ธุดงค์…

ธุดงค์…

982
0
แบ่งปัน

>> ลูกศิษย์ : หลวงตาปอสงกะสัย การทำสมาธิเพื่อให้มีอารมณ์เดียว แล้วทำให้ปัญญาเราคมในการพิจารณาธรรมใช่ไหมค่ะ

ธุดงค์...แล้วหากเราทำสมาธิแล้วฟุ้งซ่านคิดนั้นคิดนี่แล้วไม่รำคาญนี่ก้อถือเป็นสมาธิป่าว หากมีสมาธิตอนฟุ้งซ่านจะพิจารณาธรรมได้ไหม หลวงตาคราาา

<< พระอาจารย์ : การทำสมาธิ ก็เพื่อให้ใจมันชิน และมีที่ตั้งแห่งจิต เพื่อข่มเวทนาน่ะ

คนมีสมาธิ จะพิจารณาหรือไม่พิจารณาธรรม ไม่เป็นไรหรอก เราฝึกสมาธิไว้ เพื่อให้เป็นผู้ชินกับการมีอารมณ์เดียว

มีสมาธิไว้ฆ่าคนก็ได้ ไว้ทำดี ทำชั่ว ทำงาน ไว้พิจารณาผัสสะอะไรต่างๆ เพื่อความเฉียบคม ให้ใจมันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ข้าทำสมาธิทุกวัน ไม่ได้ทำเพื่ออะไรทั้งนั้น ทำไปเพราะเป็นเครื่องอยู่ของใจ ทำไปก็แค่ใจมันได้พัก ก็เท่านั้น มันแตกต่างจากการทำสมาธิแบบสมัยก่อนๆ ที่นั่งทำกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

บางคนเอาสมาธิเป็นเรื่องใหญ่ มีพระบวชใหม่เคร่งจัด ทำสมาธิหน่อย ก็มักจะแหกปากร้องบอกชาวบ้าน ให้มาช่วยกัน โมทนายินดี

สวดมนต์หน่อย ก็ประกาศบอกชาวบ้าน ให้ร่วมกันโมทนาบุญกัน ทำอะไรด้านกุศลที่คนเขายกย่องหน่อย มันก็ร้องแหกปากโชว์แล้ว ทีแอบชักว่าวกัน มันเสือกไม่แหกปากบอกใคร ว่ามันแอบชักและเสียวอยู่คนเดียว ไม่เผื่อใคร

เขาเรียกว่า ทำไปเพื่อได้อวด ทำเล็กทำน้อย มีแต่ท่า ก็ขอให้ได้อวด ถ้าไม่อวด แล้วมันหมดแรงจูงใจทำ บางพวกประกาศบอกบุญ จะไปธุดงค์ ก็ตระเตรียม มาม่า ของใช้ ยากันยุง อาวุธ เต้นท์ โทรศัพท์ ถ่านที่ช๊าตแบต กระเป๋ารองเท้า เพียบเเป้

เขาประกาศบอกบุญ ว่าจะไปธุดงค์ ธุดงส์พ่อมึง ไอ้ห่า เตรียมตัวยังกะไปเที่ยวป่า ตระเตรียมสิ่งของเครื่องใช้เพียบ มันบอกว่าไปธุดงค์

แถวนี้ นี่..มากันเยอะ มาธุดงค์แต่พกโทรศัพกันเป็นแถว เคยมาพักกันที่เกาะข้า ทำซ่าอวดข้าบอกว่า ขอไปอยู่บนภูเขา
ก่อนไปขอยากันยุง

พระธุดงค์หัวกระดอ กลัวยุง ขอน้ำผลไม้กล่อง ขอเทียน ขอน้ำขวด ขอหมอน ขอแม่งสารพัด นี่..พวกมาธุดงค์ มาแล้วก็พากันถ่ายภาพไปอวดแฟนคลับ ว่านี่เป็นพระ มาอยู่ธุดงค์ นะจ๊ะ เป็นผู้มักน้อยสันโดด ทำตัวท่าทางเจี๋ยมเจี๊ยม หวังให้แฟนคลับศรัทธา

นี่..พวกพระหัวกระดอ มันมาเอาการธุดงค์ ที่มันคิดว่าเป็นการธุดงค์ เอาไปอวดคนเมืองกัน คนเมืองมันชอบพวกพระธุดงค์ พวกนี้มันมาเที่ยวป่าน่ะพี่น้อง บวชเข้าหน่อย มันเข้าใจว่า ถ้าได้เข้าป่าแล้วมันสุดยอด ก็เลยถือการเข้าป่า มาพักในป่า พากันเรียกว่า ธุดงค์

แถบทุ่งใหญ่นี่ มากันเยอะ มาเที่ยวๆ กัน มากันเป็นฝูงๆ ก็มี มาแล้ว กลับออกไปอวดได้ ว่าตัวหำน๊อยนี่ เป็นพระธุดงค์ มาเดิน มานั่งสมาธิกันในป่า ได้ถ่ายรูปออกไปโชว์แล้วเท่ห์ระเบิด

ธุดงค์นี่ คือการลดกิเลส การได้เข้าป่าเพื่อปลีกวิเวก เป็นการธุดงค์อย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ พากันมาเที่ยวป่า และพกหาหยูกยากันโน่นกันนี่ ธุดงค์ แต่กลัวยุง กลัวทาก กลัวลำบาก พกอหาร พกตังค์ พกโทรศัพท์ บุหรี่ กาแฟ หมวก ถุงเท้ากันหนาว โอยยย..สารพัด

บางพวกพกพระมาเต็มย่าม เผื่อเจอผี จะได้กันผีได้ นี่ก็มี การธุดงค์ ขอให้มันเข้าไปธุดงค์จริงๆ  เหอะ ที่ไหนป่าไหนก็ได้ ขอให้ห่างผู้คน ไม่ต้องกลัวอดตาย

เมื่อเข้าป่าแล้ว มันก็สงัดจากผู้คน เมื่อได้เจริญสมาธิจิต มันก็จะสงบและมีกำลังสูง ปัญญาก็จะฉับไวในการแก้กลอุบายจิต

ยามต้องเผชิญเวทนาอะไรต่างๆ  การธุดงค์นี่ ถือว่า มาตาย มาลดกิเลสกันแบบ ตายกันไปข้าง บวชแล้วธุดงค์มาเอาดี อย่าธุดงส์เอาอวด

เอากันจริงๆ เรียกว่า เดินออกกันไปตาย แต่ต้องมีสติและปัญญาประกอบด้วย ไม่งั้นก็ได้ตายฟรี กับการธุดงค์จริงๆ หากเอาจริงและทำจริง

พวกชอบมาอวด มันก็ได้แค่มาอวด ให้โลกชม มันจะหาธรรมอันใดมาเจริญใจ ไม่ค่อยได้ เพราะใจพวกนี้ มันไม่ได้มาเอาธรรม มันมาธุดงค์ เพื่ออวดอ้าง เพื่อหวังลาภ ยศ สรรเสริญ และสุขจากคนได้ชมกัน ก็แค่นั้น

สมัยข้าเข้าป่านี่ ไปกันตีนเปล่า มีบาตรใส่ย่ามใบเดียว นอกนั้นไม่มีอะไร กลดก็ไม่มี ไฟเช็กไฟฉายอะไรก็ไม่มี ข้ากะไปตาย มันจึงได้อะไรที่อยู่ทางฟากตาย มาฝากพวกเราได้

กินแต่ใบไม้ เพราะไม่มีใครมาคอยใส่บาตรให้ กินวันละครั้งบ้าง สามวันครั้งบ้าง เพื่อพออยู่ได้ อยู่ๆ ไป เวทนามันก็เกิด พอเวทนาเกิด มันก็เห็นเวทนาตรงตามความเป็นจริง

คนมาตายนี่ มันจะเห็นความจริง ยามผัสสะเกิดกับกาย คนมาตายนี่มันไม่ได้ห่วงตาย มันจึงมีดวงตาเห็นอาการแห่งกายชัด พอเห็นชัดมันก็เกิดปัญญา

ใจมันไม่ได้ไปขวักไขว่กับกิเลสอะไรมากมาย เดินเหิน เหลียว มอง คู่ เหยียด มันก็ทราบอาการแห่งการเคลื่อนไหวชัด เพราะมันตื่นตัว มันแปลกถิ่น

ธรรมชาติแห่งจิตนี่ มันหวงกายหวงรูป พอมาในที่แปลกถิ่นมันจะระแวง จิตมันตื่นตัว เมื่อมีกำลังสติ สมาธิ เข้าไปประกอบ มันก็จะเห็นอาการแห่งกายชัด

เห็นกายชัด มันก็เห็นเวทนาทั้งหลายที่เกิดกับกาย หิวเอย กลัวเอย ความรู้สึกต่างๆ เอย ตัวกูเอย ที่มันซ่อนตัวอยู่ และคิดว่า กายนี้เป็น เพราะมีกูเป็นกาย มันจะเห็นชัดขึ้น มันจะเกิดญานรู้เป็นปัญญาขึ้นมาว่า

กายนี้เป็นทางผ่านของเวทนา ไม่ใช่ตัวกายมันเป็น หรือเกิดขึ้นมาจากกาย เวทนาทั้งหลายเกิดเพราะเหตุจาก ผัสสะ ไม่ได้เกิดจากกายเป็น

แม้จะไม่ได้ทำการวิปัสสนาอะไรมากมาย มันก็พอรู้อยู่ในทีทีเดียว แค่เริ่มเข้าใจระหว่าง กายกับเวทนานี่ ว่ามันคนละส่วนกัน เมื่อได้เอากำลังแห่งสมาธิมาพิจารณาใคร่ครวญ

จิตก็จะหลุดผลั๊วออกจากการยึดในสังขารเลย มันรู้ชัดและเห็นชัดโดยไม่ต้องไปเชื่อใครอีกแล้ว ว่า กายนี้ ไม่ใช่เรายังไง มันเข้าใจและเห็นชัดถึงความเป็นกายนี้ ว่าไม่ใช่เรา

แค่เห็นกายนี้ไม่ใช่เราชัดๆ จิตดวงนี้ ก็เป็นจิตที่ฟอกขึ้นมาเป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้นแล้ว มันไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องกายแล้ว

เพราะอาการทั้งหลาย หิวเอย ง่วงเอย สังสัยเอย เจ็บเอย ปวดเอย และอะไรต่ออะไรที่คิดว่า กายเราเป็น มันวางลงไปตามกำลังแห่งความเป็นจริง ตามปัญญา

มันรู้ชัดว่า มันเป็นอาการที่อาศัยผัสสะเกิด และมันเกิดเป็นธรรมดาเพราะเนื่องด้วยมีกาย ผู้มีปัญญา เมื่อประจักษ์ชัดถึงผลแห่งเวทนาที่แยกคนละอย่างกับกาย

ใจมันก็มีความเพียรในการที่จะค้นลึกลงไป ถึงเวทนา ว่าอาการแห่งเวทนานี้ ใครเป็นผู้แสดงเวทนาทั้งหลายเหล่านี้ออกมา ตรงนี้อาศัย สติ สมาธิ ปัญญาที่แหลมคม อันเกิดจากการ ได้อยู่ธุดงค์คือมาลดกิเลส ด้วยใจที่ตั้งมั่นไว้ว่า กูมาตาย ….

นี่..ผลจากการได้อยู่ธุดงค์ ว่าจะโม้เรื่องน้ำมนต์เดือดซะหน่อย ดันมาออกเรื่องธุดงค์ พอดี ได้มีพระเขาถามมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันก็เลยค้างมาคุยกันตรงนี้ต่อ เอาละ คืนนี้คงพอกันแค่นี้ ค่อยว่ากันใหม่ วันนี้ ขอหวัดดี ข้าจะเข้ากรรมฐาน

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง