มองโลกให้เห็นตามความเป็นจริง

มองโลกให้เห็นตามความเป็นจริง

211
0
แบ่งปัน

***** “มองโลกให้เห็นตามความเป็นจริง” *****

ชีวิตๆหนึ่งที่ได้เกิดมา เราจะเข้าใจความเป็นจริงได้อย่างไร

พุทธศาสนานี่ เป็นศาสนาแห่งปัญญา

เพราะความเป็นศาสนาแห่งปัญญานี่แหละ ทุกคนจึงมีอิสระที่จะตรึกที่จะคิดไปตามความอิสระภาพของตน

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบริบทคัมภีร์แห่งพระผู้เป็นเจ้า หรือโซ่ตรวนแห่งตำรา

เพราะเหตุแห่งความศรัทธาที่หนาแน่น จนเป็นความงมงายทางตัวบุคคลและวัตถุ

เราจึงให้ค่าต่อวัตถุและบุคคลจนมืดบอดไปจากความเป็นจริง

ภิกษุบางรูป ไม่มีค่าอะไรเลย แม้อยู่ในคราบแห่งเพศสีขมิ้น

ยึดแต่ตำรา ยึดแต่ธรรม ยึดแต่วินัยที่ว่าตามฉลากที่เขียนขู่ไว้แปะหน้าผากตนเอง

แล้วโพทนาโครมๆว่าต้องอย่างงี้ๆๆๆ ตามหน่อความคิดของตนที่มันเบ่งบาน

การยึดนี่มันถูกในสถานภาพของความเป็นเด็กน้อย

แต่เด็กน้อยที่หัวหงอกและแก่ราตรีอันยาวนาน มันเป็นการหวงอำนาจแห่งกำแพงเหล็ก ที่ตนก่อขึ้นมาด้วยความภูมิใจ

ต่างศาสนาเช่นมุสลิมโจมตีความเป็นพุทธ

มันเอาความเชื่อและทิฏฐิมาโจมตีและกล่าวโทษเท่านั้น

มันไม่ได้เอาความจริงที่เกิดจากการเห็นที่เป็นจริงตามธรรมชาติมาถกมาเถียงหาเหตุหาผลกัน

ผู้มีราตรีอันยาวนานแห่งสีดงขมิ้นหลายท่านเช่นกัน

มีความคิดไม่ต่างจากมุสลิม ที่มีแต่ความเชื่อในตรรกะแห่งตน และยัดเยียดตรรกะแห่งตนนั้น

สาดราดรดให้แก่ผู้อื่นจนใครๆเปียกปอน ด้วยทิฏฐิตนที่แหลมคมทิ่มแทงใครๆเขา

ตัณหา พาให้มนุษย์ลุ่มหลงจนเกิดมานะและทิฏฐิในกลางใจตน

มนุษยเราเอาตัวตนเข้าไปเป็นเจ้าในความเป็นจริงทั้งหลาย แม้เจ้าตัวตนเองก็ไม่เคยรู้เรื่อง

พุทธศานาเกิดขึ้นเพราะปัญญาของมวลมนุษย์ชาติได้พัฒนาไปจนถึงขีดแห่งความสูงสุด

แต่ขีดแห่งความสูงสุดนั้น มันไม่ได้เกิดกันทุกคน แม้จะมีเหมือนกันทุกๆคนก็ตาม

เราเห็นตะปูขนาดซัก สามนิ้วนั่นไหม ตะปูนั่น สั้นหรือยาว..??

หากเรามีตะปูหนึ่งนิ้วมาเทียบ ตะปูสามนิ้วมันก็ยาว

แต่ความยาวมันเป็นแค่ตะปูสั้นๆเมื่อมีตะปูหกนิ้วมาโผล่มาอวดโฉม

คนเรานั้น มองกันแค่ความสั้นยาวของตะปูอย่างนั้น

ความเป็นจริงที่เรามองไม่เห็นก็คือ ตะปูนั้นไม่มีสั้นยาว

สั้นยาวเกิดจากใจเจ้าของนี่ ยัดเยียดมันลงไปตามความคิดเห็นที่มีมาในสัญญา

พระน้องท่านหนึ่งถามว่า ” ก็เรายังมองเห็นสั้นยาวอยู่ตำตา จะมองเห็นเป็นอื่นได้อย่างไร นี่คือความจริง ”

ตรงนี้..ถึงได้ถามว่า เรามองเห็นสั้นหรือ เรามองเห็นยาวหรือ

สั้นยาวนี่ เรามองไม่เห็น ที่เห็นว่าเป็นสั้นยาวนั้น มันเป็นสมมุติความรู้สึกแห่งสัญญาที่มาเทียบเคียง

ตะปูสามนิ้ว ก็ไม่ใช่ตะปูสามนิ้ว มันไม่มีสามนิ้ว ไม่มีหกนิ้ว ไม่มีหนึ่งนิ้ว

มันเป็นแค่สิ่งหนึ่งที่ไม่รู้ไม่ชี้ และไม่ได้ให้ค่าตัวมันเองว่ามันคือตะปู และความสั้นยาว

แต่สิ่งที่เรารู้จักมันให้ค่ามัน ทั้งขนาดความยาว ชื่อและทุกอย่างที่เป็นมัน มันเกิดจากเราให้ความหมายมัน

และเรานี้ เป็นได้เฉพาะมนุษย์เท่านั้น และเฉพาะที่เป็นมนุษยเท่านั้นนี่แหละ มันทำให้มนุษย์เรา มันหลงตัวเอง

ตะปูยาว เพราะมีอีกสิ่งหนึ่งสั้นมาเปรียบมัน ตะปูสั้น เพรามีสิ่งหนึ่งยาวมาเปรียบมัน

สั้นยาว มันเกิดจากสิ่งหนึ่งมาแสดงให้สิ่งหนึ่งเป็น

สรรพสิ่งอาศัยเหตุและปัจจัยเพื่อเป็นไปในอีกความหมายหนึ่งอยู่เสมอ

เมื่อสิ่งนั้นมีอย่างโดดเดียว สิ่งนั้น ไม่ได้สั้น ไม่ได้ยาว ไม่ได้อ้วน ไม่ได้ใหญ่ ไม่ได้แคบ

สิ่งนั่นๆ มันเป็นของมันเช่นนั้น ไม่ขึ้นกับความเปรียบเทียบของอะไรจากใดๆ

ทุกสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป เกิดจากใจเจ้าของทั้งหลาย ให้นิยามแก่มัน

สั้น ยาวนั้นไม่มีตัวตน แต่เราสมมุติตัวตนแห่งสั้นยาวให้กับตะปูที่มันไม่รู้เรื่องอะไร

สั้นยาวนั้นเรามองไม่เห็นเพราะมันไม่มี แต่เราก็ยังเสือกเห็นสั้นยาวที่มันแสดงตัว

สัตว์ มันมองไม่เห็นสั้นยาว พอๆกับแมลงวันตอมขี้ ที่มองไม่เห็นความสกปรกในความเป็นขี้

มนุษย์เรา มองเห็นความสกปรก มองเห็นสั้นยาว มันเกิดจากมันมีสั้นยาว หรือมีความสกปรก ที่มันมีจริงๆหรือไม่มีกันเล่า

สิ่งเหล่านี้ มันเกิดปรุงแต่งมาจากจิตใจมนุษย์ทั้งสิ้น

และไอ้การปรุงแต่งนี้ มันเป็นอากาศที่เราหลงเข้าไปเป็นเจ้าของ

เราตรึกไม่ได้เองด้วยปัญญาเลยว่า ทั้ง กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน

เราบังคับบัญชาอะไรมันไม่ได้เลย แต่เราก็เข้าใจว่าเราเป็นเจ้าของและบังคับได้

กาแฟร้อนๆยามเช้า ซดเข้าไปเลยซิ เป่าและปล่อยให้เย็นทำไม

ถ้ากายเป็นของเรา เราก็ซดเข้าไปได้ แม้ร้อนแทบวางวายก็ตามแต่เหอะ

แต่นี่..มันซดไม่ได้ แถมไปเป็นเจ้าของการซดไม่ได้ด้วย อ้างว่ามันร้อน

ไอ้ร้อนนี่ กายและโปรแกรมมันนู่น ขวางกาแฟไว้ไม่ให้เข้าไปในร่างกายมัน

แต่ไอ้ความคิดแห่งไอ้ความเป็นเรานี่แหละ เสือกไปเป็นเจ้าของในอาการแห่งมัน

เลยกลายเป็นว่า เราเป็นและเราซดกาแฟไม่ได้ เพราะมันร้อน

ไอ้เรานี่ มันยัดเยียดทุกเรื่องบนโลกว่ากูเป็น

แถมมันยังไปเป็นเจ้าของความคิดแทนผู้อื่นด้วยตรรรกะมันที่แสนจะตระกะ

เพราะเหตุที่มองไม่เห็นความจริง และเอาความจริงที่มองไม่เห็น มาเห็นว่าตนเห็นแบบนั้นจริงๆ

ตัณหา มานะ ทิฏฐิแห่งมวลมนุษย์ชาติ มันจึงสุกร่วงหล่นสยายเกลื่อนไปเต็มพื้นโลก

พุทธศาสนาเกิดบุรุษผู้มองเห็นความจริงของโลก ความจริงของโลกนี่ มองเห็นได้ด้วยปัญญา

เรา..มันมองทุกอย่างด้วยลูกกะตา

มันยังมีลูกกระตาที่เป็นการมองด้วยหู ด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยกายสัมผัสและด้วยใจ

เรายังไม่ได้เข้าไปถึงกระตาลูกนั่นเลย ว่ามันก็เป็นดวงตาในการมองเห็นที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน

ธรรมชาติมองเห็นได้หลายช่องทางเพื่อนเอ๋ย..

เราอย่ามองแค่ช่องทางใดช่องทางหนึ่งด้วยตรรกะปรัชญาเพี้ยนๆแห่งตัวตนความคิดของเราเลย

หัดถอยออกมามองความเป็นจริงที่ลึกๆลงไป

แม้ความเป็นจริงทั้งหลาย แท้จริงมันจะเป็นแค่เพียงสมมุติก็ตาม

เราหัดอยู่กับสมมุติให้เป็นด้วยปัญญา

เสาปูนที่มนุษย์แทะด้วยความเอร็จอร่อยนักหนา ด้วยความโง่งี่เหง่านั้น มันเกิดจากเรารู้ว่ามันโง่ เมื่อเราเกิดความฉลาดขึ้นมา

แต่เราก็แทะร่วมไปกับมนุษย์โง่ๆได้ด้วยการรู้ว่า การแทะนี่ มันแสนโง่จริงๆด้วยความจริงที่รู้ว่าโง่

แทะด้วยความที่รู้ว่าโง่ กับแทะด้วยความไม่รู้ว่า นี่เป็นการกระทำที่โง่

ผลแห่งการแทะเหมือนกันย่อมให้ผลในทิศทางที่แตกต่างกันอยู่เสมอ

ทำอย่างไรที่เราจะอยู่ด้วยปัญญาที่เหนือปัญญา

มาหาข้า เราจะหาทางออกไปสู่แสงแห่งปลายอุโมงค์ด้วยกัน…!!

ยามเช้า..อากาศเย็นๆท่ามกลางหุบเขา ข้าก็เขียนเพ้อเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย

ไม่มีจุดหมาย ไม่มีประเด็น วันนี้จะออกจากป่าเข้ากรุงเทพ ใครมีปัญหาอะไร ไปเจอกัน

เอาคมที่ลับไว้นั้น มาลองคมตนเองซิ ข้าจะเป็นไม้ลองคมให้

คมแสนคมที่เราภูมิใจ อาจทื่อชิบหายวายป่วงก็ได้

เราจะได้..เร่งลับคมก่อนที่ข้าจะจากไปอย่างไม่หวลคืน..!!

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 โดยพระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง