลก โลกก็คือโลกนั่นแหละ สร้างกฏเกณฑ์มากไป ยุ่งยากใจยุ่มย่ามไปเสียเปล่าๆ มรรคผลนิพพานไม่ได้อยู่ตรงนี้ บางคนก็ยึดกันซะ ไม่เข้าท่า เพราะฟังๆ เขาเล่ามาโดยไม่รู้เหตุ

>> คำถาม : อ่อ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ กราบขอบคุณเจ้าค่ะ พระอาจารย์คะ หนูขอสงสัยอีกเรื่องนึงเจ้าค่ะ ที่ท่านว่าพระยืนให้พร โยมนั่งรับพร เหมือนเป็นการไม่เคารพโอวาทธรรม นู๋สงสัยอ่ะเจ้าค่ะ ว่าทั้งๆ ที่เป็นการนั่งรับพรด้วยความนอบน้อมแต่ทำไมถึงสื่อให้เห็นว่าไม่เคารพโอวาทธรรม นู๋ตีนัยยะตรงนี้ไม่แตก ขอพระอาจารย์ช่วยชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ

<< พระอาจารย์ : นัยยะนี้ว่าตามพระไตรปิฏก ในสมัยที่พระพุทธองค์เสวยภูมิเป็นชาวบ้านธรรมดา ได้ขึ้นไปขโมยมะม่วงในเขตราชวัง และได้เห็นพราหมณ์แสดงธรรมแก่พระราชา พระราชานั่งบนบังลังก์ แต่พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ยืนชี้สอน ท่านจึงกระโดดลงมาแล้วจึงประกาศว่า “.. แม้ท่านเป็นโจรมาขโมยของ แต่ก็ยังรู้สึกละอาย แทนพระราชา ที่ไม่ให้เกียรติครูผู้เป็นอาจารย์ ให้ท่านยืนแต่เรานั่งฟัง ทำไมไม่ให้ท่านนั่ง แล้วเราจึงนั่ง ถ้าท่านยืนเราก็ควรยืน จะไม่ดูเป็นการเอาเปรียบ เวลาเรานั่งอยู่ เมื่อเวลาผู้ทรงคุณเดินออกมา ทำไมเราจึงต้องลุกขึ้นยืนต้อนรับเล่า นั่งต้อนรับไม่ได้หรือ ?? พระราชาเสด็จมาถึงบ้าน มีใครบ้าง ไม่ลุกขึ้นไปยืนต้อนรับ นี่..สมมุติแห่งจริยาการให้เกียรติ มันมีมาอย่างนี้ ..” ส่วนเรื่องพระยืนโยมนั่ง มันก็มาในแนวนัยยะเดียวกัน แต่มีเรื่องแห่งเหตุปัจจัยอื่นมาประกอบธรรม ตามความเป็นจริงแห่งองค์ประกอบด้วย

>> คำถาม : เพิ่งทราบว่านั่งย่อๆ รับพรพระเมื่อใส่บาตรเสร็จทำให้พระอาบัติ ขอขมาค่ะทำผิดไปโดยไม่รู้ไม่เจตนาค่ะขอขมาพระทุกรูปที่ข้าพเจ้าทำผิดพลาดไป

<< พระอาจารย์ : เหล่าพระก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกัน Chuenhatai Jariyaprapapun ฉะนั้น เราไม่ผิดอะไร มันเป็นเรื่องของจริยา ป้องกันใจไม่ให้ไหลไปตามกระแสแห่งผัสสะน่ะ สาวๆ บางคนเข้าวัด ใส่กระโปรงสั้น เสื้อเว้าลึกเกือบเห็นหัวนม แม่เจ้าประคุณเอ๋ย สัญชาติญาณอยากสืบพันธุ์คนเรา มันมีเป็นธรรมดาอยู่เสมอ พอสาวๆ แม่เจ้าโว๊ยกลับไป พระหนุ่มๆ ที่ข่มใจไม่ไหว เลือดกำเดาพากันไหลกันกระชูด ยิ่งพวกบวชนาน ไม่ว่าหัวหงอกหรือหัวดำ หากกำลังไม่ถึง ขาดการปฏิบัติโยนิโส สงสารมันเหอะ แม่เจ้าโว๊ยกลับไป พวกเข้ากุฏิ ล่อว่าวดุ๊ยดุ่ยกันเป็นแถว ทีนี่เองสาวๆ พากันมามาก แต่ละคนไม่ค่อยได้เรียบร้อยเหมือนที่อื่นเขา มานั่งใส่กระโปรงสั้นหนีบน้อยหนีบใหญ่ เบื้องหน้าข้า ข้าก็นั่งเพ่งดูหอยมันซะเลย ใส่มาโชว์มาอวดหอย มันก็ต้องดูซิ แหม๋..ดันอายข้าซะอีก นั่งหุบนั่งหนีบใหญ่ หาผ้าปิดแทบไม่ทัน แล้วมันจะใส่โชว์มาทำไม ในเมื่อที่นี่มันเป็นแดนปฏิบัติใจ พระเณรมันก็มีไข่กันทั้งนั้น หากเข้าหาวัดหาพระ เราก็ดูแลเสื้อผ้าให้มิดชิดเหล่าพระเณรในวัด ใช่ว่าทุกท่านจะได้รับการอบรมจิต ให้รู้ดีชั่ว ลำพังประคองใจอยู่ในเพศห่มฝาด บางท่านมันก็เหมือนติดคุกอยู่แล้ว เขาไม่ได้บวชมาเพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์ เขาบวชมาด้วยความจำใจก็มีมาก บางคนท่านตั้งใจดี ปฏิบัติดีมั่นใจผีเผยเสือสางอะไรตายเป็นตายท่านก็ไม่กลัว แต่พอเจอเขาอ่อนขวิดเข้าไป สะกิดชายโครงหน่อยเดียว จิตกระเจิง เลิกภาวนาไปเลย บางคนรู้มาก ทำเป็นออกความเห็นว่า การเห็นนิดเห็นหน่อยแล้วเอาไปคิด และเกิดอาการนี่ไม่ต้องมาบวชแล้ว ไอ้บ้านี่ มันไม่ได้มาบวชเป็นพระนี่หว่า มันเอาความคิดมันเข้ามาคิดแทน เอาความคิดมายัดเยียดให้ผู้อื่น ไอ้ที่เห็นแว๊บๆวอมแวมนั่นแหละตัวดีนัก อะไรที่รู้ไม่ชัดจิตมันชอบปรุง เหมือนเอาเบนซินมาล่อไฟ พระเขาขังตัวเองในปาริวาส มีเขตกั้นใจไม่ให้ออกไป ใจมันก็กดดันอยู่ ไม่ใช่บวชแล้วกามมันจะตายด้านนี่หว่า บวชมาเขาต้องฝึกการข่มใจ ที่ข่มได้มันก็ดีไป ข่มไม่ได้มันก็เลือดกำเดากระชูด เหล่าโยมจึงควรระมัดระวังตัวด้วย ไม่ใช่จะให้แต่พระเฝ้าระวังใจตนเอง แม้จะบวชเป็นพระ มันก็นาๆจิตตัง แต่ละคนมันไม่เท่ากัน คุมใจไม่ทันอาบัติหนักมันก็ตามมา

>> คำถาม : อยู่ที่เจตนา…ของผู้ให้ ธรรมดา พระต้องอยู่สูงเพราะเป็นของสูง แต่บุคคลใด อยู่เสมอเหมือน บุคคลนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับ คนไม่มีความเคารพ… ถ้า พระอาบัติ เพราะโยมนั่งใส่บาตร ข้าพเจ้า ขอหลักฐานอ้างอิง จากต้นโพธิ์… หรือคำพูดนี้ พระคุณเจ้า คิดเอง …แต่ไม่ใช่คำสอนพุทธองค์ ?????

<< พระอาจารย์ : ฟังเหตุฟังผลให้ดี ตะวันสวยที่ปลายฝัน ดีจัง ทางสว่าง เจตนาดีทั้งนั้นแหละ แต่พระท่านอาบัติรู้ไหม สูงต่ำมันอยู่ที่จิตใจ ไม่ใช่กริยาท่าทาง โจรมันน้อมกายลงต่ำ แต่ใจมันจ้องฆ่า เรื่องท่าทางสูงต่ำ มันไม่เกี่ยวกัน เจตนาดี แต่พระทำใจลำบาก โบราณท่านจึงห้ามไว้ เป็นแต่ใจเราดื้อด้านพากันคิดเอาเอง ด้วยความเห็นเพียงมุมเดียว

>> คำถาม : ถ้าอาบัติ ข้อไหน ในศีล 227 ช่วยบอกที จะได้ไป บอกต่อ …

<< พระอาจารย์ : ธรรมะอันหลากหลาย ใช่ว่าพระพุทธองค์จะต้องชี้ทุกเรื่อง ยึดอย่างนี้มันก็บ้าธรรมแล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่าพระผู้ทรงคุณหรือแม้แต่ชาวบ้านเขาก็เข้าใจ อะไรควรอะไรไม่ควร เพื่อเตือนใจในเหตุผลที่เราคาดไม่ถึง อ่านมาก จำมาก ยึดมาก ขาดเหตุขาดผล ในธรรมวินัยมันก็ชี้เด่อยู่ มันต้องให้พระพุทธเจ้าบอกทุกเรื่องหรือไง ในชาดก 500 ชาติก็มี ในเสขิยวัตร 75 ก็มี ไม่เข้าไปทำความเข้าใจเองนี่หว่า พอชี้ให้เห็นออกมา ชามันเต็มถ้วยก็เลยล้นออก

>> คำถาม : ตอบให้ตรงประเด็น ฟังชัดๆๆๆ อาบัติข้อไหน เสขิยวัตร 75 ข้อไหนครับ ถ้าท่านบอกว่าอยู่ในเสขิยวัตร พระคุณเจ้าบอกเอง ว่าอยู่ในเสขิยวัตร 75 ขอชัดๆๆ จะได้บอกต่อ… แต่ถ้า พูดภาษาพระภิกษุจะอาบัติข้อไหน ย่อมมีพระธรรมวินัย รองรับ เหมือน ศีล 5 เราผิด ย่อมรู้ว่าข้อไหน????

<< พระอาจารย์ : ถามว่าข้อไหนนี่ ช่างโง่หลายๆ ข้อศีลหนึ่งข้อ มีข้อย่อยในเรื่องของจริยวัตรเป็นสิบเป็นร้อยข้อ จาก 227 มีข้อประกอบย่อยเป็นพันๆ ข้อ นี่…. เจ้าพวกยึดข้ออาบัติน่ะ มันอยู่ที่ใจไม่ใช่อยู่ที่ข้อ พวกชอบอ้างข้อ เอาข้อศีลที่เป็นคอกกั้นของพวกเดียร์ถีย์มาเป็นข้ออ้าง ศีลแห่งลูกพระพุทธ ขอให้รักษาใจให้มันละอายชั่วกลัวบาปเหอะ ขอแค่นี้ จะมีกี่ล้านข้อ ใจมันก็บริสุทธิ์ >> คำถาม : ตรงประเด็นหน่อย…

<< พระอาจารย์ : มันไม่เข้าใจของมันเอง ข้าขี้เกียจไปยุ่งกับมัน มันอ่านไม่เข้าใจในข้อความ พูดกันไปมันก็ไร้ประโยชน์

นี่… ในตำราไม่เห็นว่า ข้อไหนพระอัดถั่วดำกัน เป็นปาราชิก พวกอัดถั่วดำกันมันบอกว่า พระพุทธองค์ไม่ได้บัญญัติ

เมื่อเช้าท่านมหาบอกว่า พระวัดเดิมเขา ดูดหำกัน แล้วมาโม้ให้ท่านฟังว่า เขาไม่ได้เอาหำสอดใส่เข้าไปในปาก เป็นเพราะปากเข้ามาอมหำเขาเอง เขาไม่ผิด นี่..มันเป็นซะอย่างนี้

แค่ปาราชิกข้อเดียว มันก็มีข้อแยกไปอีกเยอะแยะ หากเอากันเป็นข้อๆ คนมันจะเลี่ยงซะอย่าง ปี้คนไม่ได้ ก็ไปเอาลิง

พอเอาลิงไม่ได้ก็ไปศพ พอเอาศพไม่ได้ก็ไปเอา หมา หมู ไก่ อะไรเรื่อยๆ ไปทั่ว บัญญัติตามกันไม่หวาดไม่ไหว

อาบัตินี้มันอยู่ที่ใจ แม้ฝาบาตรที่ขัดเงาจนแอบมองผ่านทางเงาฝาบาตร ด้วยความกำหนดยินดี …. มันก็อาบัติ …

การยืนใส่นั่งใส่บาตรน่ะมันไม่เป็นไร ไม่ได้ว่าอะไรนี่หว่า

แต่ตอนรับพร นี่พูดถึงตอนรับพร หากพระยืน เราก็ต้องยืน มันเป็นการให้เกียรติกัน

หากให้เห็นชัดๆ เหมือนผู้ใหญ่ท่านยืนให้พร แต่เรานอนฟัง อย่างนี้เห็นชัดไหม ว่ามันไม่สมควร

และโบราณท่านก็กล่าวและชี้ทางในเสขิยวัตร ของพระบวชใหม่ไว้ถูก เพียงแต่คนใจมันดื้อด้านของมันเอง

เปล่าประโยชน์และเสียเวลากับคนพวกนี้ เอาตำรามากางทั้งๆที่มันยึดตำรา มันก็ไม่เสือกดู ไอ้ห่า..มันก็เถียงข้างๆคูๆไปเรื่อย บวชมาหลอกแดกชาวบ้านรึเปล่ามันยังไม่รูตัวเลย…

******************************
พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง ยืนรับพร พระอาบัติ..!!
ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2557
โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง