ปลงอสุภะ ท่อน 2

ปลงอสุภะ ท่อน 2

1112
0
แบ่งปัน

ปลงอสุภะ ท่อน 2หวัดดี ทุกคน วันนี้เรามาต่อกันเรื่องที่ค้างกันไว้เมื่อวาน เรื่องการปลง อสุภะ ข้าโม้ไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ไม่ได้จำเลย การปลงอสุภะ เราต้องเอา สุภะ มาปลง 

ไม่ใช่เอา อสุภะมาปลง แต่หากเรารังเกียจ อสุภะ เราจึงเอา อสุภะมาปลง ทุกวันนี้ เขาชี้กันกลับด้านกัน และชี้ธรรมไม่ถูกกาล 

เรื่องอสุภะนี้ ไม่ได้เหมาะกับผู้ครองเรือนเลย เพราะมันเป็นกองกรรมฐานที่มุ่งสู่ผลของอนาคามี คือไม่หวลกลับมาเกิด

แต่เอาเหอะ แม้เราจะไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ อยู่ในระดับจิตนี้ ข้าจะอธิบายออกมาให้ประจักษ์ใจ เพื่อเป็นความรู้ ในการนำไปใช้ ในเหตุบางประการ ของชีวิตประจำวันได้

การปลงอสุภะ มันมีเหตุและมีกาลของมัน หากเป็นนักบวช ท่านใช้ปลง ในกรณี ใจมันเกิดความกำหนัดยินดี แต่ถึงปลงอย่างไร มันก็ยังกระดอแข็งอยู่เช่นนั้นแหละ

มันปลงได้แค่ความคิด ท่านที่เป็นจิตอริยเจ้า ที่เรียกว่า เป็นขั้น อนาคามี ไม่ใช่ว่า เป็นผู้ ตัดความยินดี ในกามได้แล้ว ความรู้สึกไม่มีแล้ว บรรลุแล้ว ไม่ใช่อย่างนั้น

นี่..พูดอย่างธรรมและตรงตามความเป็นจริง ไม่ได้ทึกทักและว่าออกไปเอง เพราะขั้นอนาคามี เป็นเพียงขั้นที่ยังเป็นอาการหนึ่ง ของ อวิชชา

ความอยาก ที่คิดว่าไม่อยาก มันเกิดจาก กำลังฌาณอันแรงกล้า ที่เข้าไปข่มอารมณ์เหล่านี้ มันมีกำลังแรง เพราะเหตุแห่งความปราถนาหลุดพ้น มันสูง

แต่มันไปติดมานะ ตรงที่ว่า เจ้าตัวพอใจและยินดี ในผลที่มันไม่เกิดอารมณ์ ด้วยเข้าใจว่า มันไม่มีแล้ว ตรงนี้ เป็นอุปกิเลสตัวหนึ่ง เป็นตัวสังโยชน์ คือเครื่องร้อยรัด ตัวที่หก ที่เขาเรียกว่า เป็นมานะแห่งอนาคามี มันรัดรึงไว้

สังโยชน์อีก สี่ตัว ก็ผ่านไม่ได้ เพราะยังติด รูป และ อรูป ที่เข้าใจว่า ไม่มี และมีแล้ว โดยไม่รู้ตัว นี่..เป็นอาการฟุ้งซ่านอย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่ง อวิชา

หากไม่มีผู้ชี้ ไปไม่เป็น ไปยาก ดีไม่ดี ตายก่อน ต้องไปทบทวน ในรูปของภพจิต ที่ไม่ได้อาศัย กายหยาบ ที่เกิดจาก ดินน้ำลมไฟ เป็นเครื่องมือ เพื่อการปรุงอีก

โน่นเลย ไปค้างอยู่อีกหนึ่งภพ ก่อนที่จะเคลียร์ เข้าสู่ความเป็นจริง ผ่านเครื่องร้อยรัด ออกมาได้ เรียกว่า เข้าถึงสังโยชน์ ทั้ง 10 ในภพภูมิ ที่เหลืออีก 1 ภพ

ฉะนั้น แม้ขั้นอนาคามี ที่พวกนักธรรมเข้าใจกันว่า หมดความกำหนัดยินดีนั้น มันเป็นเพียง ภาวะที่พิจารณาจนเห็นชัดว่า มันสกปรกอย่างแท้จริง

ใจมันไม่เอา เจ้าตัวไม่เอา แต่อาการแห่งธรรมชาติโปรแกรม มันเอา… เพราะสัญญาเดิมๆ แห่งสัญชาติญาณมันยังมีอยู่

หากไม่มี มันก็เป็นมนุษย์ ที่ผิดปกติ มนุษย์ที่ผิดปกติ ไม่มีโอกาส เป็นพระอริยเจ้า เพราะใจเข้าไม่ถึงความสมบรูณ์แห่งความเป็นจริง

ตรงนี้แหละ ที่ท่านเรียกว่า มานะ ในขั้นนี้ ที่ผ่านไปไม่ได้ และท่านก็ตายไป ด้วยเข้าใจว่า ท่านหมด กิเลสตัณหาทางกามแล้ว

นี่..ท่านไม่เข้าใจ ว่า มันเกิดจากกำลังใจ ที่แรงกล้าในขั้นภูมิสมาธิ คือ อนาคามี เมื่อไร้ผู้ชี้ ที่รู้จริง อริยะขั้นนี้ จอดอยู่แค่นี้

เพราะคิดว่าที่สุดแห่งธรรมมีอยู่แค่นี้ และก็ตายไปด้วยธรรมที่ได้เพียงแค่นี้ แต่…ยังไม่พ้น ต้องไปค้างต่อ อยู่อีกหนึ่งภพ

บุรุษผู้อยู่ในธรรมขั้นนี้ หากมีผู้ชี้ ท่านจะเข้าใจทันทีว่า การที่ใจหมดความกำหนดยินดี ในรูปนั้น มันยังโต่งอยู่ เพราะ เพ่งและมีกำลังแรงมาทางด้านต้านกาม มันมีกำลังใจสูง

แต่ทางด้าน รส กลิ่น ผัสสะ และอารมณ์ใจ ก็ยังเสพอยู่เช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากรูปที่จะเสพทางผัสสะแห่งกามตัณหา ไปเป็น ทางผัสสะด้านอื่นแทน เท่านั้น

ไม่เอารูป เรียกว่า ไม่เย๊ดรูปดีกว่า เข้าใจง่าย แต่ยังไปเย๊ดกลิ่น เย๊ดเสียง เย๊ดรส นู่น..มันไปเย๊ดทางอื่น นี่..มันไปเข้าใจและมีมานะอยู่เช่นนี้ จึงได้เป็นผู้ที่ผ่านข้าม สังโยชน์อีก 5 ไม่ได้

มันเป็นอาการยึดดีอย่างหนึ่ง แต่ไปเสียอีกหลายๆ อย่าง ด้วยความไม่เข้าใจ เพราะหากใจมันหมดแล้วจากการยินดีในการ เสพสม

นี่..มันเป็นแค่ช่องทางผัสสะทางกาย แต่ช่องทางผัสสะทางอื่น รูปอื่น วัตถุอื่น มันก็ยัง…เอาอยู่ ด้วยเหตุนี้ เรียกว่าอารมณ์ คำว่าอารมณ์ มันจึงไม่หมดไปได้

เพราะหากอารมณ์มันหมด อารมณ์ด้านอื่น ก็ต้องหมดตามไปด้วย ไม่ใช่ว่า เจ้าของบรรลุแล้ว จบแล้ว ไม่มีแล้ว ในสิ่งนี้ แต่สิ่งอื่น มันก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม มันจึงแย้งกัน กับการที่คิดว่า เป็นผู้ไม่มีอารมณ์แล้ว

เห็นไหม ว่ามันขัดกัน เพราะตราบใดที่ยังมีรูปแห่งขันธ์ การปรุงแต่ง มันก็ย่อมเกิด..เป็นธรรมดา นี่…อริยเจ้าในขั้นนี้ ไม่เข้าใจตรงนี้ เรียกว่า เข้าไปตี อวิชชายังไม่ถึง อริยเจ้าในขั้นนี้ จึงยังเป็น ผู้ที่อยู่ใน อาการของ อวิชชาอยู่

หากหมดอารมณ์แห่งผัสสะจริง กินน้ำร้อนๆ ก็ไม่ต้องเป่าให้พออุ่นๆ กินพริกก็ไม่ต้องเผ็ด โดนไฟ ก็ไม่ต้องร้อน นี่..อย่างนี้ มันถึงจะหมดความรู้สึกจริงๆ มีเพียงรูปที่ครองกายรอสังขารแตกดับไป หากเข้าใจกันเช่นนั้น

การปลงอสุภะ เป็นการปลง เพื่อลดความกำหนัดยินดี ในสิ่งที่มันน่าหลงใหล เราก็ต้องเอาสิ่งที่น่าหลงใหลมาปลง ไม่ใช่ เอาสิ่งที่ไม่น่าหลงใหลมาปลง พอเข้าใจไหม

เพราะความน่าหลงใหลเป็นเหตุ เราจึงต้องเอาความน่าหลงใหลนี้ ออกไปจากใจให้ได้ การที่จะเอาสิ่งที่น่าหลงใหลออก มันก็ต้องพิจารณา

ให้เห็นถึงความเป็นจริง ในสิ่งที่น่าหลงใหลนั้น ว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่น่าหลงใหลนั้น มันสวยงามน่าหลงใหล จริงรึเปล่า

ในที่นี้ เราหมายถึงรูป ที่น่าพึงพอใจ หากเรามีเป้าหมาย เป็นใคร เราต้องเอาเป้าหมายนั้นที่เราหลงใหล มา พิจารณา ไม่ใช่เอาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน มาพิจารณา

การเอาซากศพ รูปศพ มาดูมาพิจารณา มันเป็นอีกนัยยะและอีกกาลหนึ่ง ของผู้ที่ผ่านขึ้นใดขั้นหนึ่ง ที่ประจักษ์แจ้งแทงใจแล้ว

เขาเอาสิ่งเหล่านี้ มาเป็นวิหารธรรม คือนำมาเป็นเครื่องอยู่แห่งจิต เพื่อไม่ไห้ตกลงไปในกระแส แห่งผัสสะ เรารักเราชอบผู้หญิงคนหนึ่ง

หากจะปลงอสุภะ เพื่อที่จะตัดใจจากใจที่มันหลงใหล ในรูปแห่งกายเธอ การปลง ที่เรียกว่าปลงอสุภะนั้น เราต้องเอากายเธอผู้นั้น มาโยนิโส

โยนิโส คือการพิจารณา หาเหตุหาผล และตั้งคำถาม ให้แก่ใจที่มันหลงใหล

สมัยหนึ่ง เมื่อสมัยก่อนที่ข้ายังไม่บวช ข้านี้ได้หลงใหลแม่นางผู้หนึ่ง มันครุ่นคิดถึงแต่นางผู้นี้

สมัยนั้น ข้าเองก็เป็นผู้ทำกรรมฐานจิต มาหลายปีแล้ว เหตุที่ครุ่นคิดถึงแต่แม่นางผู้นี้ เพราะเธอดันไป มีหน้าตา ท่วงท่า รูปทรง การพูดการจา และจิตใจที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนกับคนที่ข้า ได้เลิกรากันไป

เพราะความที่ข้าเคยหลงใหล ในกาม กับผู้หญิงคนนี้ ภาพเก่าๆ ทั้งหลาย มันก็เลยเกิด ข้าทำงานไม่ได้เลย เพราะใจมันคอยสอดส่ายหาแต่ผู้หญิงคนนี้

ทั้งๆ ที่ข้าก็รู้ดี ว่าจริงๆ แล้ว ใจข้าเอง ก็ไม่ต้องการ เพียงแต่มันรำคาญใจ ที่มันคอยสอดส่ายเข้าไปหา นี่…เป็นอำนาจของกำลังจิต ที่เจริญสมาธิ จนเกิดสติ รู้เท่าทันอาการ

มันเห็นภาวะใจ ที่มันส่งออกไป ยิ่งเธอมาทำดี และมีทีท่าว่า สนใจด้วย เพราะข้ามันมีกะตังค์ มันก็ยิ่งเห็นชัดถึง ความต้องการแห่งอารมณ์จิต ที่มันจะคว้า เอาเธอมาเลี้ยงดูอีก

แต่ตัวข้าเอง ไม่ต้องการ อย่างที่เห็นใจมันต้องการ ข้าเข้าใจ ว่านี่คือ อาการแห่งจิต ที่มันแสดงอาการออกมา เมื่อใจมันยังข้องแวะอยู่กับนาง

วันหนึ่ง ข้าก็ทำสงครามกับมัน ข้าเอง ได้นิมิตทางด้านกสิณอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยาก ในการที่จะ สร้างภาพ เธอขึ้นมา

ภาพเธอ ปรากฏขึ้นมาในมโนข้า ปรากฏอย่างแจ่มใส และข้าก็กำลังขับรถอยู่ กำลังขับกลับจากที่ทำงาน ที่อยู่ใกล้เธอ ข้าเอานิมิตแห่งเธอ ขึ้นวางในมโนจิต

++ เธอสวยงามน่ารัก แล้วถามว่า >> ชอบเธอไหม จิตภายใน ตอบว่าชอบ

++ ข้าจึงกำหนดให้ผมเธอร่วงลงไปร่วงลงไป จนหัวเธอดูหลอมแหล๋ม แล้วถามว่า อย่างนี้ชอบไหม >> มันก็ยังบอกว่าชอบ

++ จึงกำหนดให้เธอหัวโล้น >> มันก็ชอบ

++ ข้าเปลี่ยนใหม่ กำหนดจับเธอแก้ผ้าทั้งตัว ไม่ใส่อะไร และหัวก็โล้น >> ใจมันก็ชอบ

ตอนนั้น ข้าเข้าใจว่า ข้าข่มเรื่องอารมณ์พวกนี้ได้ แต่มันไม่จริงเลย เพราะแม้ว่าข้ารู้ทั้งรู้ ว่าข้าไม่เอาหรอก แต่ความชอบใจภายใน มันยังเอา

++ ข้ากำหนดให้ฟันเธอหัก >> มันก็ยังเอา

++ กำหนด ให้เป็นแผล เกิดริ้วรอย ไปทั้งหน้า >> มันก็ยังเอา

++ ข้าเลยจับแหกปาก เห็นเหงือก เห็นฟันโดยไม่มีหนังมาห่อหุ้ม >> มันไม่ตอบ ใจมันไม่ตอบ แต่มันก็ยังเอา มันเห็นความละเอียดแห่งการเอา เจืออยู่ในใจนั้น

++ จึงฉีกออกมองเห็นเป็นกระโหลก >> อย่างงี้ จะเอาไหม มันบอกว่า มันไม่เอา อย่างนี้มันไม่เอา

++ เมื่อไม่เอา ข้าก็รวมรูปใหม่ เป็นเธอที่สดใสเหมือนเดิม แล้วอย่างนี้..เอาไหม >> มันบอกว่าเอา

++ เมื่อกลับมาเป็นคนเดิม มันยังเอาอยู่ ข้าก็ต้องถอดออกไปใหม่ เป็นฟันที่ยุบเข้าไป ถามว่า จะเอาไหม >> มันก็บอกว่าเอา

++ ทำให้นมเธอเหี่ยว แฟบ เนื้อหนังเหี่ยว ย่น >> มันก็บอกว่ายังเอา

++ จึงลอกหนังออก เห็นตับไตใส้พุง เห็นชัดว่า ถึงตรงนี้ >> มันไม่เอา

++ เมื่อไม่เอา จึงเอาเธอมารวมรูปใหม่ แล้วถามว่า แล้วเป็นเธออย่างนี้ จะเอาไหม >> มันบอกว่า….เอา

นี่..จิตมันเป็นอยู่เช่นนี้ ข้าก็ต้องเข้าไปถอดเนื้อหนังอีก จนแยกเป็นชิ้นๆ ถึงขั้นนี้ มันไม่เอา แต่พอรวมรูปมันเอา

นี่..เขาเรียกว่า ปลงอสุภะมันไม่ตก ใจมันไม่ยอมลง แต่ที่สุด ข้าก็ปลงอสุภะตก และตกในภาวะต่อมา เมื่อขับรถกำลังจะเข้าบ้านพอดี

แต่วันนี้ เลยเวลามามากแล้ว พรุ่งนี้ ค่อยมาโม้ต่อ ว่าใจที่จะลงและปลงกับอสุภะ มันลงอย่างไร คืนนี้ ขอสวัสดี ทุกๆคน

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 2 เมษายน 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง