เทวดา..ผู้บรรลุ

เทวดา..ผู้บรรลุ

1941
0
แบ่งปัน

>> ลูกศิษย์ : กราบนมัสการครับพระคุณเจ้า...ตามที่พระคุณเจ้าได้กล่าวไว้ว่า…เมื่อตายลง ใจ สติ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็หายหมด….ผมอยากทราบว่า..เมื่อตายไปแล้วเกิดเป็นเทวดา…แล้วเขามีอะไรบ้างครับ

จากที่อ่านหรือฟังมา…เทวดายังคิดเป็นเช่นอยากทำบุญ...มาฟังเทศน์กับพระอริยะสงฆ์…ช่วยเหลือหรือสงเคาระห์คนที่พอช่วยได้เป็นต้น…แสดงว่าเขายังคิดเป็น…มีความชอบใจ และไม่ชอบใจ…มีกิเลสเหมือนมนุษย์แต่เสวยแต่สุขอย่างเดียว…แล้วสิ่งที่เขาแตกต่างจากมนุษย์แล้วยกเว้นการมีรูปร่าง…แล้วมีอะไรครับ..…..

อีกอย่างครับ.พระสงฆ์ที่สำเร็จขั้นอนาคามี…เมื่อตายไปแล้วบางองค์ที่ไม่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์…ท่านสามารถปฏิบัติต่อบนสวรรค์จนเข้าถึงนิพพานได้…ถ้างั้นแสดงว่าภพของเขายังมี สติ ศีล สมาธิ ปัญญา..ใช่ไหมครับเขาจึงจะเข้าสู่นิพพานได้….ขอพระคุณเจ้ากรุณาให้ความกระจ่างด้วยครับ…สาธุๆๆ

<< พระอาจารย์ : ตอบ meena

ผู้ที่ตายไปแล้ว ไปเป็นเทวดาหรือผู้ที่สำเร็จอนาคามี แล้วไปนิพพานในภูมิที่ตนเองเกิด

ท่านเหล่านี้ มีแต่ความทรงจำ ไม่ได้มีการบันทึกใหม่ อย่างพวกเราทั้งหลาย

ความทรงจำเหล่านี้ มันก็มีกระบวนการปรุงแต่งภายในจิต ที่บันทึกมากันอยู่แล้ว

ไม่งั้นจะมีกระบวนการแห่งใจที่เคยเป็นเรา จะเข้าไปย้อมจิตเพื่ออะไร แต่ของเรามันมีกายให้ผัสสะ มีอายตนะที่สมบรูณ์ การปรุงแต่กายหยาบอาศัยผัสสะ ทั้งในและนอก

หากเข้าใจอย่างมีนา ชาติที่แล้ว ที่เป็นผู้มี ศีล สมาธิ ปัญญา มันก็ต้องมาเป็นของเราด้วยซิ เกิดใหม่มา เราจะมาบันทึกใหม่ทำไมกัน

บางคนอดีตชาติเป็นฤษี เป็นนักบุญ ชาตินี้ ดันเป็นเหี้ยย อย่าให้พูดเชียว สิ่งที่เคยเป็น ทำไมไม่มาเป็นต่อชาติต่อไปเล่า

พระะพาหิยะ ก็ยอมอดอาการตาย เพื่อบรรลุมรรคผลบนภูเขา พอมาเกิดเป็นท่านพาหิยะ ก็ดันไปหลอกเขาแดก เพื่อปากท้อง ศีล สมาธิ ปัญญา ที่สร้างสมมามันหายไปไหนเล่

พระอริยสงฆ์ที่จิตเข้าอนาคามี มันยังมีอวิชาอีกหนึ่งภพ ที่ยังตีไม่แตก

แต่จิตมันบันทึกกระบวนการไว้จบแล้ว มันไปสางต่อฟอกต่อ โดยไม่ต้องอาศัยรูปก็ได้

อีกอย่าง ถ้าสติ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่เป็นขยะแห่งอัตภาพ เวลาฝันทำไม สติ ศีล สมาธิ ปัญญา เราจึงไม่สามารถควบคลุมเป็นเจ้าของได้ ทั้งๆ ที่ความฝัน ก็เป็นอาการแห่งจิต ที่มันทำงานในภวังค์จิต

ทำไมเราจึงควบคลุมได้ แค่ในวิถีจิต ที่อาศัยผัสสะ ทางอายตนะ ในรูปเรา

เวลาหลับ มันก็เหมือนตายไปส่วนหนึ่ง มันไม่รับรู้วิถีแห่งผัสสะ จิตมันก็ทำงานของมัน ที่ได้บันทึกและปรุงแต่งมา ก็ไม่เห็นว่า จะมีใจดวงไหน เข้าไปเป็นเจ้าของอาการที่ปรุงแต่งเหล่านั่นนี่

สติ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ฝึกมาแทบตาย มันเข้าไปควบคุมอาการแห่งจิตที่อยู่ในภวังค์ไม่ได้

ตรงนี้ เมื่อกายสลายไป สิ่งทั้งหลายที่ตรากตรำและยึดถือกันแทบตาย ธรรมทั้งหลายมันก็เป็นได้แค่ ขยะ …

ความเป็นขยะนี้ ทุกอย่างที่เคยเป็นตอนเป็นมนุษย์ มันโดนกำจัดหมด นั่นลูกนี่เมียนู่ทรัพย์สิน อะไรต่ออะไร ไม่มีเทวดาองค์ไหนลงมาเป็นเจ้าของ

สิ่งที่เหล่าเทวดาระลึกได้ก็คือ ก่อนเรามาเป็นเทวดา เราเคยเป็นใครมาก่อนหนอ เทวดาจะระลึกได้อย่างนี้ก่อ

จากนั้นด้วยความมีสภาพจิต เป็นภูมิกายละเอียด การระลึกผลต่างๆที่บันทึก ก็จะส่งผลให้รับรู้เรื่องราว แต่เรื่องราวทั้งหลาย เป็นแค่เรื่องของภวังค์ที่เคยบันทึกมาเท่านั้น เทวดาไม่ได้เข้าไปเป็นเจ้าของ เหมือนตอนมีกายหยาบ

เทวดาที่จิตหนักมาทางกุศล หากได้ผัสสะกับสิ่งที่ควรกระทำมาทางกุศล ก็อาจจะมีการสงเคราะห์ แต่ไม่สาธารณะทั่วไป มีเหตุปัจจัยคือวิบากสัญญาต่อกัน จึงจะสงเคราะห์กันได้

แต่ความทรงจำในภูมิจิต ที่เป็นอนาคามี ก็ยังเป็นภูมิเดิมระลึกและตรึกตรองอยู่เป็นเวลานาน เพื่อสางสัญญาแห่งสังโยชน์ ให้จบหมดสิ้นไป ก้าวล้วงสู่ความพ้นภูมิ โดยไม่กลับมาจุติกำเนิด ในเทวโลกอีก

เทวดาทั้งหลาย ภูมิแห่ง สติ ศีล สมาธิ ปัญญา ยังคงมีอยู่ แต่ไม่ใช่เป็นอย่างสมมุติแบบในโลกมนุษย์

ภูมิทั้งหลายเป็นความทรงจำในบันทึกจิต เหมือนคนดี ก็ย่อมไม่กล้าทำชั่ว อันเป็นจริตนิสัยสันดานที่ติดตัวมา

สิ่งที่เทวดาแตกต่างจากมนุษย์ก็คือ ไม่มีกายหยาบให้เจ็บให้ป่วยและให้ตาย เสวยสัญญาผัสสะมาทางด้านสุข

เช่นเดียวกันกับสัตว์นรก ก็ไม่มีกายหยาบ แต่ที่เจ็บและเร่าร้อน ทุกข์ทรมาน ต้องเสวยสัญญาผัสสะมาทางด้านทุกข์

นี่เป็นผลแห่งวิบากที่เหล่าเทวดาและสัตว์นรก แตกต่างกัน ตรงวิบากกรรมที่ต้องเสวยมันอยู่คนละขั้วกัน

แต่จากการเป็นเทวดา เมื่อเสวยบุญหมด มีเทวดาจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่หมดจากภูมิเทวดาแล้ว ต่างดิ่งลงสู่ภมินรก ตรงนี้ก็มีไม่ใช่น้อย เพราะวิบากผลด้านอกุศล มันรอผลที่จะแสดงอยู่เช่นกัน ตามเหตุปัจจัยที่มาประกอบ นั่นก็คือ จิตกับกาล

เช้านี้ขอโม้ลงเพียงแค่นี้ สวัสดีน้องๆพี่ๆทั้งหลาย

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง ใจอยู่ตรงไหน…. ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง