ดับ…อวิชา ท่อนสอง

ดับ…อวิชา ท่อนสอง

1085
0
แบ่งปัน

…เมื่อเรารู้แล้วว่าต้นกำเนิดของ อวิชชา คือ ผัสสะ ผู้มีวิสัยปราชญ์ หรือผู้ที่พิจารณาเข้าถึง ก็จะแทงตลอดสาย แห่งกฎ ” ปฏิจจสมุปบาท”

ดับ...อวิชา ท่อนสองมันแทงด้วยตัวของมันเอง เราจะเป็นเจ้าของการพิจารณา หรือไม่เป็น จะเป็นผู้รู้หรือไม่รู้ มันก็เป็นผู้พิจารณาของมันเอง รู้ของมันเอง มันกระทำไปตามโปรแกรมดับ

เพียงแต่เราไปคิดว่า การดำเนินมาทางธรรม หรือการปฏิบัตินี้ เราเป็นผู้กระทำ เราเป็นผู้ดำเนินการ เราเป็นผู้แสดงการกระทำ….

จะมีเราหรือไม่มีเรา กายนี้ ความคิดนี้ การกระทำนี้ มันก็ดำเนินไปอย่างนั้นนั่นแหละ มันมีวิบากเป็นเครื่องดำเนิน

ไอ้คำว่าเรา ตัวตนของเรา นี่กูคนนี้.. มันเป็นสัญญาตัวหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ ปกป้อง…

การปกป้องที่เป็นหน้าที่นี่แหละ มันยึดทุกอย่างเป็นมัน มันปกป้อง ด้วยอำนาจของ อวิชชา.. ไอ้ตัวปกป้องนี้จะมีหรือไม่มี จิตมันก็ดำเนินของมัน ทั้งฟากไปและกลับ

สะสมและถอดถอน ด้วยสภาวะธรรมชาติของมันเอง ไอ้ตัวปกป้องนี้ ชอบไปเสือก ตามหน้าที่ จึงมีเรามีเขา มีนั่น มีนี่ เป็นนั่น เป็นนี่ขึ้นมา..

…….การถอดถอนตามแนวหลักของกฏ ” ปฏิจจสมุปบาท ” นั่นเป็นวาทะความรู้ ของผู้ที่แทงเข้าไปถึง จึงกระจ่างขึ้นมาในหลักแห่งปฏิจจสมุปบาท

อย่างพวกเราเป็นแค่ผู้เรียนรู้หลัก ไม่ใช่เป็นผู้รู้จัก ปฏิจสมุปบาท.. เรารู้ไปตามตำราและหนังสือ เป็นความรู้ที่โลกเขาว่ากัน

เลยกลายเป็น ฉันรู้.. รู้อย่างฉันรู้. มันรู้แบบท่องจำ รู้แบบเด็กๆ รู้แบบนี้ ดับอวิชชาไม่ได้ มันเอาผู้ปกป้องกาย เข้าไปดับ..

“เรานี้..” เป็นตัวปกป้องไม่ให้กายแตกดับ มันมีหน้าที่รักษาเฝ้าหวง ไม่ให้กายนี้ เกิดอันตราย เป็นตัวระวังกาย เพื่อการสะสมวิบาก ในการไปเกิดไปกำเนิดใหม่..

แล้วเรายังคิดเอา ว่าเราเป็นผู้ทำเพื่อให้กายนี้ ไม่ให้ไปเกิด ให้มันจบอยู่แค่ชาตินี้ มันเลยเกิดการขัดแย้ง ในหน้าที่กันอยู่..

 

…..ถ้าไม่เชื่อลองดูง่ายๆ ลองตั้งมั่นว่า ฉันนี้ จะอดข้าว อดน้ำ อดนอน ดูซักตั้ง.. มันจะรู้ว่า ตัวฉันนั่นแหละ รู้สึกหิว รู้สึกง่วง และฉันนั่นแหละ ต้องพยายามดิ้นรน เพื่อให้พ้นจากสภาวะนี้

เพราะนี้เป็นหน้าที่ของมัน… มันมีหน้าที่รักษาและปกป้อง ไม่มีหน้าที่ทำให้กายนี้ “ดับ”

 

การดับเป็นหน้าที่ของสติและปัญญา ที่ธรรมชาติแห่งจิตออกดอกตกผลึกขึ้นมา ด้วยปัญญาแห่งมวลมนุษย์ชาติ เป็นวิวัฒนาการของเครื่องมือชั้นดีที่สุดในจักวาล…

เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เหมือนความตาย  ใครจะอยากไม่อยากมันก็ตาย ยังไงกายก็ต้องสลาย ธรรมชาติมันเป็นเช่นนี้

นิพพานก็เหมือนกัน จะอยากไม่อยาก ถึงที่สุดเข้าสู่นิพพานหมด….

เพราะมันเป็นที่สุดของการวิวัฒนาการ ของเหล่าสัตว์ ที่เรียกว่า มนุษย์ เพียงแต่จิตดวงนี้ จะตกกระแสเมื่อไหร่เท่านั้น ธรรมชาตินี้มันใช้เวลาอันยาวนาน หาที่เริ่มต้น และสิ้นสุดไม่ได้

มันดูแล้วห่างไกลและมืดมนเหลือเกิน แต่วิบากจะนำพาให้ต้องเผชิญ ผลแห่งการเผชิญ มีทั้งฟากก่อและฟากดับ อยู่ที่ฟากใดจะหนักกว่ากัน

หากหนักมาทางฟากก่อ การเกิดก็จะมีไปไม่สิ้นสุด

หากดำเนินมาทางฟากดับ การเกิดก็จะลดน้อยลงไป

มันเป็นธรรมชาติของ หลักเหตุ หลักผล อาศัยเหตุปัจจัยในการดำเนิน นั่นก็คือ อวิชชา..

…..การดับ อวิชชา ให้มาดับที่ปัจจุบันภพ คำว่า ” ดับ ” หมายถึงการรู้เท่าทัน ตามเหตุและปัจจัย นั่นก็คือ “กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท”

อะไรคือกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท.. คำนี้อ่านยาก พูดยาก จำยาก แต่เดี๋ยวนี้เป็นแฟชั่นของเหล่า นักปฏิบัติธรรม ใครไม่รู้จัก โง่และเชย ตกกระแส..

ผู้ที่จะบรรลุ ถึงไม่รู้จัก ปฏิจจสมุปบาท มันก็บรรลุ แต่ที่เกิดการเรียนรู้นี้ เป็นการถ่ายทอดอาการ ขบวนการของเหตุและปัจจัย

ไม่ใช่ใครไม่รู้จัก เรียกไม่ถูก จะไม่ใช่นักปฏิบัติ จะไม่ใช่ผู้รู้ จะไม่ใช่ปราชญ์ ไม่ใช่อย่างนั้น..!!

 

ปฏิจจสมุปบาท คือ การอาศัยเกิด กำเนิดซึ่งกันและกัน อย่างเราๆ นี้มันเกิดตรงไหน..?

 

เพราะถ้าไม่รู้ที่เกิด ก็ไม่รู้จะไปดับตรงไหนเหมือนกัน ที่เราใช้คำว่ากระแส เพราะมันอาศัยซึ่งกันและกันไปเรื่อย กระแสนี้เกิดที่ไหน..?

 

กระแสนี้เกิดที่ วิญญาณใช้ตากระทบรูป วิญญาณใช้หูกระทบเสียง วิญญาณใช้ ลิ้น จมูก กาย ใจ กระทบ รส กลิ่น สัมผัส และมโนใจ

กระแสมันเกิดตรงนี้ อาศัย 3 ตัวจับคู่กัน คือ..ตาก็จับคู่กับรูป วิญญาณก็รู้ทางตา เกิดจักษุวิญญาณ หูจับคู่กับเสียง วิญญาณก็รู้ทางหู เกิดโสตวิญญาณอะไรอย่างนี้..

มันมี 3 ตัวอาศัยกันอยู่ คือ ภายนอก ภายใน และวิญญาณ นี่เป็นกระแสที่เกิดปฏิจจสมุปบาท เป็นอาการหนึ่งของ อวิชชา อาศัยผัสสะเป็นเหตุ ผัสสะปุ๊บ อวิชชาเกิดปั๊บ กระทบปุ๊บโง่…กระทบปุ๊บโง่

ที่โง่เพราะมันไหลไปในกระแส เกิดเป็นเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติไปโน่นแล้ว ยั้งไม่ทัน มันไวเหลือเกิน..!!

เพราะขาดกำลังแห่งสติ ถึงมีสติก็ขาดสมาธิ ถึงมีสมาธิก็ขาดปัญญา ถึงมีปัญญาก็เป็นปัญญามาทางฟากก่อ ไม่ใช่ปัญญามาทางฟากดับ

ชาติคือ การเกิดก็เลยมี เพราะแดนเกิดคือ ภพมันมี เพราะอุปาทานมี เพราะตัณหามี เพราะเวทนามี ทั้งหมดเกิดจาก ” ผัสสะ” ผัสสะปุ๊บ อวิชชาเกิดปั๊บ อวิชชาเกิด การปรุงแต่งของนามขัณธ์ก็เกิด ปรุงแต่งเสร็จมันก็รู้

นี่ วิญญาณก็เกิด มันเอารู้แบบโง่ๆ นี้แหละ ไปสร้างเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา กูอย่างนั้น กูอย่างนี้..

เมื่อมีตัวตน มันก็มีช่องมีลู่ทางพร้อมที่จะกระทบ เมื่อได้กระทบ ถูกใจมันก็ชอบ ไม่ถูกใจมันก็ไม่ชอบ หรือเฉยๆ นี่เป็นเวทนา พอเวทนาเกิด ตัณหาก็ตามมา คือความอยาก

เมื่อความอยากมันมี ความยึดมั่นในอยากมันก็มี นี่เป็นอุปาทาน เมื่ออุปาทานมี ไข่มันก็มี คือที่เตรียมเกิด เรียกว่าภพ

เมื่อไข่มี มันก็รอฟักออกมาเป็นตัวอยู่แล้ว ออกมาเมื่อไหร่ นั่นละ..!!ชาติกำเนิดแล้ว เป็นที่มาของความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง คือ “เกิด” เกิดขึ้นเพราะอำนาจแห่ง อวิชชา คือความไม่รู้เป็นเหตุ..

นี่ คือกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดขึ้นมาอยู่กับพวกเรา เพียงแต่เราไม่รู้จักมัน เราไปรู้จักเพียงหัวข้อในหนังสือตำรา ทั้งๆ ที่เราก็ตกอยู่ในกระแสของมัน.. เรามัน “ไม่รู้”

…..เมื่อรู้อย่างนี้จะไปดับอวิชาที่ไหน…?

ก็ให้มาดับที่ “ใจ” โดยการ ลด ละ เลิก ตัณหาที่มันมากระทบใจ คือวิญญาณนี่แหละ ให้มันค่อยๆ ทุเลาเบาบางจางคลายไป

ติดเบรคมันไว้บ้างด้วยการมี ..สติ.. อย่าเอาแต่ตามใจตัวเอง ลดตัวตนลงมาด้วยการพิจารณา ตามแนวทางแห่งธรรมของสัตบุรุษ มันจะเกิดสติ ให้ก้าวเข้าไปเดินตามวิถีแห่งมรรค

นี่ เป็นหลักของ อริยสัจ คนที่จะเป็นมนุษย์ธรรมได้เต็มภูมิ ก็คือคนที่มีหลัก อริยสัจ เป็นมนุษย์ที่มีหลักเหตุหลักผล

ใคร่ควรญตรงตามความเป็นจริง แล้วลด ละ เลิก ตัณหาที่เกิดจากใจไม่รู้จบ ให้หมดสิ้นไป

นี่..คือการดับ ไม่ใช่ไปดับ ผัสสะบ้าง เวทนาบ้าง ตัณหาบ้าง ตามตำราที่เขาเขียน ตรงนั้นเป็นความรู้ มันดับไม่ใด้ มันอาศัยเหตุปัจจัยกันอยู่..

เช่น โลกเขาว่า พระอรหันต์ท่านดับผัสสะ ท่านจะไปดับได้ไง ในเมื่อมันมีอายตนะ ต้องไปดับอายตนะโน่นก่อน ผัสสะจึงดับ

เพราะผัสสะมันอาศัยอายตนะ หากจะดับอายตนะ ก็ต้องไปดับนามรูปนู้น เพราะมันอาศัยเป็นที่เกิดกันมา เขาแค่อธิบายกันให้เห็นกระแสการเกิดและดับ ไม่ใช่ให้ไปดับกันตรงตำรา

นี่ มาดับกันที่ใจเจ้าของนี่ มันเกิดจากตรงนี้ ก็ดับที่ตรงนี้ ดับให้มันตรงจุด คือ ลด ละ เลิก ความอยากทั้งหลายให้มันเบาๆ ทุเลาจางคลายลงไปเหอะ.!!

ถ้าดับกันตามนี้ จะรู้จักปฏิจจสมุปบาท อริยสัจ สังโยชน์ โพชฌงค์ หรืออะไรก็แล้วแต่ตามตำรา จะนั่งสมาธิไม่นั่งสมาธิ จะมีสติปัฎฐาน 4 จะมีหรือไม่มี จะทำหรือไม่ทำ มันก็บรรลุเข้านิพพานได้

คนสมัยพุทธกาล บางคนไม่รู้เรื่องอะไรหรือเคยทำอะไรมาเลย ฟังธรรมแค่น้อยเดียว บรรลุอรหันต์เลย ทำไมท่านเหล่านั้น บรรลุได้เล่า….

เพราะท่านฟังและพิจารณาตาม พวกเราฟัง…และพิจารณาตาม ตรงตามความเป็นจริงกันรึเปล่า..!!

หรือยังเอาตัวกูเข้าไปฟัง เอาตัวกูเข้าไปพิจารณา ตัวกูมันอยู่ที่วิญญาณเมื่อโดนผัสสะ..จะดับตัวกู ก็ไปดับตรงความอยากที่มันผุดขึ้นมาจากใจไม่รู้จบซิ..

ดับบ่อยๆ ทุกอย่างที่เสือกรู้มา ค่อยๆ ทยอยดับหมด มันดับแบบไม่เหลือเชื้อ ที่เห็นว่ามีเชื้อ เป็นเพราะสังขารมันยังมี…

ที่ท่านดับ ท่านดับกันตรงนี้ ไม่ได้ดับที่ไหนไกลเลย.. เราเริ่มดับกันได้หรือยัง..!!!!

พระธรรมเทศนา  ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2556 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง