คุยกับ…..พระอรหันต์เจ้า

คุยกับ…..พระอรหันต์เจ้า

1753
0
แบ่งปัน

เช้านี้ จะโม้ธรรมบนหน้าเพจนี้แหละให้ฟัง เพื่อขยายสิ่งที่ประสบมาแก่ น้องๆ พี่ๆ

สมัยหนึ่ง…

ข้าได้เข้าไปเจริญจิตอยู่ในป่า ทางต้นน้ำ ขึ้นไปทางห้วยแม่ปลาสร้อย ข้าเดินไปตามธารน้ำไหล เข้าไปพักและเจริญจิตอยู่หลายวัน

ตอนท่องป่า ก็ได้เจอ อรหันต์ป่า มาตอนนี้ ไม่กี่เดือน ได้เจออรหันต์เฟส หลายท่าน แต่อรหันต์เฟส ส่วนมาก มานะและทิฏฐิ ที่จำๆ กันมา มีโคตรสูงหลายๆ

ผู้ที่มาทางธรรม อยากหลุดพ้น หรืออยากรู้ธรรม ที่เป็นธรรม เมื่อได้เจอธรรมสาธยายของธรรมกะ เชื่อได้แน่นอนว่าจะสะดุดใจ

ที่มานะจัดหน่อย ก็แอบๆ อ่าน เพราะธรรมนี้ เป็นธรรมที่หาที่ค้านและสงสัยไม่ได้เลย สำหรับผู้ที่ปฏิบัติ หรือผู้ที่ตั้งใจใฝ่ธรรม

ข้ากล้ายืนยัน หากใจมาทางธรรม เจอข้อความธรรม ใจผู้นั้น อยากเร่าร้อนและดิ่งมาหา เพื่อความกระจ่างธรรม ที่ยิ่งขึ้น ที่ฟังที่ผ่านๆ มันติดมานะใจ ข้ามทิฏฐิใจไปไม่ไหว

สมัยที่ได้เข้าไปทางห้วยแม่ปลาสร้อย ครั้งที่สามหรือสี่นี่แหละ อยู่นานหน่อย ยี่สิบกว่าวัน เพราะการเข้าป่าของข้า มีแต่บาตร จีวร สังฆาฏิ และตีนเปล่า มีกันแค่นี้

การเข้าป่าของข้า ข้าไม่ได้ไปไหนไกลๆ หรอก ก็อยู่แถวๆ นี้แหละ แค่นี้ก็ไกลผู้ไกลคนแล้ว เพราะป่าแถบนี้ มันกว้าง ติดเข้าไปยันพม่าโน่น

ในไทยก็กินอาณาเขตหลายจังหวัด และที่สำคัญ การเข้าป่าของข้าทุกครั้ง คือการเข้าไปซ้อมตาย มีดโกนหรือไฟอะไรก็ไม่มี เครื่องบริขารอะไร ไม่มี มีแค่บาตร ลูกเดียวใส่ย่ามไป

อาหารก็บิณฑบาตร ตามต้นไม้เอา อยู่ยี่สิบกว่าวัน ต้นไม้ ใส่อาหารว่างให้ทุกวัน เปิดบาตรครั้งใด เจอแต่อาหารว่าง เลยแดกยอดไม้แทนทุกวัน หิวกันหูอื้อทีเดียว

วันหนึ่งเดินจงกรมใต้ต้นไม้ ได้เจอพระรูปหนึ่ง ท่านเดินมา ดีใจ จึงเข้าไปกราบ ท่านเอามะขามป้อมมาด้วย เลยฟาดมะขามป้อมแทนข้าวที่ไม่ได้กินมาร่วมๆ สิบกว่าวัน

คนมันหิว อะไรก็อร่อยทั้งนั้น ตอนนั้นเย็นแล้วนะ เมื่อมีคนยื่นให้ ข้าก็ฟาดไม่เกรงใจแหละ ยิ่งเป็นพระแปลกหน้าด้วย สงสัยเป็นเทวดา ยื่นอะไรมา ข้าแดกเรียบ

ทราบว่า ท่านอยู่ที่ป่าแถบนี้แหละ แต่ไม่อยู่กับที่ ท่านท่องไปเรื่อย บางครั้ง ก็เข้าไปทางสังขละ ออกป่าทางพม่า ไปโน่นท่านเป็นคนทางนครพนม มาอยู่แถวภูพาน เป็นชาวภูไทย ท่านว่างั้น

+-+ ข้าได้ถามว่า อยู่ป่าอย่างนี้ ท่านเอาอะไรเป็นเครื่องอยู่

-+- ท่านบอกว่า เอาธรรมดาของสรรพสิ่ง เป็นเครื่องอยู่

:: เอ๊ะ…!!!! เข้าท่าๆๆ ท่านตอบแบบผู้ทรงธรรม

+-+ ข้าถามว่า ท่านอาศัยอะไรในการยังชีพ เพราะป่าแถบนี้ ไม่มีผู้คน หรือหมู่บ้าน

-+- ท่านบอกว่า มะขามป้อมที่กินเข้าไป รสชาติยังไง

+-+ ข้าบอกว่า อร่อยดี

-+- ท่านหัวเราะ ท่านถามว่า เคยทานมะขามป้อมไหม

+-+ ข้าบอกว่าไม่เคย นี่เป็นครั้งแรก

-+- ท่านจึงหัวเราะ บอกว่า มิน่า จึงไม่รู้รสชาติมะขามป้อม ท่านบอกว่าที่กินนั้น มันดอกไม้ ท่านอธิฐานจิตให้เป็น มะขามป้อม

:: อ้าว..ไม่รู้นี่หว่า ก็เรามันไม่เคยกิน แต่ก็อร่อยดี รู้สึกเหมือนได้กินข้าว มันฉ่ำลิ้น บอกไม่ถูก

-+- ท่านบอกว่า นั่นแหละ คำตอบ ที่ข้าถาม ว่าท่านอยู่ได้อย่างไร

:: โห… นี่…เราถามเราเป็นคนตอบเลย นี่เจอปราชญ์กลางป่าเข้าแล้ว งั้นผมขอกราบให้ชื่นใจเถอะ ข้าว่างั้น ข้ากราบด้วยใจที่นอบน้อม เกิดปิติใจ ที่ได้เจอ พระผู้เป็นปราชญ์ทางป่า

นี่หลวงพ่อไม่ใช่เทวดา แปลงกายมาแกล้งผมนะครับ บาปนะหลวงพ่อ ห้ามมาอำเล่นนะ ผมมันเอาจริง เอาชีวิตได้เสียเลยน่า ข้าถามไปตามสันดานปากเสีย

-+- ท่านหัวเราะ บอกว่าท่านเป็นพระ และเป็นคน และท่านเข้าถึงความเป็นจริงแห่งธรรม พร้อม ปฏิสัมฏิทาญาณ

:: โห…ข้าปลื้มมมมใจ บุญหลายๆ ที่ได้เจอ มันอิ่มใจบอกไม่ถูก อยากจูบตีนท่านซักที

+-+ ข้าถามว่า หลวงพ่ออยู่ป่าแบบนี้ ไม่หนาว ไม่เปียก ไม่เจ็บป่วยหรือ

-+- ท่านบอกว่า เจ็บป่วย มันเป็นเรื่องของจิต เป็นอาการแห่งจิต หลวงพ่อบอกว่า ข้าก็เข้าไปรู้แล้วนี่ ว่าความป่วย ความง่วง ความหิว ความทุกข์ใดๆ ทั้งหลาย มันแค่อาการของจิต กายมันไม่ได้เป็นไปด้วย มีแต่ใจ ที่มันหลงไปเป็นเจ้าของ ท่านว่างั้น

:: โหยยยย…ใช่เลย หลวงพ่อพูดได้เป๊ะเลย เรื่องนี้ ผมเข้าถึงมาหลายปีแล้ว แต่ทำไมมันถึงไม่ได้บรรลุธรรมอย่างหลวงพ่อบ้างครับ

ข้านี้ชอบใจ ที่ท่านตอบ และปิติใจ ที่ได้เจอธรรมแท้ๆ ที่พูดจารู้เรื่อง ในภูมิธรรมที่เราประจักษ์

ท่านหัวเราะอีก เออ..พระอรหันต์นี่ หัวเราะเก่งวุ๊ย ไม่เห็นเครียดๆ ขรึมๆ อย่างในตำราว่าเลย

-+- ท่านบอกว่า ถ้าฝนมา ก็อธิฐาน ให้ตรงที่ท่านอยู่ไม่เปียก หากร้อน ก็เข้าเตโช เรียกไฟเย็นมา หากหนาว ก็เข้าเตโช เรียกไฟร้อนมา หากขี้เกียจเดิน ก็เข้า กสิณน้ำ อธิฐานดินให้เป็นน้ำ ดำดินไปเลย

:: นั่น… ท่านพูดเหมือนนิทาน ข้าเองฝึกมาเป็นสิบปี ไม่เห็นว่ามันจะเป็นอย่างท่านว่าซะที

+-+ จึงถามว่า หลวงพ่อโม้เปล่า นี่มันนิทานแล้ว ใครเขาจะเชื่อ ผมไม่เชื่อคนละ ผมทำมาหลายปี ไม่เห็นได้ซักที อยากมีอภิญญากะเขามั่ง หลวงพ่อไม่โม้ผมนะ..

-+- ท่านหัวเราะ บอกว่า ข้านะ ทำได้ พอถ้าเข้าใจ ว่าอะไรคืออะไรตรงตามความเป็นจริง เพราะอดีตชาติ มันเคยได้ของมันมาก่อนแล้ว แต่ติดตรงสันดานเสีย เอาสันดานเสียๆ ออกซะมั่ง มันก็ทำได้ ท่านว่าแล้วก็หัวเราะอีก

ของเหล่านี้ มันเป็นของทิพย์ ทิพย์ก็คือของเล่น เอาไว้เล่น ตามอาการแห่งขันธ์ที่ได้ก่อกำเนิดมา มันไม่มีอะไร ท่านว่างั้น

ที่สำคัญ ทุกคนทำได้ มันซ่อนตัวอยู่ในกาย ของทุกๆ คน ไอ้เรื่องเหล่านี้ ทำได้ทั้งโลก ที่ได้เกิดเป็นคน นี่.ท่านว่าอย่างนี้

ท่านบอกว่า ที่ข้าทำไม่ได้ เพราะข้ามันอยากทำได้ อ้าว…ถ้าไม่อยากแล้วมันจะอยากทำไปทำไม เออ…หลวงพ่อนี้พูดแปลก

ท่านหัวเราะอีก ท่านบอกว่า นี่ถ้าไม่ติดเรื่องฌาน ป่านนี้ ข้าเข้าถึงธรรมไปแล้ว นี่แหละ อยาก คนมันเสียสันดาน น่ะท่าน หุหุหุ…

+-+ อ้าว..หลวงพ่อ ชมกันซึ่งหน้าซะนี่ ข้าบอกว่า ข้าวางหมดแล้ว ทรัพย์สมบัติ ครอบครัว หน้าที่การงาน วางหมด นี่มาป่านี่ก็มาตาย เอากันให้ตายกันไปข้าง ผมทิ้งอยากแล้วหลวงพ่อ

-+- ท่านหัวเราะอีก บอกว่า ที่ทิ้งน่ะ มันทิ้งไม่จริง มันเอาปากทิ้ง จิตมันไม่ได้ทิ้งไปกับใจ ที่มันคิดว่าทิ้ง

:: เอาเข้าแล้ว ขนาดมาตาย ทิ้งทุกอย่างขนาดนี้ ท่านยังบอกว่า ข้ายังไม่ทิ้งอีก ชักปวดหมอง แต่ก็ต้องยอม เพราะเกินปัญญาเราที่จะไปเข้าใจ ที่ท่านพูด

ท่านบอกว่า วันหนึ่งข้าจะเข้าใจ ในอาการทั้งหลาย ที่ข้าสงสัย ตอนนี้มันบางเบาแล้ว แต่ท่านไม่ใช่ผู้ที่จะมาชี้ข้าให้ถึงฝั่ง

ท่านบอกว่า ท่านไม่มีหน้าที่ตรงนี้กับข้า ชี้ยังไง ก็ไม่ถึง เป็นแต่จะเพิ่มความสงสัยและแบกปัญหาให้แก่ใจข้า หนักเข้าไปใหญ่

เพราะใจที่เป็นสันดานข้ามันเสีย พรหมเทวา ท่านยังเอือมระอา ตัดหางปล่อยวัดไปตั้งนานแล้ว

อ้าว…นี่เป็นเรื่องซวยเฉพาะตัวเลย เพิ่งจะรู้ มิน่า อยู่ป่า ไม่เห็นจะมีใครมาใส่บาตรให้กิน ซักที

ข้าวทิพย์น่ะ ข้าวทิพย์ อยากกินข้าวทิพย์อย่างที่เขาโม้ๆ กันบ้าง ข้างเหลืองๆ หอมๆ น่ะ ขอซักคำ

+-+ ข้าถามว่า แล้วทำไมหลวงพ่อไม่ออกไป ชี้แนะสั่งสอนชาวพุทธข้างนอกมั้งละครับ

-+- ท่านบอกว่า ท่านไปมาแล้ว หลายปีแล้ว คนเขาไม่ฟังกัน เขาจำๆ กัน ตามสัญญาโลก บอกไปเขาก็ไม่เชื่อ

ท่านบอกอีกว่า ตอนที่ท่านเข้าถึงธรรมใหม่ๆ ท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า ญาติๆ ท่านที่อยู่ทางอีสาน ศรัทธาในธรรมสูง แต่การวางจิต ยังผิดอยู่ จึงได้ออกจากป่า เดินทางไปโปรด

ปรากฏว่า เขาไม่ชอบใจ ไม่ต้อนรับ ที่ไปชี้แนะพวกเขา เขาหาว่า หายไปในป่า สี่ห้าปี

กลับมาคิดว่าตนเองบรรลุหรือไง เที่ยวมาบอกใครๆ ว่านั่นผิดนี่ผิด นี่มันจะเก่งเกินพระพุทธเจ้าแล้ว เกินตำราแล้ว

ตัวเองไม่มีเปรียญหรือได้สอบนักธรรมอะไร แต่ดันมาชี้ธรรม มหาเปรียญ นี่มันอวดอุตริ มนุษยธรรมแล้ว ท่านเล่าอย่างนั้น

ท่านจึงเดินทางกลับมาทางกาญจนบุรีอีก และก็อยู่ทางป่าแถบนี้ มาหลายปี ก็ได้เจอพระรั่วๆ อย่างข้าไปหลายรูปเหมือนกัน

แต่ทุกท่านนั้น ได้ตายไปหมดแล้ว อ้าว…ชิบหายเลยกู.. ใครเจอหลวงพ่อ เป็นได้ตายหมด วิบากธรรม มันดึงมาให้เจอกันเพื่อชี้ช่องธรรม

-+- ท่านหัวเราะ บอกว่า ใจข้าแกร่ง เป็นใจสัตว์ป่า มันไปของมันได้ วันหนึ่งข้างหน้า ข้าจะเข้าใจว่า อะไรทั้งหลาย มันก็เป็นของมันเช่นนั้นเอง แล้วข้าจะเข้าใจ ว่าทำไม ท่านจึงไม่ต้องการชี้แนะคน

+-+ ข้าว่า ไม่มีทางหรอกหลวงพ่อ หากวันใดผมมีวาสนาเข้าถึงภูมิธรรม จะแค่ไหนก็แล้วแต่ ผมจะเป็นกำลังให้กับศาสนา จะชี้แนะและสั่งสอนผู้คน ให้เห็นธรรม อย่างที่ผมเห็น หลวงพ่อคอยดู

-+- ท่านหัวเราะ และบอกว่า ข้าก็พูดมาแบบนี้ทุกๆ ชาตินั่นแหละ วางไอ้ตัวอยากให้คนอื่นได้เมื่อไหร่ ชาตินั้นแหละ มันถึงจะได้เกิดมา ไม่ตายฟรี มันพูดอย่างนี้ มาพันห้าร้อยชาติแล้ว ตายห่าก่อนทุกที เพราะใจปราถนาดีนี้ เป็นเหตุ ชาตินี้ที่ฤทธิ์ไม่ขึ้น เพราะเสือกไปอธิฐานเอง กลัวจะขวางมรรคผล

:: เออว่ะ….แม้ความดี มันก็เป็นตัวขวางมรรคผล ไอ้ข้าคิดว่า ความชั่ว เป็นตัวขวางมรรคผลซะอีก

ท่านให้ข้อคิดมา จนถึงเวลานี้ แม้จะหลายปีมาแล้ว ข้าก็พอเห็นแล้วว่า ขึ้นชื่อว่าคน แม่ง…สันดานเสียและชี้ยากชี้เย็นจริงๆ คงต้อง…ช่างแม่งมัน..!!

เย็นนี้โม้กันพอหนุกๆ สวัดดีน้องพี่ มีโอกาศจะโม้เรื่องอื่นๆ ที่ได้คุยกับหลวงพ่อ ให้ฟังอีก ต้องไปรับใช้พวกสัตว์ที่อยู่ด้วยกันอีก สวัสดี..

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง กำเนิดจิต…สมาธิ…พุทธะ หรือ ไสยะ…? ตอนที่ 4 ภาค “เข้าสู่ปฐมฌาน” ท่อนที่ 10 ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง