กฐินบุญญพลัง

กฐินบุญญพลัง

2239
0
แบ่งปัน

วันนี้ เราพูดเรื่องของกฐิน กันดีกว่า นี่ก็ใกล้ออกพรรษาแล้ว สมัยก่อน ภิกษุที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า บังเอิญเข้าพรรษาซะก่อนท่านอยู่จำพรรษาก่อนที่จะมาถึง เมื่อออกพรรษา จึงรีบเดินทางมาเข้าเฝ้า แต่ฝนที่ยังตกพรำลงมา ทำให้ผ้าจีวรเปียกไปหมดทั้งตัว 

ท่านมาปวารณา การถึงที่สุดแห่งธรรมต่อหน้าพระพักต์ เพื่อการยืนยันและโมทนาสาธุคุณ จากพระพุทธองค์ท่าน ตำราโม้มาว่าไงไม่รู้ นี่ถามกันข้างๆ นี่แหละ ผิดถูกโทษคนข้างๆ เด้อ ข้าเองไม่รู้จริงๆ ตำราว่าไว้ประมาณนี้ครับ

ขณะนั้น เป็นเวลาสาย นางวิสาขาเองได้จัดอาหารมาถวายพระพุทธองค์ท่าน พร้อมเหล่าสาวกผู้ติดตาม พระที่มาด้วยกันทั้งหมด รวมกันมีแปดพระองค์ แต่ละองค์ต่างก็เปียกโชกกันไปด้วยกันทั้งนั้น

สมัยนั้น ท่านไม่ใด้ใช้สบง ท่านใช้ผ้าคลุมห่มเป็นผืนเดียว บางรูปก็เป็นผ้าห่อศพ ที่เขาทิ้งลอยมาตามแม่น้ำ บางรูปก็เป็นผ้าเนื้อดี แต่ขาดและทะลุ เต็มไปด้วยบาดแผลแห่งรอยปะ ท่านทั้งหลายมีผ้าผืนเดียว เอาไว้ใช้ห่มกายเท่านั้น พระสมัยนั้น มีกันอยู่แค่นี้

แต่พระในเมือง มีผ้าจีวรกันคนละหลายผืน พระอยู่ป่า มีแค่ผืนเดียว สังฆาฏิ ก็ไม่มี พอใจกันมีอยู่แค่ผืนเดียว นางวิสาขา เห็นแล้วเกิดความเลื่อมใส จึงขออนุญาติ พระพุทธองค์เจ้า ถวายผ้าให้แก่พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้น

พระพุทธองค์เอง เมื่อดูตามเหตุปัจจัยแล้ว ก็ทรงอนุญาติ เป็นที่ยินดีแก่นางวิสาขาเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่า พระภิกษุเหล่านั้น ไม่ขอรับ เกรงว่า จะเป็นการทำลายธุดงค์ที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้ถึงความสันโดษไว้

แต่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ดูกรภิกษุ การพอเพียงแห่งปัจจัยนั้นพึงมีอยู่ ใจที่อาศัยความพอเพียงนั้นเป็นเครื่องอยู่ ย่อมเป็นทานอันเป็นกุศลใหญ่ของผู้ให้

พระภิกษุทั้งแปดจึงน้อมรับเหล่าจีวรนั้น มาเป็นเครื่องห่มกาย ซึ่งเป็นทานครั้งแรกที่นางวิสาขา ได้ขอให้พระพุทธองค์ ทรงถวายผ้าไตรแก่สงฆ์

อานิสงส์นี้ พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ ว่าเป็นอานิสงส์ใหญ่ จะหาอานิสงส์ไหนมาเทียบเคียงได้ยาก ที่ใหญ่ เพราะผู้รับไม่ได้ มีความยินดีที่จะแสวงหา มีความพอใจอยู่ในสันโดษ ไม่มีความโลภในลาภสักการะ

ผู้ให้ ก็ให้ด้วยความมีเมตตา ไม่ได้ต้องการประสงค์สิ่งใดนอกจากมีใจอยากให้ กายของภิกษุได้พ้นหนาว อานิสงส์ครั้งนี้ ที่พระพุทธองค์ทรงโมทนา เลยเป็นที่มาของการถวายผ้าให้แก่ภิกษุสงฆ์ นับจากนั้นเป็นต้นมา

ทุกครั้งที่ออกพรรษา ชาวบ้านจะมาแย่งกันถวายผ้า จนเกิดปัญหา เหล่าเดียร์ถีย์ที่มาบวชเอาผ้าไปสะสม ท่านจึงออกกฏให้ถวายให้แก่ผู้ที่สมควรได้แค่ผู้เดียว ที่ผ้าเก่า ผ้าขาด หรือจีวรเศร้าหมอง ไว้ห่มกาย

เมื่อมีกฏออกมายับยั้งเช่นนี้ ชาวบ้านที่หวังอานิสงส์ใหญ่มีมาก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะใครๆ ก็ต้องการเป็นเจ้าของผ้าที่จะได้ถวายสงฆ์

ท่านจึงจัดให้มีการ นำผ้ามาร่วมกันเย็บเป็นผ้าจีจร หลายๆ คนให้มีส่วนร่วมช่วยๆ กัน เรียกว่าการกระดึงผ้า การทำกระดึงผ้านี้ก็หมายความว่า นำผ้ามาขึง หนีบรัดกับไม้ไผ่ เหมือนเวลาเราจะปักชื่อลงบนเสื้อ แบบนั้น เขาเรียกว่ากระดึง

การกระดึงผ้าที่นำมาแล้วเย็บกันไป เสร็จแล้วก็นำไปย้อม แล้วผู้ร่วมพิธีทั้งหลายก็จะร่วมกันถวายผ้าที่กระดึงและย้อมแล้วนั้น ต่อภิกษุ

การกระดึงผ้านั้นแหละ เรียกว่า กฐิน ที่เป็นอานิสงส์ใหญ่ ต้องมีองค์แห่งปัจจัยพร้อม แบบนางวิสาขาโน่น อย่างนั้น ถึงจะมีอานิสงส์หนัก ทั้งผู้ให้และผู้รับ ต่างบริสุทธิ์

เมื่อพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ การทำกุศลในครั้งนี้ เป็นอานิสงส์สูง ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็จำกันไปทำเป็นประเพณี

คราวนี้ สงฆ์จะมีผ้า ไม่มีผ้า พอถึงเวลาออกพรรษา ชาวบ้านต่างก็พากันมาทอดกฐิน ตอนหลังมาแปลงกันเป็นผ้าบังสุกุล สมมุติว่าเป็นผ้าไม่มีเจ้าของแล้วรับเอามามอบให้สงฆ์ผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้รับ

ประเพณีต่างๆ มันก็แปลเปลี่ยนกันไปตามกาล และสถานที่ จนมาถึงบัดนี้ กฐินเป็นการหาเงินเข้าวัด วัดใดไม่มีกฐิน วัดนั้นพระทั้งหลายไม่อยากคบด้วย

ออกพรรษาทีหนึ่ง พระก็มักจะถามกัน ว่าที่วัดท่าน จัดกฐินได้ตังค์เท่าไหร่ เดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างนี้ไปแล้ว ไม่ได้เป็นบุญที่ออกมาจากใจ ทั้งผู้ให้และผู้รับ

กฐินทุกวันนี้ จึงมีอานิสงส์น้อย ที่ตำราเขียนว่ามาก มันมากเพราะมีเหตุ พระและคนรุ่นหลัง เอาเหตุและอานิสงส์นั้น มาเป็นเครื่องชู เอาไว้หากิน โดยไม่รู้ตัว

บางวัด วัดจัดการพิมพ์ซอง ทำซองเตรียมไว้แจกชาวบ้าน วัดทำเอง หาเจ้าภาพเอง ก็บอกๆ กันกับคนที่มาวัดกันนั่นแหละ ให้เอาซองไปช่วยแจก ไม่มีเจ้าภาพเป็นผู้จัดการอะไรให้วัดหรอก วัดจัดการทุกอย่างแทนชาวบ้า

วันเวลา วัดก็เป็นผู้เลือก ชาวบ้าน แค่เป็นผู้เอาซองออกไปแจก นี่เพราะความที่ปลูกฝังกันมา ว่าการทำกฐิน เป็นบุญกุศลใหญ่ พวกเราก็เลยคิดกันว่า มันใหญ่จริงๆ ขอเป็นเจ้าของกฐินซักครั้ง

มันใหญ่ ต้องผู้รับและผู้ให้ บริสุทธิ์ และไม่ใช่การทำกฐินเรี่ยไรเงิน เรี่ยไรเงินเมื่อไหร่ มันเป็นกฐินตรงไหน ที่เขาฝากเงินฝากของมาร่วม เพราะเขามาร่วมงานเองไม่ได้ เขาให้เงินให้ของมา เพื่อใช้หล่อเลี้ยงคนที่มาร่วมงานได้มีกินกัน

เดี๋ยวนี้ มันเป็นกฐินกระตังค์ ไม่ใช่กระดึง เงินที่เขาฝากๆ กันมาร่วม มันต้องมีวัตถุประสงค์ การทำกฐินยุคนี้ก็เลยเป็นการทำกุศลอย่างหนึ่ง ที่เราต่างมาทำกันให้ส่วนรวม แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นอานิสงส์ที่สูง เพราะทำด้วยใจที่เป็นกุศลจริงๆ

เหลือแต่ผู้รับเท่านั้น หากไม่บริสุทธิ กฐินนั้น ก็เป็นกฐินงานบุญทั่วๆ ไป แต่หากผู้รับบริสุทธิ กฐินนั้น ก็ได้ชื่อว่ายังเป็นกฐินที่สมบรูณ์อยู่ ขอให้บริสุทธิทั้งสองฝ่าย อานิสงส์สูงไม่แพ้ของนางวิสาขา

ที่สำคัญ เราต้องทำด้วยศรัทธา กฐินนั้นจึงจะสมบรูณ์เต็ม โอเคนะ เมื่อยแล้ว แมลงเยอะด้วย การทำกฐินที่บุญญพลังนี้ เป็นการทำกฐินแบบโบราณ

พระธรรมเทศนา โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง