โต่งด้วยคำแห่ง พุทธวจนะ

โต่งด้วยคำแห่ง พุทธวจนะ

694
0
แบ่งปัน

ในกลุ่มบุญญพลังนี่ น้องๆ อ่านพุทธวจนะกันเยอะ

ข้าเองนี่ สนับสนุนการศึกษาธรรม ที่ท่านผู้แปลอุตส่าห์แปลขยายกันออกมา

เป็นเจตนาที่ดี และปราถนาที่จะให้ชาวพุทธทั้งหลาย ได้รับฟังธรรมจากสัตบุรุษ ผู้ค้นพบความเป็นจริงแห่งธรรมชาติ

แต่เพราะความด้อยปัญญาของเจ้าของ ที่เอาอัตตาตัวตนเข้าไปเป็นอุปาทานในคำแห่ง พุทธวจนะ ที่เหล่าอรรถาจารย์ท่านแปลกันออกมา

และอ้างอิงว่านี่คือคำกล่าวที่ถูกต้อง อย่างอื่นผิดหมด ดูว่ามันเป็นอัตตาที่ซ้อนความจริง ที่เจ้าตัวไม่รู้สึกละอายต่ออัตตาแห่งตน ที่ยัดเยียดลงไปเป็นหลักการ ว่านี้เป็นธรมอันเป็นสัจธรรม

มันเป็นการประจานปัญญาตนเอง ที่ไม่ได้มีความรู้ลึกเกี่ยวกับธรรมอะไร แต่ไปเอาการอ้างตำรา ที่แปลๆ กันมา ซึ่งยังต้องเทียบเคียงละค้นคว้าให้ใกล้เคียงอีกต่อไป

โดยความเป็นจริงแล้ว คำแปลเหล่านี้ ยังต้องค้นคว้าและเรียบเรียงค้นหา ให้ใกล้เคียงตรงตามธรรมอย่างที่สุด

ซึ่งผู้แปลบาลีเอง ไม่มีใครที่จะแปลธรรมเหล่านี้ ออกมาได้ตรงความหมายที่แท้จริงได้

ดีที่สุดก็คือการเทียบเคียงให้ใกล้เคียงที่สุด และยังคงต้องค้นคว้ารอผู้รู้มาอธิบายขยาย ให้ได้ใกล้เคียงที่สุด

ตำรานี่ เป็นภาษาสมมุติที่ถ่ายทอดกันมา แต่ละยุคก็มีการอธิบายด้วยอรรถจารย์ เพื่อขยายใจความให้เข้าใจ

แม้แต่ตัวบาลีเองก็เช่นกัน ต่างแยกย่อยขยายออกไปในหลายๆ ที่ หลายๆ ภาษา

เป็นการแปลกลับไปกลับมาของเจ้าของภาษาและคำบาลี เพื่อรักษาภาษาดั้งเดิมไว้

โดยนัยนี้ แม้บาลีเอง ก็ย่อมโดนพอกพูนด้วยเจตนาอันเกิดจากอัตตาเจ้าของคนถ่ายทอด

ความเพี้ยนและความหมาย มันห่างไกลจากสัจธรรมไป ไม่ใช่น้อย

แต่ไม่ใช่ว่าจะผิด หรือกูถูกมึงผิด อย่างที่บางสำนักเข้าใจในอุปาทานที่อวดๆ กันมา

ผิดถูกอย่างไร ผู้มีปัญญาสามารถนำมาเรียนรู้ เอาความรู้ทั้งหลายมาเทียบเคียงและสอดส่งลงไปได้ หากเจ้าของได้ทำการปฏิบัติจริงเพื่อหวังมรรคผล

สมัยก่อนพระไตรฏิฏกจำจากบาลี ไปเป็นภาษาสิงหล เนื่องด้วยความเสื่อมโทรมของชาวพุทธ และสงคราม มันสูญหายไปจากอินเดียเลยทีเดียว

พ.ศ 900 เศษ พระพุทธโฆษาจารย์ ได้แปลกลับมาจากภาษาสิงหลเป็นบาลีอีกครั้ง

ตอนเป็นภาษาสิงหฬล็ต้องพอกพูนไปตามภาษาของชาวลังกาละ เมื่อกลับมาเป็นบาลี การแปลความเสริมเติมแต่ง ก็ต้องแทรกเข้าไปอีก ไม่ใช่น้อยเพื่ออธิบายความ

เพราะชาวลังกาเองก็รวมรวมมาจากหลายๆสถานที่ โดยใช้วิธีท่องและจดจำกันเอา เมื่อมาขยายเป็นภาษาสืงหล

แน่นอนที่ต้องแทรกความเห็นแห่งเนื้อหาเพื่อขยายความกันให้เข้าใจ ในบทความแห่งภาษา ที่เดิมๆเป็นภาษามคธบาลี

เมื่อมาแปลกลับเป็นภาษาบาลีอีก คำแห่งภาษาสิงหฬบางคำก็ต้องนำกลับมาขยายความ แม้จะเป็นคำสั้นๆ ด้วยภาษาต่างกัน การเข้าใจคำ มันก็ย่อมไม่เข้าใจ เหมือนเจ้าของภาษา

ความผิดเพี้ยนและการแทรกขยายความหมาย ย่อมบิดและผิดเพี้ยน นี่..เป็นธรรมดา
และนับจากนั้น เราก็ใช้พระไตรปิฏกฉบับบาลี ที่พระพุทธโฆษาจารย์แปลออกมานี้

มาเป็นบรรทัดฐาน เพื่อใช้แปลออกมาเป็นภาษาต่างๆให้เข้าใจใน พระไตรปิฏก

พระไตรปิฏกทั้งเล่ม เป็นแนวทางเป็นแผนที่

จะมาอ้างว่าเอามาจากฉบับโน้นฉบับนี้ มันก็เกิดจากการแปลเขามา

ยิ่งสำนักพุทธวจนะ กล่าวว่า นี่เอามาจากพระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ

พระไตรปิฏกแห่งสยามรัฐนี่ เป็นภาษาไทยที่เป็นบาลี ไม่ใช่อักขระขอมแต่ดั้งเดิม ฉบับสยามรัฐนี่ ไม่ได้แปลออกมาจากบาลีขอม มาเป็นความหมายของภาษาไทย

เป็นแค่บาลีไทย ที่ใส่ตัวอักษรไทยเพื่อใช้อ่านบาลีขอม แม้ภายหลังจะแปลกันหลายสำนัก ก็เป็นการแปลจากบาลีไทย นี่..ก็ย่อมต้องแทรกคำเพื่อขยายความหมายให้เข้าใจลงไปอีกเยอะ

การแปลความกันออกมา ก็ต้องเทียบเคียงการแปลแบบพจนานุกรม ซึ่งมันก็ย่อมไม่ตรงกับความหมายแห่งประโยคคำ

สำนักนี้ จะมีผู้รู้ผู้แตกฉานบาลีซักกี่คน ถึงได้เก่งขนาดแปลบาลีออกมาเอง ว่านี่เป็นธรรมที่ตรง ตามความเป็นจริงอย่างที่สุด ถึงกับประกาศอ้างว่าของคนอื่น ผิดหมด ไม่รับฟังใคร

ฉบับสยามรัฐเอง มีผู้แปลกันออกมาเป็นภาษาไทยกันหลายชุด เป็นชุดอรรถาจารย์ก็มี แปลกันเป็นท่อนๆ ไม่ต่อเนื่อง เพราะต้องแปลเขามา

ความหมายทั้งหลาย แม้ผู้เชี่ยวชาญบาลีเอง ก็ยังต้องถกความหมาย และให้คำแปลออกมาไม่ได้ในบางคำ จึงต้องอาศัยการทับศัพท์ลงไป พอเป็นประมาณ แล้วค่อยขยายเพื่อความเข้าใจ ในหนังสืออรรถกถาจารย์

ไม่ใช่ว่า จะมาอวดอ้างได้ว่า ที่ตนแปลออกมานั้น มันถูกต้องตรงเผง อย่างสำนักพุทธวจนะว่า

ยิ่งถ้าโม้ว่า แปลมาจากฉบับภาษาไทยของสยามรัฐ นี่ก็แล้วไปกันใหญ่ หากเป็นภาษาไทย ก็เป็นภาษาแปลจากอรรถกฐาจารย์แปลกันทั้งดุ้น เพราะสยามรัฐไม่มีภาษาไทยอย่าง ฉบับที่เราอ่านๆกันอย่างที่เขาแปล

แต่เจ้าสำนักกลับดันประกาสไม่เอาคำแห่งอรรถกถาจารย์ เหล่าสาวก ก็ว่ากันตาม ทั้งๆที่คำแปลเหล่านั้น เป็นของเหล่าอรรถกถาจารย์

นี่..มันแย้งคำพูดกัน แสดงความอ่อนหัดในเชิงปัญญา ประจานความโง่ตนเองให้โลกรู้

เพียงแต่โลกมันมีคนโง่มากกว่าคนมีปัญญา เหล่าสาวกจึงหลับหูหลับตาไม่มีใครสาวผลไปหาความจริง

เอาความหมายที่เจ้าสำนักอธิบาย ออกไปทิ่มแทงผู้คน เพราะหลงว่าตนเองถูก คนอื่นผิด

แปลมาเผยแพร่น่ะดี ทุกคนเขาสาธุการ แต่ที่ไม่ดี ก็เหตุแห่งการเอาอัตตาของตัวตนเข้าไปแทรก และโจมตีผู้อื่น

ที่หลายคนเบือนหน้าหนี ก็เพราะความเสือกที่เป็นเจ้าของเข้าไปแทรกนี่แหละ เป็นสำคัญ

และดื้อรั้นไม่ฟังใคร ยึดแต่อัตตาแห่งตนว่านี่ พระพุทธเจ้าพูดๆๆๆ

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง ** เอะอะก็พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน ** ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง