อยู่อย่างโง่ๆ ที่ไม่โง่นัก

อยู่อย่างโง่ๆ ที่ไม่โง่นัก

539
0
แบ่งปัน

<< พระอาจารย์ : หวัดดี นู๋ๆ ท่ามกลางฝนพรำ วันนี้ทหารมา 2 คันรถ และตรงมาที่นี่เลย เป็นทหารรุ่นเดอะทั้งนั่น สองคันรถ คันแรก จอดบนฝั่งท่าทราย อีกคัน มุ่งตรงมายังที่อยู่เรา 

ทั้งสองคัน มีทหารอยู่สองนาย คันที่มุ่งมาทางแพเรา มหาได้อ๊อกเชื่อมติดตั้งล้อใหม่ให้แล้ว พอที่จะเข็นหินได้ ส่วนนายทหาร ให้เณรจับไว้เป็นตัวประกัน เพราะทำงานยังไม่เสร็จ ยังกลับไม่ได

ที่จริงพวกทหารไม่รู้หรอกว่า มหาคือพันตำรวจโท ปลอมตัวมาบวชเพื่อเฝ้าดูแลข้า และที่มหาไม่รู้ก็คือ ข้าก็เป็นพระเอกลิเก ปลอมตัวมาบวช ฮ่าๆๆ คลายเครียดหน่อยๆๆๆๆ พวกแกนี่เครียดหลายๆ

ที่นี่มืดโคตรๆ ฝนพรำด้วย นี่ถ้าอยู่คนเดียว ได้วิ่งกันน้ำบาน เพราะสาระพัดเสียง น่ากลัว นี่..นึกๆ ไป มันก็น่าตลกมากๆ ข้าเองมีศักยภาพหลากหลาย แต่ต้องมา นอนอยู่ท่ามกลางความโล่งแจ้งเช่นนี้

กินครั้งเดียว ไร้ครอบครัว ไร้สิ่งที่จะอำนวยความสะดวก ทั้งๆ ที่มีก็ได้ ซื้อหาเอาก็ได้ ไม่ได้ไปดูหนัง ไม่ได้ไปเฮฮากับเพื่อน แยกจากครอบครัว เอ้ยยย อะไรวะนี่..??? ข้าเป็นอะไรไปแล้ว นี่..เกิดมาเป็นอย่างนี้ มันบ้าแล้ว ข้าต้องบ้าแน่ๆ เลย

คนเราเกิดมามีชีวิตเดียว แต่ต้องขจัดสิ้นทุกสิ่งอย่าง เพื่อมาอยู่อย่างนี้ เพื่อมาปฏิบัติให้ตนลำบาก เพื่อให้รู้ธรรม นี่..ข้าก็เข้าถึงธรรม เห็นความเป็นจริงทั้งหลายแล้ว ว่ามันเป็นสมมุติ ด้วยภาวะจิตเอง

แล้วทำไม…???? เราไม่ออกไปฉลองกัน ที่รู้ธรรมและใช้ชีวิตที่มีความสุขพร้อมลูกเมีย หาเงินเยอะๆ อย่างเดิมเล่า…ทำไม

เมื่อรู้แล้ว เข้าใจแล้ว ทำไม ไม่ออกไปอยู่อย่างพวกเรา ทำไม.????

ใครช่วยตอบข้าที คนโง่ๆอย่างข้าชักไม่เข้าใจ ทำไมๆๆๆ ไม่ออกไปอยู่สบายๆอย่างใครๆเขา มานั่งเป็นฤษีเฒ่าในป่าอยู่ทำไม ข้าจะรออ่านและซดโอวัลตินร้อนๆแก้โง่ซักหน่อย ว่ามาๆๆๆไอ้น้องๆ

>> ลูกศิษย์ 1 : มันย่อมไหลไปตามกระแส เพราะสัญญาเรามี ต้านได้ยากขนาดหนัก

>> ลูกศิษย์ 2 : เพราะ..ว่า เห็นความเป็นจริงทั้งหลายแล้ว ว่ามันเป็นสมมุติ และไม่ได้อยู่ในสมมุติ เลยไม่ ทำไม

>> ลูกศิษย์ 3 : เพราะหลวงตาเห็นแล้วถึงแล้วซึ่งวัฏฏะและสังสารวัฏต่างๆ ว่าเป็นสิ่งสมมุติ เราไม่สามารถนำสิ่งต่างๆ ที่เราสร้างสมมาในอัตภาพนี้ไปกับเราด้วยได้เมื่อยามกายเราดับครับ ทั้งพ่อแม่ลูกเมีย ทรัพย์สินเงินทอง เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ กายดับแล้วก็ไม่มีสิ่งไหนเป็นของเราครับ

>> ลูกศิษย์ 4 : เพราะข้างนอกกระแสแห่งกิเลสมันต้านทานยาก

>> ลูกศิษย์ 1 : สมมุติมันก็เห็นอยู่เป็นอยู่ตราบใดสังขารยังมีสัญญาทำงานกินพริกยังเผ็ดกินเกลือก็เค็มนี่ก็สมมุติ หลวงตาเข้าใจว่าออกไปสู่สังคมแล้ว ผัสสะเมื่อไหร่ก็ไหลทวนกระแสได้ยากกกกกก

>> ลูกศิษย์ 5 : เพราะเราไม่ได้ไหลไปกับโลกของสมมุตินี่ครับใจมันได้ถูกอบรมไปแล้วครับ

>> ลูกศิษย์ 6 : มีลาภเสื่อมลาภมียศเสื่อมยศ ทุกอย่างเป็นสิ่งสมมุติทั้งสิ้น ครับ เลยไม่ย้อนกลับมากิเลสอีก

>> ลูกศิษย์ 7 : เมื่อรู้แจ้งตลอดสาย ว่าสรรพสิ่งทั้งหลาย มันเป็นสมมุติ เมื่อเป็นสมมุติย่อมหาความจริงไม่มี เมื่อหาความจริงไม่มี แล้วจะต้องกลับมาอีกทำไม และการย้อนทวนกระแสเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง แต่การไหลตามกระ ง่ายๆ นิดเดียว

>> ลูกศิษย์ 8 : เพราะ จิตมันไหลไปกับกระแส งัย อยู่ที่ไหน มันก้อไหลไปเรื่อย บังคับไม่ได้ว่าอยากให้ มีครอบครัว หรือไม่มี เมื่อเกิดผัสสะ บ่อยๆ แบบนี้ มันก้อไหลไปเรื่อย มีลูก ห่วงลูก มีสมบัติ ห่วงสมบัติ ตามกระผัสสะ ไปเรื่อยๆ

>> ลูกศิษย์ 9 : เพราะใจของพระอาจารย์ได้ตายไปพร้อมกับโลกสมมุติแล้ว

>> ลูกศิษย์ 10 : ถ้าหลวงพี่ไม่ชี้ให้เห็นความเป็นจริงคงต้องเวียนมาอีกเป็นแน่กราบเท้าหลวงพี่ขอรับ

>> ลูกศิษย์ 8 : แบบที่หลวงพี่บอกบ่อยๆ ว่าทำไม เมื่อสิ้นสงสัยแล้ว ไม่กลับ ไปมีลูกมีเมีย ถ้ากลับมา จิตมันก้อไหลกับกระแสที่มันผัสสะไป เรื่อย ยิ่งถ้าสติอ่อนไม่พอ ต้านทานกระแสไม่ไหว ยิ่งไปใหญ่ เลย

>> ลูกศิษย์ 3 : หลวงตาอยู่ในสภาวะที่เข้าใจธรรม เห็นในความเป็นจริงแล้ว แต่ลูกหลานก็ยังคงอยู่ในโลกธรรม มีผัสสะนั่น โน่น นี่ตลอดเวลา ตลอดทั้งห่วง หน้าที่ การงานต่างๆ ที่ร้อยรัดอยู่ตามสภาวะที่แตกต่างกันออกไป จึงเป็นเหตุให้ดำเนินไปตามสภาวะนั้นๆ ของใครของมันครับผม

>> ลูกศิษย์ 10 : สิ้นสงสัยแล้วในสิ่งสมมติ หลุดจากบ่วงทั้งหลายตัดขาดจากเครื่องยึดเหนี่ยว

>> ลูกศิษย์ 11 : เพราะหลวงพี่ทราบแล้วว่าที่สุดก็ต้องจาก ธรรมที่เข้าใจแล้วทำให้ใจมันวางกับสิ่งต่างๆ ในเบื้องหน้าถ้ายังต้องกลับไปใช้ชีวิตเช่นเดิมอีกก็ไม่ต่างกับผู้ประมาทกลับไปให้สภาวะแบบโลกๆ คอยย้อมใจไปเรื่อยสุดท้ายก็จมไปในกระแสอีก 5555พอได้มั้ยคะ

>> ลูกศิษย์ 12 : เพราะหลวงตามีกำลังจิตใจที่เข้มแข็งต้านทานต่อสรรพสิ่งซึ่งเป็นสมมุติทั้งปวงค่ะ

<< พระอาจารย์ : เจ๋งๆๆๆ ตอบได้ดี แทนที่จะอยู่วิเคราะห์กัน ใจไม่ค่อยแข็งแรง ชอบโดดไปช่องโน้นช่องนี้ เวลาข้าแสดงธรรม เจ้าพวกนี้อยู่นิ่งไม่เป็นจริงๆ

การที่คนเรา หากเห็นความจริงแล้ว ไม่หวลกลับไป เป็นเพราะว่า ธรรมชาติแห่งจิตนั้น มันชอบเกาะเกี่ยว โดนย้อมได้ง่าย เหมือนน้ำใสในแก้ว กระทบเข้าหน่อยมันย่อมกระเฉาะและไหลออกง่าย ตามความเอียงของแก้ว

เมื่อรู้แล้ว มันก็จำเป็นต้องกั้นคอก ไม่ให้ใจดวงนี้ เข้าไปยึดมั่นกับอะไร มากมายนัก เพราะตราบใดที่ยังมีสังขาร ตราบนั้น ก็ย่อมมีผัสสะ

การที่นักบวช ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน หากอยู่ดี กินดี รับรอง ใจมันหย่อนคล้อยหมดแล้ว มันไหลตามกระแสไปแล้ว ผลมันแสดงตัวอยู่ ว่าใจต้านไม่ได้ เป็นได้แค่เปลือก ที่เขาเห็นว่าบวช

อาศัยการอยู่นาน มีสมณะศักดิ์ ดูการวางตัวเรียบร้อย แต่ใจไม่ได้บวชตามกายที่เห็นกันซะแล้ว

ผู้เห็นธรรม ย่อมไม่แสวงหาอะไรมากมายเพื่อตนเองอีก ท่านอยู่ง่าย กินง่าย นอนง่าย และไม่หลงไหลไปในวัตถุ หากสึกออกไป ก็ย่อมไหลออกไปได้ง่าย เพราะความน่าหลงไหล มันมีรอพร้อมมูลอยู่

สิ่งที่เรารู้ ที่เราเห็น ที่ประจักษ์ใจ มันก็จะโดนสิ่งยั่วเย้าทั้งหลาย เข้ามาเจือจาง ให้ใจดวงนี้ ต้องสลายและไหลกลืนลงไป ตามกระแสสังคม

และมันไหลง่ายๆ ซะด้วย เพราะลักษณะใจ ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น แก้วที่ได้มาแล้ว หากประคองไม่ดี หล่นลงไปในโถขี้ มันก็ย่อมเป็นแก้ว ที่เปื้อนขี้

แม้จะล้างเท่าไหร่ แก้ดวงนั้นก็ย่อมเหม็นขี้ รู้เช่นนี้ ข้าจะออกไปทำไม ให้มันตายและสลายไป ไม่เอาแล้วสิ่งที่โลกนิยม เมื่อใจรู้ว่ามันเป็นสมมุติทั้งนั้น

พระพุทธองค์เจ้า เป็นพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุแล้ว พระองค์เจ้า ท่านก็ไม่ออกไปสู่โลก พระอรหันต์ทั้งหลาย บรรลุแล้ว เข้าถึงแล้ว ท่านก็ไม่มีใครหวลกลับคืนไปสู่โลก

การอยู่ในโลก แม้จะสบายกาย แต่ย่อมทำความลำบากให้แก่ใจดวงนี้ ที่ได้ซักฟอกจนขาวสะอาดแล้ว กลับไปเปื้อนขี้ได้อีก

เหมือนคนตาบอดคนหนึ่ง ได้รักษาตาจนมองเห็นโลก เห็นความจริงว่าโลกนี้ มันมีแต่ความสกปรก เต็มไปด้วยขยะ และอันตรายต่อใจดวงนี้รอบด้าน

เขาย่อมเลือกที่อยู่ ที่สกปรกน้อยที่สุด เปรอะเปื้อนน้อยที่สุด ปลอดภัยจากอันตรายอันเกิดแก่ใจดวงนี้ให้มากที่สุด

และเขาย่อมมองโลกรอบๆตัวอย่างน่าอดสู ในความโง่ทั้งหลายที่เฝ้าหลงยึดไว้ ด้วยความตาบอด

เขาจะบอกเพื่อนยังไงดี ว่าที่เพื่อนยึดๆกันไว้นั้น มันเป็นแค่ขยะเน่าๆที่หาค่าไม่ได้ และเพื่อนตาบอด ก็ต่างพากันยึดและสมมุติกันไปเอง

วางมันลงได้ไหม มันไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิดกัน ทั้งวัตถุบุคคล แม้แต่ใจเจ้าของ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นขยะ

และขยะเหล่านี้ เราทิ้งขว้างและพอกพูนไว้ข้างหลัง กองมหึมามหาศาล วางๆลงบ้างได้ไหม

เสียดายเพื่อนตาบอดเพื่อนจึงไม่เชื่อ ที่เพื่อนเชื่อ ก็เชื่ออย่างคนตาบอด เพื่อนจึงไม่รู้ว่าจะวางยังไงไว้ตรงไหน เพื่อนหวงแหนและกลัวไม่มีขยะเหล่านี้ เพื่อนกลัว

ค่อยๆรักษาและคลำๆเอาเพื่อนเอ๋ย ตาบอดก็ขออย่าให้ใจมันบอดตามตาไปด้วย เพื่อนตาพอมองเห็นคนนี้ จะคอยชี้คอยบอกทาง และความจริงให้ แต่เพื่อนจะเชื่อได้ไง ว่าข้านี้ตาดี หายจากตาบอด

คนตาบอดก็ย่อมมองคนอื่นบอด แม้ว่าเขาคนนั่นที่เขามองด้วยความบอด เขาจะเป็นคนตาดี

คนตาดี อยู่ท่ามกลางคนตาบอด เขาก็นับว่าเป็นหนึ่งในคนตาบอด ที่ไม่รู้จะบอกกับใครยังไงดี ว่ากูไม่บอด

คนตาดียอมรับว่าตาเขาบอด เช่นคนตาบอด เขาก็พออยู่ได้ท่ามกลางคนตาบอด คนเคยตาบอดรักษาจนหายบอด คนตาบอดเขาไม่รู้กันหรอก ว่าตาบอดหายกลายเป็นคนตาดี

หากคนตาดีออกไปคลุกคลี ท่ามกลางขยะแสงสี อีกไม่นานตาก็จะกลับมาบอด
ด้วยเหตุนี้ คนตาดีจึงอยู่อย่างคนตาดี ร่วมกับสังคมคนตาบอด เพียงแต่ไม่กลับไปมั่วกับแสงสี ให้เป็นคนตาบอด ด้วยการยึดและหวงขยะแสงสี อย่างคนตาบอดที่เขามี

เขาประคองและรักษาตาดวงนี้ ไม่ยอมให้มันเกิดการบอดอีกแล้ว เหตุนี้ จึงไม่ยอมกลับออกไปสู่สังคมแสงสี ที่มันพากันจมไปกับการบอด

อยู่ห่างๆแสงสีนี้มันดี แสงสีมันดีเฉพาะกับคนตาบอด คนตาดีมันรู้อยู่ หากกลับเข้าไปสู่แสงสี อยู่กันไม่นานปี เดี๋ยวตาก็กลับมาบอด จึงขออยู่อย่างคนตาบอดท่ามกลางคนตาบอด ที่เขาเข้าใจว่า เขาเป็นคนตาดี

โอเคนะ ข้าง่วงแล้ว คืนนี้หวัดดี

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง