เข้าใจว่า มหาภูต ๔ มโน วิญญาน นี่คือจิต

เข้าใจว่า มหาภูต ๔ มโน วิญญาน นี่คือจิต

892
0
แบ่งปัน

เรื่องนี้อธิบายในธรรมเชิงลึก ให้มันตื้น ตามรู้ตามเข้าใจได้ ต้องค่อยๆ อ่านด้วยจึงจะเกิดปัญญา

คำถาม : จิตมันไม่รู้อะไร ใจมันปรุงให้จิตคิดตาม ถูกไหมคับหลวงพี่ สาธุ

พระอาจารย์ : ไม่ถูกน่ะ Napatr Disayabutr จิตไม่มีหน้าที่คิดตาม จิตมันเป็นเช่นน้ำที่โดนปรุง

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล

พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า ดูภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง

ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ข้อ นั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตาย ก็ดี

ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น

แต่ตถาคตเรียก ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้ เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือ ไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านานฉะนั้น

ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลาย กำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอา ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต ๔ นี้ โดยความเป็นตน
ยังชอบกว่า แต่จะ เข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่

เพราะเหตุไร เพราะร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปี บ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปี บ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ

แต่ว่าตถาคตเรียกร่างกายอันเป็น ที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน

พระอาจารย์ : มันเป็นภูมิปัญญาของผู้แปลบาลี ที่ไม่เข้าใจลึกถึงเรื่องจิตน่ะเจ้าหนุ่ม

เขาแปลเอาผัสสะที่เกิดเวทนาเป็นความหมายแห่งจิต

ผู้ที่เข้าถึงเรื่องจิต จะเห็นชัดว่า คำแปลเหล่านี้ มันเป็นก้อนๆ

ขยายความออกมาในเชิงลึกไม่ได้

นี่พวกมาฟังมาอ่านตามหลังก็เข้าใจว่า พระพุทธเจ้ากล่าว

ท่านกล่าวประมาณนี้ แต่คนแปลมันแปลไม่ถูกตามที่พระพุทธองค์กล่าว

มันเป็นภูมิปัญญาแปลของคนแปล เอาภูมิปัญญาแปลของคนแปลว่านี่พระพุทธเจ้าพูด มันก็บ้ากันเท่านั้น

อย่างนี่มั้นโง่หลายและเชื่อง่าย เอาอาการผัสสะ มาเป็นการเกิดดับของจิต

แล้วคำของใครถูกครับ ของท่านหรือ ?

พระอาจารย์ : ไม่ใช่ของใครถูกผิด แต่กล่าวให้ตรงตามความเป็นจริง ว่ามันเป็นของมันอย่างนี้

ต้องเชื่อคำท่านหรือครับ ถึงจะเรียกว่าผู้ฉลาด ?

พระอาจารย์ : คุยให้มันเป็นเพื่อนกันซิ อย่าออกอาการรุกราน ถ้าพูดภาษาเพื่อนนี่ คุยกันง่าย เข้าใจง่าย ที่เหลือ อยู่ที่เราตัดสินใจ ไม่จำเป็นต้องเชื่อใคร

ทุกคนมีปัญญารู้เหตุรู้ผลทั้งนั้น หากมันเป็นตามความเป็นจริง คนจริงมันย่อมจะฟังกันอยู่แล้ว

ข้าแค่ชี้ ไปตามจริตภาษา ไม่ได้ว่า หรือหมายถึงแกเจ้าหนุ่ม เพียงแต่เหตุมันมาตามนั้น แกก็เลยเข้าใจว่าข้า รุกรานแก

คิดให้มันละเอียดซิ เจตนาว่าหรือรุกรานหรือเปล่า

ข้าพูดกับใครในหน้าเพจนี้ ข้าก็กล่าวประมาณนี้ ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร

บางอย่างคนมันนำข้อความมาวางผิด เราก็คุยก็ถกเถียงกัน ตามความเป็นจริงตามเหตุตามผล

ไม่ใช่ว่า จะต้องมาเชื่อหรือมาฟัง ธรรมนี้มันมีมาเพื่อการถอดถอน

ธรรมจำกับคัดลอกมาวางนี่ มันต้องอธิบายกันมา

หน้าเพจนี้ มันมีปัญญาอ่านออกกันทุกคน เข้ากูเกิ้ลได้ทุกคน

เมื่อก๊อปมา ก็ต้องอธิบาย

ไม่เช่นนั้นก็เป็นการดูถูกภูมิปัญญาคน โดยไม่รู้ตัว

ด้วยการเอาตำรามากางและอ้างอิง โดยที่เจ้าของ ไม่มีภูมิอะไรเลย นอกจากจำเขามา

อรรถาจารย์เขาแปลมาว่า ตถาคต เรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุม แห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญานบ้าง

จะยกตัวอย่างให้ฟังว่า อย่างนี้ ผม ขนเล็บ ฟัน หนัง ก็เป็นจิตซิ

หรือ เลือด เนื้อ น้ำเหลือง น้ำมูก ก็เป็น มโน หรือจิตซิ

หรือ ขี้ เยี่ยว เหงื่อ ผังผืด เป็น วิญญาน เป็น มโน เป็นจิต งั้นรึ

เพราะพวกนี้ มันต่างก็เป็น มหาภูตจากดิน น้ำ ลม ไฟกันทั้งนั้น

นี่ พวกบ้าพุทธวจน มันเอาจิตมาเป็นมหาภูตรูป เพราะคนแปลมันเอา มหาภูตรูปมาเป็น จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญานบ้าง โดยไม่เข้าถึงความชัดแห่งสัจธรรมว่า มหาภูตรูปเหล่านี้ มันเป็น วิบากจิต เป็นเครื่องมือของจิต ไม่ใช่ตัวจิต

คราวนี้พวกบ้าตำรา ก็เอา มโนบ้าง วิญญานบ้าง ความรู้สึกบ้าง มาเป็นตัวจิต ไม่รู้จักว่าสิ่งเหล่านี้ มันเป็นอาการของจิต

ที่บอกว่า ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในเวลากลางวันและกลางคืน นี่เลยพากันเข้าใจว่าจิตนี้เกิดดับ

เอาความเกิดดับมาเป็นจิต แบบพวกเรียนตำรานักอภิธรรม ที่เข้าใจว่า จิตเกิดดับตลอดเวลา จิตมีหลายดวง

มันเอาอาการผัสสะมาเป็นการเกิดดับของดวงจิต ยามเกิดเวทนา

การตื่นของคนเรานี่ เรียกว่า วิถีจิต การหลับนี่ เรียกว่า ภวังค์จิต มันไม่ใช่เป็นจิตเกิดดับด้วยเหตุแห่งกลางวันหรือกลางคืน

มันเป็นโปรแกรมจิต ที่เป็นธรรมชาติในการจบจาก วิถีจิต ก็เข้าสู่ภวังค์จิต เพื่อพักร่างกายในการทำงาน

แต่จิตมันไม่ได้พัก มันยังคงทำงานในอีกสภาพภวังค์จิตต่อ มันยังปรุงยังทำงานโดยไม่มีวันหยุด

การเกิดดับเป็นเรื่องของโลก เป็นเรื่องของไตรลักษณ์ เป็นเรื่องของ อัตตา อนัตตา ที่มันเป็นธรรมชาติของมันอย่างนั้น

แต่จิตนี่ มันเหนือไปจากไตรลักษณ์ มันไม่ได้เกิดดับอย่างตำราเขียน มันแจ้งสว่างด้วยการปรุงตลอดเวลา มันเป็นธรรมธาตุที่เป็นลักษณะธรรมดาของมัน ที่มันเป็นธรรมดาของมันเช่นนั้น

เอาคำแปลของภูมิคนแปลมาเป็นคำ พระพุทธเจ้าโดยวินิจฉัยธรรมไม่เป็น อย่างงี้ก็เป็นชาวพุทธ ที่ยังโง่หลาย ใครว่าอย่างไร ก็ยึดเชื่อกันไปอย่างนั้น

ท่าน ธรรมกะ บุญญพลัง ถ้าอย่างนั้นผมขออภัยครับท่าน สาธุ และผมจะพยายามละมันครับ มันก็ไม่ง่ายจริงนะครับ

พระอาจารย์ : จริงๆ เจ้าหนุ่มนี่เป็นคนฉลาด

คนฉลาดควรเจอผู้ที่มีภูมิฉลาดชี้ มันจะเป็นคุณแก่จิตที่ได้เกิดมา

คนฉลาดย่อมไม่เชื่อและไม่ฟังอะไรโดยไม่ไตร่ตรองกันอยู่แล้ว

ฉะนั้น คำพูดใดๆ มันหลอกล่อและทำให้คนฉลาดเชื่อไม่ได้อยู่แล้ว หากมันไม่ใช้ความเป็นจริง

ตรงนี้ เราชี้ธรรมให้คนฉลาดคิด ไม่ได้ชี้ธรรมให้คนโง่เดินตาม

เหล็กหนึ่งท่อนวางอย่างไร้ค่าและเป็นสนิม

มันก็เป็นแค่เศษเหล็กที่มีค่า โลละไม่กี่สตังค์

แม้เนื้อแท้ จะคงความเป็นเหล็ก ที่หนาแน่นและคงทนกว่าไม้ชั้นดี

แต่ท่อนเหล็กที่ไร้ค่าในสายตา มันก็เป็นได้แค่เศษเหล็ก

เหล็กที่ไร้ค่าหากมีผู้นำมาทุบ มาเผา มาตี มาขนาบแล้วขนาบอีก

ไล่ความเป็นสนิม ไล่ความอ่อนที่เกาะอยู่ตามเนื้อเหล็ก

การที่ได้ตีได้นวดแล้วนวดอีกด้วยการทุบตี

ไม่นานเหล็กที่ไร้ค่า ก็เป็นเหล็กกล้าปลอดสนิมชั้นดี

กลายรูปจากเศษเหล็กที่ไร้ค่า มาเป็นมีดดาบอันทรงคุณค่า

เป็นที่นิยมของผู้ต้องการและแสวงหา

เหล็กไร้ค่ากับมีดชั้นดี มันก็มาจากเนื้อเหล็ก เนื้อเดียวกัน

เหล็กอ่อนไม่คงทนต่อการทุบตี

ไฉนเลย จะเป็นมีดเป็นดาบที่ล้ำค่าขึ้นมาได้

มาเถอะ ที่นี่เป็นบ้านอันหลากหลาย การถูกใจไม่ถูกใจนี่ เป็นธรรมดา

ข้าอ้าแขนรับทั้งนั้น เพียงแต่ปากหมาและด่าแรง มันเป็นสันดานและจริต

แก้ไม่ได้ซะด้วย แก้เมื่อไหร่ ตอแหลมันเกิด

จะเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้อง ก็คงต้องทนๆ กันเอา จวกกันได้ ไม่ว่ากัน

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง จิตเป็นเหตุ ใจจึงมี ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง