พุทธวจน… ท่อน สอง 

พุทธวจน… ท่อน สอง 

413
0
แบ่งปัน

มีคนถามข้าว่า รูปเคารพ ที่เราเคารพนับถือกัน พระพุทธองค์ ไม่ได้ทรงบัญญัติ ในพุทธวจน ก็ไม่มีกล่าว 

พุทธวจน... ท่อน สองนี่..เป็นเรื่องของเหล่าเกจิอาจารย์ เขาสร้างเหตุและพอกพูนเข้ามา ในศาสนา เราไม่ควรกราบรูปเคารพ การกราบบูชารูปเคารพ เป็นเรื่องของคนโง่ ที่ไม่ใช่สาวก ของพุทธศาสนา….

วัดของเขา ไม่มีแล้ว รูปเคารพ ที่เป็นพระพุทธรูป และจะห้ามสร้างรูปเคารพ ทั้งหลาย ให้เหล่าผู้ศรัทธาทั้งหลาย เดินตามธรรมแห่งพุทธวจน..แต่เพียงเท่านั้น

พระอาจารย์ มีความเห็นว่าอย่างไร เพราะพระอาจารย์ เคยกล่าวไว้ในบทธรรมว่า พระพุทธรูปเหล่านี้ เป็นแค่อิฐแค่ปูน ทองแเดง ทองเหลือง พระอาจารย์เคยพูดใช่ไหม..??

>>..  ข้าก็ขอยกมาโม้ต่อในนี้เลย หลายๆ คน จะได้ทราบๆ กัน..!!!

เรื่องพุทธวจน นี้.. เป็นคำที่เราแปลและลอกเขามานะท่าน คำแปลเหล่านั้น ต่างก็เป็นสาวกแปล แล้วท่านไปเสือกเชื่อ สาวกแปลทำไมเล่า พระพุทธเจ้า ไม่ได้เป็นผู้แปลนะท่านนะ

เราลอกเขามา จากบาลีขอม ไม่ว่าจะไปยกเอาคำแปลมาจากหนังสือเล่มไหน เราก็ลอกก็แปลเขามา เราไม่ได้ ฟังคำจากพระพุทธองค์โดยตรง แล้วรสจนามาเป็นภาษาไทยซักหน่อย

ท่านจะไปค้นหนังสือเก่าแก่แค่ไหน มันก็เป็นเรื่องสืบๆ  ต่อๆ  กันมา และที่สำคัญ มันเป็นภาษาของคนอื่นเขา

พระไตรปิฏกเรา ก็แปลมาจากของขอม อีกที แล้วเราเป็นคนยุคนี้ ไปตัดสินได้ไง ว่านี่ เป็นคำจากพระโอษฐ์ นี่เป็นคำจากสาวก

อย่างนี้ เราเอาทิฏฐิ เข้าไปตัดสิน ซึ่งเราก็มีความเห็นและตัดสินได้ แต่ไม่ควรทำลาย เพราะไม่ว่าจะเป็นคำของใคร ตามความเห็นเรา ธรรมเหล่านั้น ก็เป็นเครื่องขัดกิเลส

ขึ้นชื่อว่าธรรม หากเป็นไปเพื่อเหตุปัจจัยแห่งการถ่ายถอน กิเลส มันก็เป็นธรรมในแนวทางแห่งความเป็นพุทธะ

ตำราเป็นแค่แนวทางที่ใช้ในการชี้ ส่วนการชี้นี้ เมื่อกาลเวลาผันผ่าน ความหมายและเหตุปัจจัย ย่อมเคลื่อนไปจากเดิม นี่…เป็นธรรมดา

พระไตรปิฏก ก็เหมือนมังคุดทั้งลูก พวกคุณเป็นคนมีปัญญา ก็ย่อมแกะเปลือกออกเพื่อกินแต่เนื้อเยื่อ เพราะคุณคิดว่า นี่คือเนื้อเยื่อ นี่คือเปลือก

คนโง่งี่เง่า ที่ไม่รู้จักแยกแยะเนื้อเยื่ออย่างผม หรือใครๆ เขาก็ย่อมกินมังคุด กันทั้งเปลือก เขาเป็นคนโง่หรือ…

เขาไม่ได้โง่ แต่เพราะความไม่รู้ จึงทำให้เขากินมันทั้งเปลือก เพราะเขาคิดว่า ทั้งหมดนั่นแหละ คือมังคุด เขากินมังคุด ที่เขาเข้าใจ เขาไม่ได้ ปรารถนากินเปลือก อย่างที่คนฉลาด เขากล่าวหา

คนฉลาดย่อมหัวร่อ และเลือกกินแต่เนื้อเยื่อ นี่มันก็ถูก แต่คนฉลาดคงลืมไปว่า คนฉลาดเลือกกินแต่เนื้อเยื่อ แล้วคนฉลาด ซื้อเปลือกที่รักษาเนื้อเยื่อ มาด้วยทำไม

เปลือก ย่อมรักษาเนื้อเยื่อ ให้อยู่คงทนและยาวนาน คนโง่ ที่ยังกินมังคุดทั้งเปลือก คนฉลาด ย่อมบอกกล่าวและสะกิดได้

คนโง่ ถ้ามันไม่ดื้อด้าน มันก็คงเชื่อ คนฉลาดอยู่

ว่านี่คือเปลือก ว่านี่คือเนื้อเยื่อ เรา..ควรกินแต่เนื้อเยื่อ เรา..ไม่ควรจะกินพร้อมเปลือ

แต่พวกฉลาดเสือกบอกให้เอาแต่เนื้อเยื่อ อย่าไปเอาเปลือก เพราะทิฏฐิมันตัดสินแล้ว ว่านี่เปลือก มันไม่ยอมรับเปลือก

แต่มันไม่รู้ว่า เนื่อเยื่อ ที่มันเลือกและตัดสิน ด้วยอาการแห่งความฉลาดนั้น
มันก็ยังเป็นแค่เปลือก ที่อยู่ภายใต้ผิว

ยังไม่ใช่เนื้อเยื่อ ที่กินแล้วหวานหอม ชุ่มคอชื่นใจ มันก็ยังแทะไล่กินไปพร้อมเปลือก อย่างโง่ๆ  อยู่เหมือนคนโง่นั่นแหละ

ท่านทำลายผิวเปลือก โดยการขูดทิ้ง ขูดเปลือกทิ้ง เพราะมันเป็นแค่เปลือก เหตุเพราะมันไม่ใช่เนื้อมังคุด

แต่เนื้อมังคุดที่ท่านสำคัญ เมื่อเจอปราชญ์ที่ฉลาดกว่า เขาบอกท่านว่า สิ่งที่ท่านเข้าใจ มันเป็นแค่เปลือกใน มันยัง ไม่ใช่เนื้อเยื่อ

ท่านจะฟังเขาไหม.. ในเมื่อ ท่านก็อยากให้ ไอ้พวกโง่ๆ ฟังปราชญ์แห่งท่านเช่นกัน

มังคุดแสนหวาน มันย่อมมีเปลือกรักษา เราผู้ฉลาดพึงปอกเปลือกออกมา กินแต่เนื้อเยื่อที่มันหอมหวาน ไปตามกาล

เปลือกเราไม่เอา เราไม่กินหรอก เราย่อมทิ้งไป เมื่อถึงเวลา แต่เราก็ควร ทำความฉลาดและรู้ว่า…

เนื้อเยื่อ ที่อยู่คงทนยาวนาน จนมาถึงเราได้ลิ้มได้ลอง เนื้อเยื่ออันหอมหวานเหล่านั้น ย่อมต้องอาศัยเปลือก

เปลือกเหล่านี้ คือคำกล่าวของเหล่าสาวก ที่รักษาสัจธรรม อันเป็นเนื้อเยื่อ แห่งพุทธศาสนา ให้อยู่มา เป็นเวลาอันยืนยาว

ท่าน…มาทำลายเปลือก เพราะท่านสำคัญว่าไม่ใช่เนื้อเยื่อ นี่…ท่านกำลังทำลายเนื้อเยื่อ อันเป็นสัจธรรม ให้มันฉิบหายป่นปี้

ไอ้ซ่นตีนเอ๊ย..!! มังคุดพร้อมเปลือกนั่นแหละ มันจะห่อหุ้มเนื้อ เพื่อรักษาเมล็ดพันธุ์ ให้เจริญงอกงาม อยู่รอด สืบทอดต่อไปในวันข้างหน้า

นี่..ท่านมาทำลายเปลือก อันเป็นผู้รักษาเนื้อเยื่อซะนี่

อย่างงี้ในวันข้างหน้า มังคุดที่มีแต่เนื้อเยื่อ มันจะหาเปลือกหนาๆ  หนแห่งไหน มาห่อหุ้มรักษา เพื่อให้เนื้อเยื่อนั้น ได้อยู่คงทนถาวรต่อไปนานๆ  ได้เล่า

 

เรา..จึงไม่ควร เอาเปลือกที่ห่อหุ้มเนื้อเยื่อทิ้ง เพื่อเห็นแก่กินแต่เนื้อเยื่อ

เรา.. ควรเอาทั้งเปลือกและเนื้อเยื้อ รักษา ดูแลไว้ เพื่อส่งต่อไป ให้ลูกหลานเขาปอกของเขาเอง

 

เมล็ดพันธุ์ ที่ฝังซ่อนอยู่ในเนื้อเยื่อ มันจะหาหนทาง โผล่เมล็ดหน่อแตกใบมาแต่ทางไหน

สัจธรรมนี้ ที่เติบใหญ่ จนออกผลและเมล็ดใบ มันอาศัยเหตุและปัจจัย ไม่ได้เติบใหญ่ด้วยเนื้อเยื่อ แต่เพียงอย่างเดียว

ท่าน..เอาพระพุทธรูปไปขว้างทิ้ง เพราะเห็นว่ามันเป็นเปลือก ต่อไปลูกหลานก็คงไม่มีเปลือก เป็นตัวอย่างให้รู้จัก ว่านี่มังคุด

เปลือกไม่มี เนื้อเยื่อจะเอาอะไร มาห่อหุ้มไว้ ความสดใหม่ที่คงอยู่ ก็คงเป็น สัจธรรมที่อัดกระป๋องไว้ รอการเปิดใส่น้ำแข็งคนๆ  หน่อย แล้วแดกเลย

วันนี้ ขอโม้ไว้แค่นี้ก่อน เพราะมีแขก แล้วจะมาโม้ต่อ เรื่องที่แกทิ้งพระพุทธรูป แกนี่ มันเป็นสงฆ์ ที่กลายเป็นเส็ง จริงๆ

อีกหน่อยก็จะกลายเป็นพวกเส็งเคร็ง ทำลายพุทธไปซะนี่…หวัดดี แล้วค่อยมาเจอกัน..

พระธรรมเทศนา ณ  วันที่ 10  พฤษภาคม 2557  โดย  พระอาจารย์ธรรมกะ  บุญญพลัง