ได้ดี…..ต้องฝ่าความตาย ท่อนสุดท้าย

ได้ดี…..ต้องฝ่าความตาย ท่อนสุดท้าย

1090
0
แบ่งปัน
หวัดดีทุกท่าน มาต่อกันเลย มาโม้กันต่อตอนที่แปด ดีกว่า….เอ้าเตรียมหมอนเตรียมเสื่อ
ได้ดี.....ต้องฝ่าความตาย ท่อนสุดท้าย…มาเริ่มโม้ตอนที่แปดกัน นี่ข้าโม้มาเจ็ดตอนแล้ว ถึงไหนแล้วนะ
เมื่อวาน ข้าเดินมาถึงทางขึ้นเนินเขาแล้ว ทางเดินขึ้น มันมืดมาก ข้ามองอะไรแทบไม่เห็น ที่เห็นมันก็เลือนลางเต็มทน
แต่ถ้ากำหนดจิตหลับตาละก็ จะเห็นภาพในมโนชัดแต่ความชัดในมโน มันไม่มีหนทางให้เห็นนี่ซิ มันมีแต่ผีที่เป็นดวงวิญญาณทั้งนั้น จะว่าไปมันก็แปลกดี มันเหมือนมีสองโลก ในความรู้สึกเดียวกันโลกหนึ่ง เป็นโลกแห่งจิต โลกหนึ่งเป็น โลกอย่างที่ตาเราเห็น หากตอนนั้นมีปัญญาหน่อย เราจะเห็นว่า ทั้งสองโลกที่เห็น มันสมมุติทั้งคู่

ไม่มีอะไรจริงเลย เราหลงไปตามโปรแกรมและการปรุงแต่ง แห่งสัญญาสมมุติ ที่เป็นอาการของจิตทั้งนั้น

เรื่องนี้ลึกซึ๊งเกินกว่า พวกเราจะเข้าใจ แต่ตอนนี้ ข้าเข้าใจ สำหรับข้า ทุกวันนี้ที่มี มันก็มีเพราะอาศัยเหตุปัจจั

และตลกชิบหาย หากหลงยึดว่า สิ่งที่เห็นๆ นี้ ทั้งหลายเป็นความจริง  แต่พวกแก ยังตลกกันอยู่ ข้าก็เลยอยู่ตลกกับพวกแกไปด้วย ฮ่าๆ

ใจดวงนี้มันได้รับการยืนยันชัด มันประจักษ์และสว่างโร่ ขึ้นมาเต็มหัวใจ มันรู้เห็นชนิดไม่ถอนทีเดียว

ว่าทั้งหลายเป็นแค่สมมุติ นี่..เป็นการยึดอย่างที่คนโง่เขาว่า ด้วยวลีบัญญัติ แต่ตอนนั้น มันไม่มีปัญญาพอ ทั้งๆ ที่จิตก็เปิดรู้อะไรต่ออะไรได้ทั้งนั้น

เดินขั้นไปได้ซักหน่อย ข้าก็เห็นแสงไฟสาดแว๊บๆ ตรงยอดเนิน ไฟนั้น มันเป็นไฟฉายกราดส่งไปทั่ว

เมื่อเพ่งมองดีๆ ก็เห็นว่า เป็นรถยนต์ กำลังไต่ลงมาจากยอดเนิน แต่เนินมันมีหลายโค้ง บางช่วงแสงไฟก็หายไป

รึว่า..หลวงปู่ทั้งสองรอคอยไม่ไหว เพราะนี่ดึกโขแล้ว จึงขับรถจิ๊บเชโรกีคันเก่งของข้าลงมา

เพราะข้าเองได้ทิ้งรถไว้ข้างบน พร้อมกุญแจเสร็จสรรพ นี่หลวงปู่ทั้งสองคงขับหนีข้าลงเขาซะแล้ว

แต่เมื่อรถเข้ามาใกล้ และเห็นแสงไฟมากขึ้น จึงรู้ว่า ไม่ใช่รถจิ๊บคันเก่งข้าซะแล้ว เพราะมีไฟสปอร์ตไลท์สว่างจ้า กำลังสาดไฟไปมา เหมือนส่องหาอะไรไปทั่ว

รึพวกเขากำลังขนผู้คนมาหาเรา เพราะว่าเราหายตัวไปตั้งแต่ก่อนเที่ยงซะอีก รถยนต์คันนั้น วิ่งไต่เขาลงมาเรื่อยๆ ตามทาง อีกไม่เกินสองโค้ง ก็จะเจอข้า

ข้าจึงไปยืนจังก้า ตรงกลางถนน ดักรอมันเลย ดูซิ ว่ามันจะเห็นข้ารึเปล่า เผื่อข้าตายไปแล้ว รึเป็นผีไปแล้ว รถมันคงไม่ชนข้าตายอีกครั้งหรอก ยืนแม่งนิ่งๆ กลางถนนนั่นแหละ

รถพ้นโค้งสาดแสงไฟมาโดนข้า ในความมืดมิดนั้น ข้าคงสว่างและสง่าท่ามกลางแสงไฟ

ในรถนั้นข้ามองเห็นพี่หรั่งเป็นคนขับรถ ด้านข้างคือเจ้าเล็ก ที่ขายบะหมี่ที่พวกแกเคยขึ้นไปกินนี่แหละ ไม่ใช่ใคร

ส่วนบนกะบะ เป็นผัวเจ้าเล็กมัน ทั้งพี่หรั่งและเจ้าเล็กอ้าปากค้างตาโต โดยเฉพาะเจ้าเล็ก มันเอามือสองมือเข้าไปจุกและกัดอยู่ในปาก พร้อมด้วยดวงตาที่เหลือกโพล

ส่วนเจ้าคนอยู่หลัง และที่จำไม่ได้หลายคน เห็นแต่ละคน ตาเหลือกกันทั้งนั้น รถวิ่งเข้ามาและชะลอจอดข้างๆ ข้า แต่ห่างแทบตกถนน พี่หรั่งเรียกเสียงสั่นๆ สมฤทธิ์…สมฤทธิ์

ข้าขานว่า อืมมมม ลึกๆ ในลำคอ ทุกคนเงียบกริบ เพ่งมาที่ข้าเขม็ง นี่ถ้าเกิดข้าแกล้งแยกเขี้ยวคำรามทำมือทำไม้ สงสัย ทั้งหมดบนรถ คงได้แหกปาก วิ่งกันน้ำบาน

พี่หรั่งถามเสียงสั่นๆ อีก สมฤทธิ์…..สมฤทธิ์รึเปล่าาาาาา เง้ออออ..!! ข้านิ่งเงียบๆ ทั้งคันมองหน้ากัน สงสัยคิดแผนเตรียมเผ่น

สมฤทธิ์ใช่ม้ายยยยย…พี่หรั่งถามเหมือนร้องไห้ ได้ยินเสียงสึ๊ดดดด..ลมหายใ

ข้าตอบเบาๆ ว่า อืมมมม…

พี่หรั่งตาแดงๆ เริ่มจะแบะปากถามเบาๆอีกว่า หายไปไหนมาาาา….!!!

ข้าตอบเสียงแหบๆ ไปว่า ข้าแหกมาจากนรก..!!!

เท่านั้นแหละ พี่หรั่งหันไปมองหน้าเจ้าเล็ก ปากแบะๆ จะร้องไห้เอา

ข้าบอกว่า ข้าหิวน้ำ ขอน้ำหน่อยยยยย เสียงข้าแหบๆ ยานๆ พี่หรั่งหันไปคว้าขวดน้ำขนาดลิตรขวดใหญ่ ยกขึ้ยสาธุโมทนาเหนือหัว ส่งมาให้มือไม้สั่น

ส่วนเจ้าเล็ก ตายังเหลือกโพลง ยังเอามือยัดปากแล้วกัดไม่ยอมวาง นี่ถ้าจุดธูปได้ พวกคงจุดธูปขอหวยไปแล้ว ต้องแกล้งพวกนี้ซะหน่อย หึหึหึ

ข้ารับน้ำมาเปิดดื่มอั๊กๆๆๆ

พี่หรั่งบอกว่า พระเขารออยู่ข้างบนน๊า

ข้าตอบรับอือๆ แล้วเสียงล้อรถก็ฟรีอยู่กับที่แป๊บ ก่อนจะพุ่งหายวับลงไปตามทางถนนข้างล่าง

อ้าว…ไอชิบหาย.. ดูมัน ไอ้พี่หรั่งของกู กะจะแกล้งแหย่เล่นซะหน่อย ดันขับรถพรวดลงไปนู่นแล้ว

แทนที่จะขับรถขึ้นไปส่งข้าให้ถึงที่ซักหน่อย ห้อแน๊บ หนีหายหัวไปเลย ไอ้เย๊ดแม่งกูเอ๊ยยยย ซวยเลย..!!

หลังจากนั้น ได้ข่าวว่า ทั้งพี่หรั่งและเจ้าเล็ก กลับมาป่วยไข้แดกกันเป็นอาทิตย์ ข้าดื่มน้ำจนท้องกาง เอามาล้างหน้าหน่อยหนึ่ง

รู้สึกเซ็งกับชีวิตผุดๆ ที่ต้องเดินขึ้นไปบนยอดเนิน อีก 2 กิโล แรงก็แทบไม่มีอยู่แล้ว นี่…ไอ้พี่หรั่ง ดันมาทิ้งกูอีก ปอดแหกชิบหาย ไอ้พี่หรั่ง..

เมื่อเดินขึ้นมาเรื่อยๆ ต้นไม้แต่ละต้น จะพากันเขย่า เหมือนมีคนขย่ม เสียงเกรียวกราวของอะไรบางอย่าง หล่นกันตุ๊บตั๊บ

ที่จริงมันน่าสยองพองขนอย่างมากๆ เลยที่เดียว ในสภาพความมืด และเงียบวังเวงเช่นนั้น

เพียงแต่ใจตอนนั้น ข้าไม่มีอะไรที่จะเหลือเยื่อใยให้หวั่นใจอีก คนเราเมื่ออยู่ในความตาย มันย่อมไม่กลัวตาย นักรบที่กำลังรบทำสงครามกัน ไม่มีใครกลัวตายกันอยู่แล้ว

เพราะขณะทำการรบ ใจมันได้ตายไปเสียแล้ว มันต้องฆ่าเพื่อความรอด ไม่ได้หลบเพื่อหนีรอดในการฆ่า ข้าเองก็มีสภาพเช่นนั้น

ผีบางตัวคงเคยเป็นอริกันมา มันเอามือกอดอก แบะปากยิ้มเยาะสะใจข้า และบางตัวเอามือเอาหัวมาดักขาข้า เวลาก้าว

แรกๆ ก็กำหนดแผ่เมตตา พวกที่รับ มันก็สลายหายไปหลีกทางไป  แต่พวกผีกวนส้นตีนมันก็มี มันไม่ไปแถมยังดันผีตัวอื่น มาเบียดข้าอีก

เพราะมันเข้ามาใกล้ไม่ได้ ข้าจึงเจริญพรมันด้วยการแหกปากร้องด่าลั่น ไอ้เย๊ดแม่งง.. ไอ้กวนส้นตีน

แล้วทุบๆๆๆๆ มันด้วยไม้เท้า มันหนีกระโดดเหย็งๆๆ เลยทีเดียว เอากะกูซิ ไอ้ผีเวร คนเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว เสือกมาซ๊ำเติม

นี่กะว่าถ้าไม้เท้าเอาไม่อยู่ ก็กะนวดต่อด้วยอีโต้นี่แหละ ข้านี่ รบกับผีเหี้ยๆ ไม่สบอารมณ์ได้ทั้งนั้น ส่วนผีอื่นๆ ที่โดนเบียดเข้ามา ข้าก็เอาส้นตีนนี่แหละกวาดๆ มันออกไปให้พ้นทาง ไม่งั้น เดินไม่ไหว ก้าวขาไม่ออก

บนต้นไม้มีผีที่เรียกว่า เป็นรุกขเทวดา บางต้นก็ส่งกำลังมาให้ข้า โอ๊ะ..กำลังวังชามันมีขึ้นมาได้ฉับพลัน เดินก้าวข้ามพวกผีที่นอนขวาง พรวดๆๆ ขึ้นไปได้อย่างง่ายดาย แต่พอหันไปขอบคุณ กำลังนั้นก็สลายหายไปทันที

นี่..หากผีให้กำลัง ให้ใช้ไปให้หมด ไม่ต้องทัก ไม่ต้องขอบคุณ ไม่ต้องตื้นตันใจอย่างมนุษย์สมมุติ ให้ใช้ไปให้สุดเท่าที่ต้องการ ขอบคุณเมื่อไหร่ หรือหันไปแสดงความยินดี พลังกายหายหมด

ต้นไม้แต่ละต้น ส่งพลังมาให้ข้าหลายครั้ง แต่ข้าดันทำหล่นหายหมด เพราะความสำนึกขอบคุณเป็นเหตุ เสียปรบมือจากที่สูงๆ ยังปรบมือกันเป็นจังหวะ รอด…รอดไม่รอด รอด…รอดไม่รอด นี่….เขาให้กำลังใจ หรือกำลังแช่งให้ตายก็ไม่รู

เดินมาถึงสุดเนิน เหลืออีกแค่โค้งเดียวก็ถึงที่หลวงปู่ทั้งสอง นั่งคอยแล้ว  เสียงฝนก็ตกลงมา ดังปุ๊กปั๊ก เม็ดมันหนาแน่นขึ้น แต่ข้าไม่เปียกเลย แค่โดนเนื้อโดนตัวกระทบเท่านั้น

ข้าละงงๆ กับเหตุการณ์มากๆ กะว่าได้ชุ่มฉ่ำกับฝนให้คลายร้อนซะหน่อย ดันไม่เปียกฝนอีก เม็ดฝนในความมืด หล่นลงมาจากฟ้า กระทบกับกาย แต่ว่า ไม่เป็นน้ำให้กายเปียก

แต่ก็ช่างเถอะ ไม่เปียกก็ไม่เปียก เสียงสายฝนหล่นเป็นสายลงมา ยังกะคน โปรยหว่านข้าว จึงเดินมาจนถึงที่พระทั้งสองนั่งอยู่ ทั้งคู่กำลังนั่งทำสมาธิ พอเดินมาถึง ฝนหยุดตกทันที ท้องฟ้าเคลื่อนตัวคลายเป็นเงาปั่นป่วนอย่างเร็วมาก

ข้าแหงนมองการเคลื่อนไหวบนท้องฟ้า และเห็นเป็นท้องฟ้าสีครามสดใส เมฆคลายตัววิ่งหายไป จนเห็นแสงดาวที่แพรวพราวเต็มท้องฟ้า นี่…แปลกเอามากๆ บนฟ้า ไม่มีเค้าเมฆดำทมึนหลงเหลืออยู่เลย

ข้ายืนนิ่งๆ ด้านหลังหลวงตาหมาก หลวงตาหมากหันมาเห็น แกตกใจแทบช็อก แทบจะกระโดดจีวรปลิว ถามว่า..นี่มาจากไหน

ข้าบอกว่า กลับมาจากนรก แกล้งพระต่อวะกู

หลวงปู่อีกองค์ ออกมาจากสมาธิ เห็นข้าแล้วยิ้มร่า บอกว่า สุดยอดๆๆๆๆๆ

ข้าโยนไม้เท้าลงบนพื้นเบื้องหน้า หลวงตาหมากเอื้อมไปยกขึ้นมา ไม้เท้ามีกระแสไฟ ช็อตดังฟึ่บ แกแทบหงายหลัง

บอกว่า ทำไมไม้เท้าถึงแรงอย่างนี้ แล้วนี่ เป็นคนหรือเป็นผี ทำไมถึงได้มีรูปร่างหน้าตาน่ากลัวอย่างนี้

หลวงตาหมากบอกว่า ตกใจเอามากๆ หลวงปู่อีกองค์บอกว่า เมื่อกี้นี้ หลวงปู่ฤษี อันเป็นอาจารย์ มาบอกว่า พระกลับมาแล้ว ให้ต้อนรับหน่อย

เออ..แหะ ยังไม่ทันบวช แต่หลวงพ่อมาบอกว่าเป็นพระแล้ววุ๊ย ตอนนั้น และสิ่งที่ตกลงมาจากฟากฟ้านั้น หลวงพ่อฤษีบอกว่า ไม่ใช่ฝน แต่เป็นดอกตอก และดอกฟักทอง ที่เหล่านางฟ้าเทวดา ได้โปรยลงมาต้อนรับ เพื่อความเป็นมงคล

ไอย๊ะ..เหมือนในหนังที่เขาโม้ๆ กันเลย มันน่าเหลือเชื่อเอามากๆ ดอกฟักทองนี่ยังดี ถ้าท่านโปรยแค่ฟักๆๆๆ ลงมาโดยไม่มีทองตามหลัง คงได้ขึ้นไปเตะกับเหล่าเทวดานางฟ้าต่อ

หลวงตาหมากบอกว่า ชาวบ้านเขาเกณฑ์คนมาหากันหลายรอบแล้ว หากันทั้งวัน จนถึงยามดึก นี่เขาเพิ่งจากกลับลงไปชุดสุดท้าย แต่ท่านมั่นใจว่าข้านี้ เอาตัวรอดได้แน่

และกะว่า หากออกมาตอนเช้า ท่านจะใส่บาตรข้า แนะ…ตอนนั้นยังไม่บวช แต่มีพระจะใส่บาตรแล้ว แปลกไหม

ส่วนอีกองค์ ได้มโนยิทธิ บอกว่า ชาวเมืองลับแลเขาอยากได้ข้าไปบวชในเมืองเขา แต่เขาเอาไปไม่ได้ จิตข้าแกร่งกว่า เลยรอดมาได้ ไม่งั้น ชาตินี้เราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว เพราะกาลในเมืองลับแลกับโลกมนุษย์ กาลมันแตกต่างกัน หนึ่งวันที่นั่น เท่ากับ 50 ปีของเรา

นี่เป็นเรื่องเล่า หนุกๆ ให้ฟังกัน ใครอยากฟังจากพี่หรั่ง กับเจ้าเล็กอีก ก็ต้องมาที่แพ และพูดคุยไถ่ถามเอาเอง ส่วนคืนนี้ดึกโข ข้าคงโม้พอแล้ว สวัสดีทุกๆ คน เมืองลับแล จบนะ…แปดท่อนแล้วไอ้น้อง จ่ายมาซะดีๆ.. หวัดดีทุกคน..!!

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง