ใบไม้แห่งความพลัดพราก ท่อนที่ 14

ใบไม้แห่งความพลัดพราก ท่อนที่ 14

1106
0
แบ่งปัน

OLYMPUS DIGITAL CAMERAหวัดดีจร้า นี่..วันนี้จะฟังอะไรกันอีก เทศน์ไปเท่าไหร่ ไม่เคยมีใครสงสัยอะไรเลยวุ๊ย สงสัยกลัวจุก วันนี้โม้เรื่องผีท่านอั๋นต่อละกัน

ข้านี่..เป็นคนชอบพิสูจน์อะไร แปลกๆ อยู่แล้ว ข้าจึงเอาของขลังที่ข้ามี คือ เขี้ยวเสือ และงากำจัด ที่ตกทอดสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น

ข้าหยิบให้ท่านอั๋นดู เดี๋ยวเหอะ ผีได้กระเจิงมั่งละวะ ท่านอั๋นรับไปพลิกไปพลิกมา บอกว่า ของเด็กเล่น อ้าว…ไอ้ชิบหายกู..!!! หลงเก็บมาตั้งนาน ใครขอซื้อก็ไม่ขาย

นี่..ผีมันยังไม่รู้สึกอะไรเลย แถมบอกว่า เป็นของเล่นอีก เลยดึงกลับมาใส่กระเป๋าแบบเซ็งๆ ถามว่า นี่ของขลังนะโว๊ย..ไม่รู้สึกอะไรบ้างรึไง ฮึ.!!

ผีท่านอั๋นบอกว่า ก็ในนั้น มันก็มีผีอยู่เหมือนกัน ผีเจอผี จะไปสนใจอะไร โน่น มันไปป้องกัน พวกสัตว์ ที่มีสัญญาต่อกันโน่น

ถ้าไม่มีสัญญาต่อกัน มันก็เป็นแค่ สากกระเบือ..!! โหยยย…มันน่าเตะปากผี..นิ กูเก็บของกูมาตั้งนาน พูดซะ…

จึงล้วงเอาพระธาตุที่นำมาจากภูเขาควาย ยื่นให้ดู เอาวะ..คิดในใจ ถ้าไม่รู้สึกอะไร และบอกว่า เป็นของเล่นอีก กูเลิกพกพวกวัตถุเหล่านี้เด็ดขาด…ผีมันมาให้พิสูจน์แล้วนี่

ท่านอั๋นรับไป รีบนำมาเทินไว้เหนือหัว และกดลงไปบนกระหม่อม หลับตาพริ้ม และบอกกับข้าว่า ประคำนี้ หลวงพี่ต้องเก็บรักษาไว้ เพราะมีคุณมาก กำลังมาก

เวลาหลวงพี่ไปอยู่ป่า อยู่ถ้ำ ให้หลวงพี่ นำติดตัวไปด้วย อย่าใหัห่างตัว แล้วเขาก็ยกประคำพระธาตุ ขึ้นสาธุคุณ ก่อนส่งคืนให้ข้า อย่างเคารพ

ข้านึกได้ว่า ข้ามีแหวน รุ่น จปร. เป็นล็อกเก็ต รัชกาลที่ 5 จึงยื่นให้เขาไปดู แค่กระแสแหวนผ่านหน้าเขา ท่านอั๋นตัวสั่นเทิ้ม ยกมือขึ้นเหนือหัว ร้องเสียงสั่นว่า องค์เสด็จ พ่ออออออ…

ร่างกายงี้ สั่นเป็นเจ้าเข้า โยกไปโยนมา ทรงกายแทบไม่ได้ มีอาการจะตายเอา ปากคอมือไม่สั่น บอกว่า เอาออกไป เอาเสด็จพ่อออกไป

ข้าจึงเก็บเข้ากุฏิ และถามว่า เป็นอะไร เขาบอกว่า อำนาจแห่งองค์เสด็จพ่อ ร. 5 มีอำนาจมาก เขาต้านกระแสไม่ไหว เกือบหลุดกระเด็นออกไป ดี..ที่หลวงพี่ นำเข้าไปเก็บไว้ก่อน

นี่..ข้าพิสูจน์อย่างนี้ สรุปว่า วัตถุของขลังใดๆ ต้องมีสัญญาของผู้รับ และเจตนาเป็นปัจจัย จึงจะเกิดผล อย่างพระธาตุ เขารับไปแล้ว เป็นกระแสเย็น มันจึงกลายเป็นไปเพิ่มพูนบารมีให้เขา

เหตุเพราะเขา ไม่มีเจตนาร้าย หากเป็นเจตนาร้าย กระแสแห่งพระธาตุ ก็จะไปทำลาย พลังงานของเขา เพราะข้าเองก็นำไปทดสอบกับผีอื่นมาเหมือนกัน

จับปุ๊บ ร่างสลายกลายเป็นอากาศหายไปเลย ส่วนแหวน เป็นกระแสแห่งบารมี ที่กระแสพลังมีความกดดันที่เหนือกว่า

เพราะในแหวน มีอดีต น้องชายที่แสนจะรักข้า ยอมตายแทนข้า ในอดีตชาติ คุ้มครองดูแลแหวนอยู่ นี่..เป็นเรื่องที่แยกออกไปอีก

ผีเขาบอกว่า เขาไม่ได้กลัววัตถุ อย่างที่คนพากันเข้าใจ บางผี เขาเป็นผู้สร้างวัตถุขึ้นมาเอง เขาจะไปกลัวทำไม เพียงแต่ตอนเป็นมนุษย์ เขาโง่และบ้ากันไปเอง

อย่างพระสมเด็จ ขอให้เป็นรูปพระสมเด็จเหอะ คนจะจำแนกว่า นี่แท้นี่เก๊ นั่นเป็นเรื่องของคน แต่ถ้าผีที่มีสัญญาต่อพระสมเด็จ บันทึกไว้ว่า

นี้คือวัตถุมงคลขององค์สมเด็จโต เขาจะละเว้น และหลีกทางให้ ไม่ขัดขืน เขาไม่กล้าล่วงเกิน ครูบาอาจารย์ ไม่ใช่เพราะเขากลัวพระสมเด็จ

หากเจอผีที่ไม่มีสัญญาต่อกัน พระสมเด็จ ก็เป็นเพียง ตุ๊กตาแบนๆ ไม่มีค่าอะไรในสายตาผี มันจะรำคาญเอาด้วยซ้ำ ที่เอาออกมาขู่มัน ข้าลองมาแล้ว

พระเกศไชโย ผีอีกตัวก้มลงกราบ แต่อีกตัว มันหยิบไปพลิกไปพลิกมา แล้วปาหัวข้า ฐานโตแล้ว ยังเอาตุ๊กตามาล้อเล่นกะมัน

นึกแล้วข้ายังขำไม่หาย ไอ้เรื่องความเชื่องมงายของชาวพุทธเรา พอมีโอกาสได้ทดสอบสนามจริงๆ ไอ้ที่เชื่อๆ กัน มันไม่เป็นท่ากันซักเรื่อง โง่หลายแท้

คิดว่า..เป็นของดี มีแล้ว จะรอดราวตากผ้า ไอ้บ้าเอ๊ย ดันไปแพ้ราวตากผ้า ของดีแค่ราวตากผ้ายังแพ้ แล้วนี่..จะหวังพึ่งอะไรกับของดี

ท่านอั๋น เล่าว่า ในอดีต เราเกิดร่วมยุคในพระเทียนราชา ที่มีเมียชื่อ พระนางศรีสุริโยทัย ครั้นนั้น บ้านเมืองแตกระส่ำระสาย ใครๆ ต่างก็คิดอยากครองเมือง

หลังจากข้าตาย ก็เกิดการแย่งชิง ความเป็นใหญ่กัน ที่สุด พระเทียนก็ได้ขึ้นครองราชแทน แต่ต้องรวบรวมกำลังและเข่นฆ่า คนไทยด้วยกันเป็นจำนวนมาก

ข้าเองนี่ ผีเขาบอกว่า ข้าสั่งตัดหัวพวกคิดแย่งเป็นใหญ่ ที่ลานหน้าวัง ตรงแม่น้ำป่าสัก เดี๋ยวนี้เป็นตลาดหัวรอ ที่อยุธยา

พวกนั้นโดนตัดหัวตายเรียงรายประจานฟ้าดิน มากกว่า 400 ศพ ผีพวกนั้น มันจึงแค้นจัด เพียงแต่ ผีพวกนั้น มันทำอะไรข้าไม่ได้เท่านั้น กำลังแห่งจิตมันผิดกันไกล

ข้าฟังแล้ว ค่อยโล่งอกหน่อย เหตุเพราะศัตรูข้าเยอะ และข้านี้ ก็ได้ช่วยท่านอั๋นนี้ มาตลอดทุกชาติ ที่ได้เกิดมาร่วมกัน

มันเป็นวิบากที่เกิดจาก ความเมตตา และดันไปพอใจ ความเมตตานั้น วิบากก็เลยส่งผล เพราะความพอใจเป็นเหตุ

ยิ่งพอใจ จิตมันก็ต้องอาศัยความพอใจนั้น เป็นเสบียงในการเกิด เพื่อมารับผลแห่งวิบาก คือช่วยต่อไปอีก เพราะมันเป็นเหตุ ให้ได้รับผลไปอีกอย่างหนึ่ง

ถ้าเอาจิตย้อนไปดูผู้ที่ข้าสั่งฆ่า ข้าก็เคยสั่งฆ่ามาเช่นนี้ทุกๆ ชาติ ที่เกิดมา มันอาศัย ความพอใจที่ได้สั่งฆ่า มาเป็นเสบียงในการก่อเกิด

ผลแห่งวิบากก็คือ อายุสั้นและเกิดเหตุเภทภัยทางกายทุกชาติด้วยเช่นกัน นี่..เป็นเรื่องกรรมและผลวิบาก ที่ข้าเห็นชัด มันจึงทำให้เกิดความหวาดหวั่นในวัฏฏะ อย่างน่าเกลียดน่ากลัว

จิตมันจึงดิ้นรนที่จะหาทางออก จากวงล้อแห่งวัฏฏะนี้ให้ได้ เรื่องพวกนี้ พวกเราไม่เห็น พูดไปก็ไม่รู้เรื่อง อาศัยเพียงแค่อยากฟังกันเท่านั้น

ผีท่านอั๋น บอกกล่าวมาเลยว่า ขอให้ทำบุญทำกุศลกันเยอะๆ อย่าได้ขาดเลยที่เดียว เพราะผลแห่งกุศลมันมีผลตอบแทนเป็นวิบาก แห่งกุศลที่จะนำเราให้ไปสู่ภพภูมิที่ สว่างและสบาย

หลุดพ้นจากสภาพล่องลอยอย่างเดียวดายอย่างที่เรียกว่า สัมภเวสี ไปสู่ยังสถานที่ดีๆ เป็นที่พำนัก มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย ตามที่จิตได้ปรุงแต่งไป ตามกำลังเหตุแห่งสัญญาจิต

ฉะนั้น จึงควรทำทาน ทำบุญทำกุศลกันเยอะๆ นี่..ผีเขาว่าอย่างนี้ ในทัศนะผี เขามีเพียงสัญญาเห็น เขาไม่รู้ลึกไปกว่านั้น ว่า หนทางแห่งความหลุดพ้นนั้น ยังมีปัญญาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงอีก

ท่านอั๋นเห็นชัด ถึงเนื้อหนังที่หาสาระไม่ได้ จากเลือดเนื้อของเจ้าแก้ว ที่ตนเองครองกาย เขาหยิบเส้นผม ขนและหยิกผิวหนัง ออกมา

เขาบอกว่า ทำไมตอนเป็นคน เขาถึงมองไม่เห็นความจริงชัดๆ อย่างนี้ ทำไม..??? เนื้อหนังพวกนี้ มันเป็นแค่ซากที่อุ่นๆพร้อมจะเน่า อยู่ทุกขณะจิต

มันแตกหักและหลุดร่วง หาค่าอะไรไม่ได้เลย แต่ทำไม เราหลงมันจัง เขาบอกว่า เขาเคยหลงรูปสังขารนี้ หลงสีผิวนี้ ที่มันฉาบมันเคลือบ เลือดเนื้อและของเหม็นเน่า อยู่ภายใน

เขารู้สึกสะอิดสะเอียนกายนี้เหลือทน มันเป็นแค่ธาตุวัตถุที่ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย นี่ถ้าเขาเอามีดมากรีด มันก็คงไม่เจ็บที่ว่าเจ็บๆ มันเป็นอาการแห่งจิตโน่น

มันไม่เกี่ยวกับกายอะไรเลย แต่ทำไม ตอนเขาเป็นคน ทำไมเขาถึงเจ็บ แล้วตอนนี้ เขาก็ใช้กายนี้ ทำไมเขาถึงไม่เจ็บ

ข้าขี้เกียจจะอธิบายผี ว่าทั้งหลายที่ผีเข้าใจนั้น ถูก ที่ผีไม่เจ็บ เพราะโปรแกรมแห่งนามขันธ์ มันไม่บันทึกสัญญาว่า เป็นตนเอง ก็เท่านั้น

เรื่องนี้ ง่ายสำหรับข้า แต่ไม่อธิบาย เพราะอธิบายผี บางเรื่อง มันก็เปล่าประโยชน์ ผีฟังแล้วแม้จะเข้าใจ แต่ก็ไม่มีเครื่องมือบันทึก

ความเข้าใจ เป็นได้แค่ความรู้ ที่สลายกลายเป็นอากาศ ที่ไม่มีผลอะไรจะเกิดขึ้นกับดวงจิต เมื่อเวลาผ่านไปหลายวันเข้า เวลาท่านอั๋นครองร่างเจ้าแก้ว เขาจะเริ่มสั่น มือไม้สั่น ตัวเริ่มโยก

ข้าถามว่า อั๋นเป็นอะไร ทำไมตัวถึงได้สั่น พูดก็สั่นๆ ยังกะคุมตัวเองไม่ได้ เขาบอกว่า สภาวะจิตของเจ้าแก้ว ที่ได้อยู่ใกล้ข้า ได้ฟังธรรมจากข้า มันเริ่มมีกำลังแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

เขาชักจะคลุมไม่ค่อยอยู่ จิตมันเริ่มต้านของมันเอง นี่ อาศัยกำลังแห่งสมาธิและการอยู่บวชเป็นสำคัญ เรื่องนี้พิสูจน์ได้ว่า คนที่ฝึกมาทางกรรมฐาน

และได้รับการอบรมธรรม ใจที่เริ่มเข้าใจ มันจะวางอุปาทานได้มากขึ้นเรื่อยๆ ผีจะไม่สามารถเข้ามากุมใจของผู้กระทำได้ ยิ่งผู้ฝึก ที่กำลังแข็งๆ ผียิ่งคลุมไม่ได้เลย

แต่..ก็ต้องไปเจอผี ที่เป็นกระแสระดับเดียวกันอีกนั่นแหละ หากมีสัญญาต่อกัน เรื่องจิตนี้ ซับซ้อนและละเอียดอ่อน เข้าถึงยากมากๆ

ภายหลัง เจ้าแก้ว ก็ไม่โดนผีท่านอั๋น เฝ้าติดตามเอาชีวิตอีก และไม่ได้เข้าไปกุมร่างอีก ยกเว้น..เมื่อเจ้าแก้วอยู่ต่อหน้าข้า ดั่งปีก่อนนู่น เจ้าแก้วมาบุญญพลัง

นั่งกรรมฐานฟังธรรมอยู่ดีๆ ผีท่านอั๋นก็มาครองร่าง ข้าจึงให้ผีท่านอั๋น อยู่ที่นี่ อยู่ดูแลหอฉันท์ เพราะเขาบอกว่าสวย และเขาชอบมากๆ

เสาศาลาและรอบๆ มีแต่ผีเต็มไปหมด เขาขออยู่ดูแลหอฉันท์เอง ข้าจึงอนุญาต ฉะนั้น ใครมานอนที่นี่ ก็คงมีโอกาสได้เจอท่านอั๋น เพราะเขาประจำอยู่ที่นี่แล้ว มาเจอกันซิ..

วันนี้ คงพอกันแค่นี้ และขอจบเรื่องผีท่านอั๋นแต่งเพียงแค่นี้ สวัสดี ขอสาธุคุณกับทุกๆท่าน สวัสดี..!!!!

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 11 มีนาคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง