เที่ยวธุดงค์ ท่อนสอง

เที่ยวธุดงค์ ท่อนสอง

172
0
แบ่งปัน

**** เที่ยวธุดงค์ ท่อนสอง ****

หวัดดีต่อกันเลย ** อันที่จริงเรื่องนี้เคยลงในเฟสไปแล้ว พอดีน้องๆเขาเก็บท่อนแรกมาให้ ข้านึกว่า ยังไม่ได้ลงเฟส ก็เลยเอามาลง เพิ่งรู้ว่ามันยังมีอีกสองท่อนนะ

ไม่เป็นไร หลายคนยังไม่ได้ฟัง เรามาฟังกันเอาหนุกอีกท่อนนึงนะ

ที่สุดตกลง ข้าก็ตั้งใจว่า จะอยู่ต่อ หลังจากพวกป่าไม้เขากลับไป

วันนั้น หลังจากเดินจงกรมพิจารณา เหตุแห่งความกลัว มันก็รู้ชัดว่า มันเป็นอาการหลงอย่างหนึ่งที่สติมันมีกำลังไม่พอ

มันขาดกำลังแห่งสมาธิ ไม่ใช่ว่า ข้าไม่มีสมาธิ ถ้าสมาธิที่หมายถึงนั่งหลับตา แล้วใจสงบแบบเราๆ น่ะกับข้าไม่ต้องพูดถึง

หายใจไม่กี่พรืดดด ข้าก็เหลือแต่สติลอยเด่นเป็นอุเบกขาแล้ว ไม่ใช่ความหมายแห่งอาการสมาธิอย่างนั้น

สมาธินี่ที่มีไม่พอ ข้าหมายถึงความตั้งมั่นแห่งสติที่พร้อมมูล
ทั้งสมาธิที่ตั้งมั่นต่อผัสสะ และปัญญาที่เท่าทันกับสมาธิที่มีสติกระทบกับผัสสะเหล่านั้น

นี่..คือความหมายสำหรับใจที่มีภูมิอย่างที่ข้าเป็น

เดี๋ยวคำถามมีมาวุ่นอีก เพราะเรามันเข้าใจกันโต่งๆ และชอบรวบกาล

พอตอนเย็นในป่า มันก็มืดแล้ว เสียงจั๊กจั่นเรไร คร่ำครวญอย่างหนาหู
ลักษณะอย่างนี้ เป็นรหัสป่าว่า ปลอดภัย

ข้าออกจากทางจงกรมไปนั่งสมาธิ วันนี้ ขอลองอีกซักตั้ง ดูซิ จะเป็นไรไป

เมื่อย้อนกลับมาสอดส่องใจ มันก็รู้ชัดว่าไม่มีความกลัวหลงเหลือค้างคาอยู่ในนั้นอีกเลย

เออ…ค่อยยังชั่ว นั่งด้วยความสงบ จิตถอยเข้าถอยออกตั้งหลายต่อหลายครั้ง

ทั้งป่าก็ยังสงบ และเสียงดังสนั่นป่าอยู่เช่นนั้น เสียงสนั่นดังลั่นแห่งป่าน่าแปลกใจ มันไม่สนใจ มันไม่หนวกหู มันเป็นเสียงธรรมชาติที่ใจมันยอมรับได้

นั่งหลับตาเมื่อไหร่ ใจก็สงบ ข้านั่งจนเกิดแสงสว่างแจ้งขาวโพลนไปทั้งจิต ซึ่งไม่ได้เป็นบ่อยนัก แต่ถ้าสว่างแจ้งเช่นนี้มันก็ง่ายในการที่จะโยนิโสเพื่อเห็นภาพ

เราอยากเห็นอะไรก็ได้ ในความสว่างจ้าแห่งจิตที่ปรากฏอยู่เช่นนั้น ภาวะเช่นนี้ ท่านเรียกว่า โอภาส

ในความสว่างจ้านั้น จริงๆ แล้ว เราอยู่ในวงของโอภาสเหมือนตกอยู่ในทะเลนม หากเรากำหนดถอยออกมา ความสว่างจ้านั้นที่เรามองไม่เห็นขอบเขต เป็นแค่ดวงวงกลมเล็กๆที่เป็นอณูหนึ่งในอากาศ เท่านั้นเอง

แต่จิตเราละเอียดกว่าอณูนั้น และความละเอียดแห่งจิตนี้ สามารถแทรกพลังงานและภาวะแห่งความรู้สึกเข้าไปอยู่ในอณูวงกลมเล็กๆ อันสว่างจ้านั้นได้

มันเป็นของมันเองตามธรรมชาติจิต บางคนนั่งสมาธิอยู่ดีๆ ก็เกิดความสว่างจ้าขึ้นมาก็เกิดอาการตกใจ ทำอะไรไม่ถูก

แต่ผู้ที่มีประสบการณ์ และมีความชำนาญ พร้อมปัญญา จะสามารกนำเอาอาการแห่งโอภาสนี้ มาทำการโยนิโส ย้อนดูอดีต ปัจจุบัน ได้เป็นวิชาแรก ที่เรียกว่า บุพเพนิวาสา

ภาพจะปรากฏชัดเจน และเราก็เข้าใจในภาพอันปรุงแต่งนั้นได้ เพราะใจมันก็พากษ์ไปกับภาพที่ปรากฏ

และหากกำหนดจิต เอาความสว่างจ้าอันเป็นโอภาสนั้นถอยออกมา จนเห็นเป็นจุดเล็กๆ เราสามารถที่จะกำหนดจิตพุ่งออกไปยังตำแหน่งสว่างวงเล็กๆ ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้นได้

เรียกว่า เป็นการถอด อทิสมานกายออกท่องเที่ยว นี่..บางที่เขาทำกันแบบนี้ ทางภาคใต้บ้านข้า เขาก็ถอดจิตท่องเที่ยวกัน วิธีนี้ที่บ้านข้า เขาก็ทำกัน โดยเฉพาะทวด ท่านว่ามาเช่นนี้ว่า

เมื่อใจเป็นสมาธิจนเกิดปรากฏแสงสีขาวลอยเด่นขึ้นมา จะใกล้จะไกล จะใหญ่หรือเป็นแค่จุดเล็ก ให้กำหนดไว้ที่หน้าผาก แล้วอธิษฐานจิตพุ่งออกไป

จิตก็จะออกไปนอกกาย ตอนกลับก็ใช้วิธีเดิม แต่ความจริงไม่จำเป็นก็ได้ มันจะออก มันก็ออกของมันเอง ไม่จำเป็นต้องเอาแสงสว่างมาเป็นเครื่องมือล่อจิตก็ได้ จะมาบอกว่าต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ ก็ไม่แน่อีก เรื่องจิตนี่ แต่นี่..เป็นวิธีของทวดเขา

ตอนนั้น ยังไม่เข้าใจ จึงทำอย่างที่เขาบอกไม่เป็น บางคนนั่งเพียงเล็กน้อยก็เกิดแสงสว่างเป็นจุดเล็กๆ อยู่ตรงหน้า มันจะเริ่มต้น ม้วนเป็นควันขาวๆ ลอยเด่นอยู่ และมันจะค่อยๆ ขาวขึ้น ขาวขึ้นๆๆๆๆ จนสว่างจ้า เป็นจุดเล็กๆ

นี่แหละ เขาเรียกว่า โอภาส มันเป็นโอภาสที่จิตถอยออกมาไกล หากเป็นวงขนาดใหญ่และสว่างจ้า นี่..จิตมันใกล้เข้ามา

ถ้าจ้าเลย สว่างเลย ไร้อาณาเขต นั่นแสดงว่า จิตมันแทรกตัวอยู่ในโอภาส คนมีความชำนาญ เขาจะสามารถถอยเข้าถอยออกได้

ให้ความสว่างจ้านั้น เล็กก็ได้ ใหญ่ก็ได้ จ้าก็ได้ และภาวะใจที่เกิดโอภาสนี้ เป็นภาวะที่ง่ายต่อการติดต่อทุกภพภูมิ เพราะมันเป็นภาวะจิตที่เป็นกลาง อยู่ที่เจ้าตัวว่า จะโยนิโส ปรุงแต่งใส่อะไรเข้าไป

คืนนั้น ข้าเกิดโอภาส ข้าก็เลยสงบอยู่ในความสว่างนั้นจนรุ่งแจ้ง จนสายแล้ว ข้าถึงลุกออกมาเดินจงกรม ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ เพราะเพิ่งฟาดอาหารเข้าไปตอนเที่ยงเมื่อวาน

ข้าเดินพิจารณาอาการแห่งจิตอันหลากหลายที่ยังไม่เข้าใจมัน โดยไม่มีอะไรมารบกวนเป็นเวลาอีกสามวัน

คืนนั้น ข้านั่งสงบอยู่ตรงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นเดิม ต้นไม้นั้นมันมีผลเป็นฝัก เขาเรียกว่า ต้นมะค่าโมง ใบมันเหมือนใบต้นประดู่ข้าเพิ่งจะสังเกตเห็นในตอนหลัง

นั่งอยู่ดีๆ ขนก็ลุกซู่อีก มันแรงขึ้น แรงขึ้น จนขนหัวลุกตั้ง ความยะเยือกแห่งอาการมาเยือนกูอีกแล้ว นี่….ไอ้ห่า..ไอ้หมอนั่นมันเริ่มขู่อีกแล้ว

มันมาแล้ว…ไอ้เจ้าเดิมแน่ๆ มันมาแล้ว อากาศเริ่มก่อตัวจนมีความเหนียวแน่น มันมาร้อยรัดตัวหมุนติ้วๆๆๆ จนร่างกายโยกคลอน

แต่ใจข้ามันยิ้มร่า บอกสบายๆ แต่อาการแห่งกาย มันก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม คือ เย็นยะเยือก และขนลุกขนพอง สยองเกล้า

มันจะหยอง ก็หยองไป แต่ใจข้าไม่หยองไปกับมันด้วย นี่..เป็นภาวะ ที่จิตใจมันตั้งมั่น มันไม่พรั่นพรึงไปตามผัสสะที่กระทบ

สติมันมีกำลังมาจากการได้โยนิโสถึงเหตุถึงผลในอาการทั้งหลายที่มันได้เผชิญ มันได้หลักใจ แต่ขี้คร้านจะอธิบาย เดี๋ยวจะเป็นการนอกเรื่อง และเยิ่นเย้ออีก

ปัญญามันรู้ชัดว่า ใจไม่ได้ไปเป็นเจ้าของอาการแห่งกายที่เกิด ปรากฏเลย มันจดจ่ออยู่แต่กับสติที่เฝ้าเพ่งใจว่า มันจะส่งผลและมีอาการอย่างไร

นี่.แสดงว่าแม้ใจที่แสดงออก มันก็ไม่ใช่เราเพราะมีเราเป็นผู้เฝ้าดูอาการแห่งใจที่แสดงออกอยู่ มันมีเราที่อยู่ลึกไปจากความเป็นใจ ที่เราเข้าใจกัน

อากาศมันวนรัดตัวอยู่นาน อากาศรอบข้างแตกเสียงเป็นเพนียงไฟ เปรี๊ยะๆๆๆ กระจายจนได้ยินก้องและชัด อากาศมันแตกเปรี๊ยะยังกะข้าวโพดโดนไฟ

ที่สุด มันก็เริ่มเบาบางลง ฮ่าๆๆ มันขู่ข้าไม่กลัว เมื่อทุกอย่างนิ่งข้าก็ลืมตาขึ้น ทุกอย่างยังคงมืดมิด ป่าก็คือป่า สงบและไร้ เสียงไพรป่า แห่งเรไร มันเงียบจนหูมีเสียงลั่น เปรี๊ยะ ลม…มันเสียดเสียงลั่นหู

ข้าจึงหลับตา และผ่อนท่วงท่าอาการทั้งหลายลง แค่หลับตา ความสว่างจ้าก็ขาวโพลนไปทั้งจิต ข้านิ่งอยู่กับความสว่างนั้น พลัน ในความสว่างนั้นก็เกิดร่างของอสูรกายขึ้น

มันใหญ่โตและดูทะมึน ยืนชี้หน้าข้า มันเปล่งเสียงเบาๆ แต่ดังสนั่นโสตประสาทว่า ไป๊..แก….จงออกไป ออกไปให้พ้นจากที่นี่…..!!!

คืนนี้ จะสามทุ่มแล้ว ผลเป็นยังไง พรุ่งนี้ มีเวลาจะมาเล่าต่อ แหม…กำลังลุ้นกันเลยซิท่า วันนี้..สวัสดีทุกคนนะจร้า หวัดดี

วันที่ 14 มีนาคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง