หัดยอมซะบ้าง อะไรๆมันจะได้ดีขึ้น

หัดยอมซะบ้าง อะไรๆมันจะได้ดีขึ้น

301
0
แบ่งปัน

**** “หัดยอมซะบ้าง อะไรๆมันจะได้ดีขึ้น” ****

ธรรมชาติแห่งการอธิบายธรรมนั้น มันผุดตรงไหน อธิบายตรงนั้น

เมื่อสอดส่งจบ มันก็ดับตรงนั้น เลยไม่ได้จดจำไว้นานๆ อย่างเมื่อก่อน

ถ้าใช้การจำ จำไม่ไหวมันเยอะและจะตีกัน เพราะมันมีกาลในการตอบ กาลใครกาลมัน

ผัสสะตอนไหน วินิจฉัยตอนนั้น และดับไปในขณะนั้น ไม่ต้องไปจำมันล่ะ ถึงจำได้ ก็ไม่เคลียร์ มันเป็นสัญญาเรา

ความแยบคายในการวินิจฉัยธรรมนี่มันต้องฝึกฝน ผัสสะแล้วมาพิจารณา

ไม่ใช่คิดเอาจากสัญญาเพ้อไปเรื่อยเปื่อย มันจะกลายเป็นการท่องจำเอา

สมัยหนึ่งข้าเดินจงกรมก็ง่วง นั่งสมาธิก็ง่วง ข้าก็เลยหาความแยบคายต่างๆ

แต่ไม่ว่าจะทำวิธีไหนมันก็ง่วง ปกติแล้ว ข้านอนนิดหน่อย ราวเที่ยงคืน ตีหนึ่งครึ่งก็ต้องลุกมานั่งสวดมนต์ ทำสมาธิแล้ว

แต่สมัยนั้นถึงจุดหนึ่งมันก็ง่วงขึ้นมา เดินขึ้นเขาก็ง่วง เข้าป่าลึกๆก็ง่วง เข้าถ้ำก็ง่วง จะทำอะไรก็ง่วง

ขนาดลงไปแช่น้ำมัน นั่งริมผาสูง มันก็จะหลับเอา

นี่เพราะความที่เข้าใจว่า ความง่วงมันเป็นอาการแห่งจิต กายเรานั้นไม่ได้ง่วง

ง่วงนี่เป็นโปรแกรมธรรมชาติของมัน หากเข้าไปยึด มันก็เป็นนิวรณ์

มันรู้หมดแหละ แต่มันก็ง่วง ถ้านอน มันก็ดูเหมือนเราหย่อนยานให้แก่กิเลส ข้าไม่ยอมหรอก

อยู่เนสัชชิกมาเป็นเดือนๆ ไม่เห็นมีอาการเป็นอย่างนี้เลย อยู่ๆมาเป็นมาง่วงนี่ ข้าไม่ยอม

นี่..รู้มากไป จนเอาตัวเอาความคิดเข้าไปต้านทุกอย่างด้วยวิริยะ

พออาการง่วงเข้าครอบงำนี่ ปัญญามันก็ไม่เกิด มันเป็นการดื้อแบบแมลงวันบินชนกระจกใส เพื่อหาทางออก

ข้าทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เกิดความสดชื่นแก่ใจและกาย แต่ความง่วงมันก็ครอบงำ

เมื่อทำทุกวิถีทางจนถึงที่สุด ก็ยอมจำใจพ่ายแพ้ ยอมให้มันพักบ้าง บ่อยมัน ยอมมัน

เกิดความคิดว่า หากไม่ไหว ก็ไปนอนพักซะ พักให้มันหายอยาก แพ้มันซะบ้างอย่าไปต้านอะไรมันเลย

วิริยะมากไปต่อการปฏิบัติ สมาธิมันก็ไม่เกิด ปัญญาก็ไม่เกิด ที่สุดแล้วก็ถอย

รู้สึกน้อยใจ ในวิริยะความพากเพียรที่เรามี ต้องมาแพ้พ่ายความง่วง อันเป็นนิวรณ์ ที่เรารู้จัก

แต่พอรู้จักแพ้ ยอมลงให้กับอาการที่เกิดมันบ้าง หัดนอนกลางวันซะบ้าง

หัดพักบ้าง อยู่อย่างไม่ต้องปฏิบัติธรรมอะไรซะบ้าง ปรากฏว่า แค่สองวันความง่วงทั้งหลายมันหายไป

มันกลับไปสู่ภาวะเดิมๆที่เราเคยเป็น นอนเที่ยงคืนตื่นตีหนึ่งครึ่งอย่างเคย

นั่งสมาธิไม่ง่วง เดินจงกรมไม่ง่วง ทำอะไรๆก็ไม่ง่วง

เดี๋ยวนี้หายแล้ว เหตุที่เกิดง่วงจัดๆ ช่วงนั้น ข้าโหมเร่งถักเศียรองค์พระ

มันเครียดหลายๆ จากเหตุปัจจัย เพราะทำอย่างไรก็ไม่ได้ดั่งใจ โปรแกรมจิตมันเลยหาทางออกให้เป็นง่วงซะ จะได้ไม่ต้องทำ

เหมือนคนที่ฆ่าตัวตาย พอถึงจุดหนึ่งแห่งปัญญามันหาทางออกไม่ได้ จิตก็จะสั่งให้หาทางออก โดนการฆ่าตัวตาย

มันเป็นอาการวิบากอย่างหนึ่งของโปรแกรมจิต ที่มันหาทางออกด้วยตัวมันเอง

ความง่วงนี่ เป็นนิวรณ์ หนึ่งในห้า ที่พระอริยะเจ้า ตั้งแต่พระโสดาบัน ไปยันพระอนาคามี แก้ไม่ตก

ความปรุงแต่งฟุ้งซ่านอีกอย่าง แก้กันไม่ได้ ที่แก้ได้ คือพระอรหันต์เท่านั้น

ที่แก้ได้ ไม่ใช่เพราะความเป็นอรหันต์ แล้วแก้แบบจบและตัดขาดไปเลยอย่างเราๆ เข้าใจ

แต่ปัญญาท่านประจักษ์แจ้งแทงใจว่า ความง่วงและฟุ้งซ่าน มันเป็นธรรมดาของจิต ที่มีรูปผัสสะ

ท่านจึงอยู่กับมัน เพราะรู้ชัดแล้วว่าแก้ไม่ได้ มันเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้น

เมื่อแก้ไม่ได้ เพราะมีปัญญาทำความเข้าใจในอาการธรรมชาติของมัน

ท่านจึงอยู่กับมันไปตามเหตุปัจจัยได้อย่างไม่เดือดร้อน นี่ผู้มีปัญญา

ส่วนพวกเรา…มันต้องได้ดั่งใจซิ ทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างที่เราคิดและทำ ดื้อด้านตะบันราดด้วยความมีตัวตน ที่ไม่ยอมลงให้แก่สิ่งใดๆ

อาการไม่ยอม ดื้อด้านเอาแต่ความคิดตนนี่แหละ ที่เขาเรียกกันว่า ไอ้โง่…

พระธรรมเทศนาโดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง
วันที่ 4 ตุลาคม 2560