แสดงศักดาอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ

แสดงศักดาอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ

215
0
แบ่งปัน

****** “แสดงศักดาอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ” ******

มีไอ้บ้าคนหนึ่ง มันเคปเจอร์หน้าจอไว้ แล้วพยายามยัดเยียดว่า นี่เป็นหลักฐานว่า ข้านี่ไปเริ่มต้นว่าและกล่าวหาพวกเขาก่อน

ซึ่งในข้อความนั้นข้าได้เขียนถึงคำว่า “ไอ้พวกบ้าพุทธวจนะ” ในธรรมเรื่องการดูจิต

ด้วยคำนี้ไอ้พวกนี้มันเดือดร้อน มันไปเรียกพวกมันมาเห่าหอนกันเกรียวกราว ซึ่งก็มีไม่กี่ตัวหรอก ที่พากันเห่าหอน

เพราะมันเดือดร้อนและยอมรับว่า มันเป็นพวกไอ้บ้าพุทธวจนะจริงๆ

ที่ข้าเขียนออกไปเช่นนั้น ว่าพวกไอ้บ้าพุทธวจนะก็เพราะว่า ไอ้พวกสันดานเสียเหล่านี้นี่แหละ

มันมักจะมารุกรานแสดงธรรมอย่างไร้ปัญญาและเสียดสีเฟสนี้มาก่อน มันมักมาอวดศักดาผู้มีความทรงธรรมพระสูตร

ก็แค่ยกตัวอย่างประกอบธรรมไอ้พวกเลวพวกนี้เท่านั้น ที่เคยมาก่อกวน มีไม่กี่ตัวหรอกที่ว่างๆก็มาเห่าหอนที

จริงๆมันก็เจตนาดี ถ้าไม่หวังดีด้วยความเสือกของมันและข่มผู้อื่นว่าเป็นพวกนอกพระพุทธศาสนา

มันเอาที่นี่ไปปู้ยี่ปู้ยำอะไรเยอะแยะในหมู่พวกมัน

ข้าไม่เคยตามไปสนใจมันหรอก เมื่อมีคนก๊อปและเอามาเล่าให้ฟัง

ข้าดูเป็นเรื่องเด็กน้อยหลงธรรมหลงเปลือก

ที่เจ้าสำนักเองทึกทักเอาเองด้วยอัตตาแห่งตนโจมตีผู้อื่นมากกว่า

ที่จริงเรื่องเอาธรรมแห่งพระสูตรมาประกาศนี่ ข้าสาธุโมทนา

มันช่วยให้ผู้คนได้รู้ได้ศึกษาธรรมได้มากยิ่งขึ้น

แต่ที่ผู้คนเขาไม่ชอบใจกันก็เพราะ เจ้าพวกนี้มันมันดูถูกดูแคลน

คนที่ไม่ได้อ่านพุทธวจน ว่าเป็นพวกไม่รู้ธรรม

เป็นพวกนอกศาสนา เป็นพวกบิดเบือนพระธรรม ไม่ถูกต้อง โง่ งี่เง่าเพราะไม่อ่านธรรมแห่งคำตถาคต

ที่สำคัญ ยึดพระสูตรแล้วเอาไปฟาดฟันผู้อื่น

ไม่ฟังใคร ไม่ฟังคำอธิบาย จะเอาแต่ความคิดกูอย่างเดียว

ยึดความหมายของนักแปล ที่แปลตามพจนานุกรม

ไม่ได้แปลด้วยภูมิธรรมที่ปฏิบัติเข้าถึง

อ้างความเป็นสาวก

ไม่ฟังคำสาวก ปรามาสแม้พระอริยเจ้าเช่นพระสารีบุตร ด้วยอัตตาแห่งตนที่ไม่เข้าใจธรรม

นี่ถ้าเอาพระสูตรมาวางด้วยความอยากรู้ ในความหมาย แล้วถามมาเหอะทุกพระสูตร

ข้าก็จะอธิบายให้อย่างเข้าใจและลูบคลำได้ด้วยปัญญาของพวกเราเอง ข้ายินดี

แต่นี่

แต่ละรายที่เข้ามา

ล้วนทำตัวเป็นนักเลงธรรมกันเข้ามา

แค่อ่านพุทธวจนะหน่อยหนึ่ง

ถึงขนาดมาสอนพระ ว่ากล่าวเหล่าพระทั่วไป

เพราะทึกทักยัดเยียดว่าเขาไม่อ่านธรรมเหล่านี้

นี่ มันเป็นกันซะอย่างนี้..

เพราะความอวดธรรมที่จำที่ฟังมา

เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นตัวตน

เพื่ออวดตน ชูตนว่าเป็นผู้รู้ธรรม

จึงเอาข้อธรรมมาฟาดฟันผู้อื่น ทั้งๆที่ตนยังไม่ได้เข้าใจอะไรนักเลย

อาการเช่นนี้มันเป็นบาปอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนแอนตี้และรังเกียจ

คนพวกนี้ ไม่เข้าใจว่าอะไรคือจิต

ไม่เข้าใจว่าอะไรคือเวทนา

ไม่เข้าในว่าอะไรคือกาย

ไม่เข้าใจว่าอะไรคือธรรม

ที่เข้าใจ คือนึกตรึกตรองกันไป ตามที่เขาแปลๆกันมา

มันไม่ต่างจากพวกศาสนาอิสลาม คริสต์ ที่ให้เชื่อแต่ส่วนเดียว

ห้ามคิด ห้ามค้าน ห้ามขัดขวาง

ใครไม่เชื่อคือพวกนอกศาสนา

นี่..มันจึงกลายเป็นลัทธิหนึ่งที่ไม่ใช่พุทธ

พุทธนั้น..คือปัญญา

มีอิสระทางความคิด

เพราะอิสระนี่แหละ จึงเกิดนิกายต่างๆมากมาย

แต่แม้จะเกิดนิกายมากมาย

เมื่อถึงที่สุดแห่งธรรมคือปัญญารู้แจ้ง

ทุกนิกายก็ลงรวมกันเรียกว่าถึงความเป็นพุทธะ

การหลากหลายความคิดเห็นเป็นลักษณะของผู้มีปัญญา

การเชื่อและงมงายต้องนั่นนี่นู่นส่วนเดียว มันเป็นเรื่องแห่งความงมงาย

แม้บ้าธรรมจากพระสูตรโดยไม่ฟังใครนี่ก็เป็นความงมงาย

และความงมงายที่ไร้ปัญญาเช่นนี้

ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมหายลงไปด้วยทิฏฐิแห่งตนที่ไม่เอาใคร..

*********************

คำถาม >> กระผมขอโอกาสครับ

กราบนมัสการท่านพระอาจารย์และนอบน้อมในธรรมที่กล่าวไว้

เคยได้ยินผู้ทรงศีลธรรม ปรารภไว้ประมาณว่า บาลีนั้นเป็นภาษาแขกโบราณ อรรถาจารย์เป็นผู้ตีความ เอาความเห็นส่วนตัวใส่เข้าไปแต่งตำรา

ตำราที่แต่งออกมาจึงควรเรียกว่า สัญญาจารย์

กราบนมัสการครับ

*** พระอาจารย์ตอบ

การสังคายนาคือการรวบรวมธรรมที่กระจัดกระจาย

ท่านก็เริ่มจากความทรงจำของแต่ละคน ที่อยู่ในเหตุการณ์ ที่ฟังและจำๆมา

แน่นอน ว่าต้องใช้การตรึกเพื่อบรรยายสิ่งที่ตนเข้าใจออกมา

ฉะนั้น จะไปบอกว่า พระพุทธเจ้าตรัสทุกคำหาได้ไม่ มันเป็นการตรึกของเหล่าสาวกเท่าที่จำได้

แต่ก็พอจะอนุมานไว้ได้เป็นเครื่องชี้แนวทาง

ยิ่งมีการสังคายนานับเป็นสิบๆครั้ง

ก็ยิ่งขยายความออกไปหนักขึ้น

ภาษาที่ใช้ก็แปลกแตกแยกกันไป

ซึ่งมันเป็นสัญญาแห่งอรรถาจารย์เขียนกันทั้งนั้น

มันเป็นเปลือกห่อหุ้มเนื้อเยื่ออันเป็นสัจธรรมอยู่

มันต้องรอผู้มีปัญญามาแกะมากระเทาะเปลือกออกเพื่อแกะกินเนื้อเยื่อ

แต่พวกบ้าตำรา บ้าอักขระ กลับแดกทั้งเปลือก

แล้วประกาศบอกว่านี่คือการกินที่ถูกต้อง

แถมยัดเยียดทุกคนให้กินทั้งเปลือกอีกว่าถูกต้อง

เช่นนี้ มันน่ากระทืบเจ้าพวกนี้ไหม

ที่แกะเนื้อเยื่อไม่เป็น อ้างพระพุทธเจ้าสั่ง

…………………………………………..

ยิ่งเรื่องเสาหินอโศกนี่ ยิ่งแล้วใหญ่

เสาอโศกนี่เป็นเสาหลักแสดงปักอาณาเขต

เพื่อสยายเขตแดนแห่งอาณาจักรพระเจ้าอโศกผู้ปกครองแผ่นดินโมริยะ

ในเสาก็สลักเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับบ้านเมือง การค้า การปกครอง

หลากหลายภาษา หลากหลายอักษร แยกแตกต่างออกไปในแต่ละเมือง

มีภาษาจารึกเป็นอักษรพราหมณ์ อันเป็นภาษาท้องถิ่น ของแคว้นอวันตี
ที่สำคัญ ไม่มีซักต้นที่สลักภาษามคธ อันเป็นบาลีที่แสดงธรรม

เสาอโศกนี่ มีการสลักธรรมพื้นๆเกี่ยวกับ ทาน ศีล จริยวัตรของพระจักรพรรดิธรรมราชา

ไม่ได้สลักเกี่ยวกับคำเทศนาของพระพุทธเจ้าหรือพระภิกษุสงฆ์อะไร

ส่วนใหญ่แปลออกมาให้ทุกคนมุ่งพ้นจากลัทธิบูชายัญ วรรณะพราหมณ์ต่างๆ และความงมงายที่ไร้เหตุผล

เสาต่างๆได้แสดงจารึกส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเป็นอยู่ ธรรมมาภิบาล และการอยู่ร่วมกันอย่างไม่เบียดเบียน

ไม่มีข้อความใดที่จะไปกล่าวถึงการเทศนาของพระพุทธองค์เจ้าอะไรเลย

และทรงสั่งให้แต่ละเมือง ยกเสาหินสลักขึ้นมาเพื่อแสดงเขตแดนแห่งการปกครอง ซึ่งก็ว่ากันไปตามภาษาของแต่ละถิ่น

เสาอโศกมีมากมายหลายภาษา ยกขึ้นมาเพื่อประกาศแสนยานุภาพของพระเจ้าอโศก

เพราะเหตุแห่งพระเจ้าอโศกท่านยิ่งใหญ่ และเป็นพราหมณ์นับถือพุทธ

พวกนักเขียนเลยรวบเอาพระเจ้าอโศก มาแต่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนาให้ยิ่งใหญ่ไปซะเลย

ส่วนสถานที่สำคัญในพุทธศาสนา ก็ได้แสดงอาณาเขตสลักปักเสาไว้เพื่อแสดงความเป็นพุทธมามกะ

การที่อ้างเสาหินอโศกว่า เอาธรรมมาจากเสาหลักหินนี่ เป็นโกหกคำโตที่ไม่เข้าไปศึกษาให้ดีก่อนกล่าวอ้าง

ส่วนเหล่าสาวกต่างก็เชื่อกันและพากันอ้างตาม แล้วยกไปข่มไปฟาดผู้อื่นว่านำพุทธวจนะมาจากเสาหิน

นี่..แสดงความโง่พอๆกันด้วยความฉลาดที่ยกขึ้นมาอวด

พระสูตรต่างๆก็เหมือนกัน ยังไม่ได้วินิจฉัยอย่างถูกต้องนักในการแปลภาษา

แต่เจ้าพวกนี้ต่างก็ยกกันมาอ้างและฟาดฟันผู้อื่นกัน

ถ้าไม่ไปดูถูกภูมิผู้อื่นว่าโง่ และนอกศาสนา เพราะไม่ได้อ่านพุทธวจนะ

และโกหกคำโตถึงแหล่งที่มา ทั้งๆที่ลอกเขามาทั้งเพ

เรื่องข้าศึกปรปักษ์ระหว่างพวกบ้าพุทธวจน กับคนทั่วไปที่เขามีความคิด มันก็คงไม่เกิด

ต่างฝ่ายต่างก็วินิจฉัยธรรมของตนที่เห็นต่างกันออกไปด้วยเหตุด้วยผล

ซึ่งที่สุดมันก็ลงสู่ร่องรอยเดียวกันจุดเดียวกัน

แต่เจ้าพวกนี้มันมักจะยัดเยียดคนที่ไม่ลงกับตนว่า

ไอ้พวกนอกศาสนา ไม่เอาคำพระพุทธเจ้า

ทั้งๆที่เขาต่างก็เป็นชาวพุทธเหมือนเช่นมึง..เอ้ยคุณเช่นกัน

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง