พิษรัก มันอยู่ตรงไหนหนอ

พิษรัก มันอยู่ตรงไหนหนอ

524
0
แบ่งปัน

****** “พิษรัก มันอยู่ตรงไหนหนอ” ******

ยุคนี้ กำลังใจต้องอาศัยวัตถุ

ขอ…ให้มั่นใจเถอะ อะไรๆก็สำเร็จ

นี่..เพราะกำลังใจของคนยุคนี้มันอ่อนแอ

<<<< มียุคไม่ต้องอาศัยวัตถุด้วยเหรอคะ

>>>> เออ…ความอ่อนแอทางใจ มันต้องอาศัยวัตถุ มันจะสำเร็จได้ ก็เพราะอาศัยกำลังใจจากวัตถุนี่แหละ

<<<<< เดี่ยวพวกโลกสวย มันก็หาเรื่องอีกครับ พระอาจารย์

<<<<< ปล่อยมันซิคะ พวกหาเรื่อง ให้มันอยู่ในโลกสวยๆ ของมันไป อิอิ

>>>> การถึงธรรม ยังต้องอาศัยวัตถุทางปัญญา ไม่งั้น จะมีกฏ อิธิทัปปัจจยตาไปทำไม ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง มันต่างอาศัยเหตุปัจจัย

เป็นแต่พวกยึด มันยึดความคิดมัน ว่าอย่างนั้นอย่างนี้นี่ มันไม่ใช่

ความว่างจะเกิดขึ้นมาได้ มันต้องมีขึ้นมาก่อน ไม่ใช่ไม่มี แล้วบอกว่าว่าง นั้นมันไม่มีอะไรมาให้ว่าง เพราะมันว่างอย่างไม่มีอะไรอยู่แล้ว

เมื่อไม่มีอยู่แล้ว มันก็เลยว่างอย่างโง่ๆ ที่ไม่รู้สึกอะไรกับความที่ต้องว่าง

สรรพสิ่ง มันต้องมีขึ้นมาแทนช่องว่าง ที่มันไม่มี เพื่อจะได้รู้ว่ามันมีก่อนที่จะว่าง

เมื่อมันไม่มี แล้วมันมามี ซึ่งมันก็ต้องมีของมันไปตามกาลอยู่แล้ว เพราะเรามันเนื่องด้วยอายตนะและ อวิชชา

เมื่อมีแล้วสามารถว่างกับมันได้ เมื่อมีเหตุปัจจัยในการที่ทำให้มันไม่มี

ใจเจ้าของก็ไม่ทุรนทุรายในสิ่งที่มันเคยมี และมาเป็นไม่มี นี่จึงเรียกว่าว่างในสิ่งที่เคยมี

ผู้มีปัญญาย่อมเข้าใจว่า…

เมื่อก่อน มันก็ไม่เคยมี เมื่อมันมามี และกลับไปสู่ความไม่มี

เจ้าของย่อมเห็นชัดว่า มันมีอาการอย่างไรกับใจดวงนี้ของเจ้าของ

อาการทั้งหลายนี้แหละ ที่ทำให้เจ้าของ เรียนรู้ที่จะเกิดปัญญา

ปัญญาที่เกิดนี้ มันจะทำให้ใจดวงนี้ มีแรงต้านและเข้าใจ ในสิ่งที่มีแล้วว่างเปล่ากลับไปไม่มี เหมือนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างไร

แต่คนว่างเพราะความไม่มี มันไม่มีอาการทางใจเกิดขึ้นเพื่อให้ก่อเป็นปัญญา

นี่แหละหนา เราทั้งหลายจึงควรมี และรู้จักว่างในสิ่งที่มีให้เป็น

ท่านจึงจะเรียกว่า เป็นผู้ว่างและวางด้วยความมีปัญญา

นี่..ความแตกต่างของการมีและไม่มี ที่เรียกว่า ว่างและวาง

โอเคมั๊ย…

>> ลูกศิษย์ ตอนแรกโง่ คิดว่า ว่างและวาง ก็คิดกับของ…คิดกับบุคคล ….. แต่รอบของความว่างและการวาง มันแทรกซึมอยู่ทุกอณู….

<< พระอาจารย์ : ไอ้ที่วางๆ กันน่ะ เพราะมันไม่ถึงทิฏฐิและจำนนต่อโอกาสหรอก

พอถึงทิฏฐิ วางไม่ได้ซักเรื่อง นี่..ขอบอก

เพราะธรรมชาติแห่งอาการจิต ทุกรูป มันปรุงแต่งมาอย่างนั้น

พระอรหันต์ท่านเข้าใจว่า วางไม่ได้นี่แหละ

ท่านจึงยอมรับมันและอยู่กับมันด้วยปัญญา

ที่วางและว่างไม่ได้ เพราะมันเป็นธรรมดาอาการของจิต ที่มันเป็นอาการธรรมดาของมันเช่นนั้น

ที่มันมีเป็นธรรมดา เพราะมันมีผัสสะ

เราวางได้ทุกอย่างด้วยอัตตาแห่งตัวตนหรอก

ลูกที่แสนรัก หากไม่ได้ดั่งใจ เราวางอะไรไม่ได้เลย เมื่อยามผัสสะที่เกิดความไม่ได้ดั่งใจจากลูก

>> ลูกศิษย์ : มันก็ต้องอาศัย การวางด้วยอัตตาแห่งตัวตนก่อนรึป่าวคะ หรือไม่ต้อง

<< พระอาจารย์ : เราว่าถึงความเป็นจริง จะมีอัตตาหรือไม่มีอัตตา มันก็เป็นธรรมชาติเช่นนี้

บางคนวางทุกอย่าง แต่ใครมาด่าแม่พระพุทธเจ้าที่ตนยึด มันวางไม่ลงอีกนั่นแหละ

ผัสสะไม่ใช่ มีดีหรือไม่ดีหรอก ใจที่ไหลไปตามอัตตาแห่งผัสสะนี่ซิ ระวังตรงนี้

ใจคือตัวปรุงแต่งจิต

ใจคือ อาการของวิญญาณ ที่เนื่องด้วยนามรูป อายตนะและผัสสะมาเป็นเวทนา

>> ลูกศิษย์ : ลูกที่แสนรัก หากไม่ได้ดั่งใจ เราวางอะไรไม่ได้เลย เมื่อยามผัสสะ นี่เป็นธรามดาใช่ไหมค่ะ ที่แม่วางไม่ได้

<< พระอาจารย์ : คนไม่มีลูก ย่อมไม่เข้าใจ ในทิฏฐิที่ยึดในความเป็นลูก

ที่จริงมันก็พอๆ กับความเป็นแม่ โดยเฉพาะ แม่ที่ได้ดั่งใจและเหนือเศียรเกล้า

เราจะวางอะไรในสัญชาตญาณตรงนี้ไม่ได้เลย

แค่ความผิดหวังและไม่ได้ดั่งใจที่เกิดขึ้นเล็กน้อยจากแม่ที่แสนรัก

มันก็ทำให้ใจเจ้าของหวั่นไหว เพราะความรักที่มันท่วมท้นและถูกใจเป็นเหตุ

ตราบใดที่ยังมีความรัก…

ตราบนั้น ความว่างจะไม่มีทางเกิดขึ้นมาจากภายในใจเราได้เลย

เพราะความรัก เป็นน้ำหนักถ่วงสรรพสิ่ง ไม่ให้เกิดความว่างและวางลงได้

ที่สำคัญ โลกนี้ มันเต็มไปด้วยความรักหอมหวลอบอวลกลิ่นอายซะด้วย

ในรัก มันมีเสี้ยนแห่งความทุกข์ที่เรามองหายังไงก็มองไม่เห็น

ความไม่ได้ดั่งใจในสายใยแห่งรัก มันคือเสี้ยนหนามใจที่ซ่อนฝังตัวไว้ เรามองไม่มีวันเห็น ตราบใดที่ยังอบอวลไปด้วยอายแห่งรัก

กลิ่นอายแห่งรัก มันบดบังความจริงที่เป็นทุกข์

ทุกข์มันซ่อนตัวอยู่ในนั้น อยู่ในรักที่แสนหวานชื่น

แต่เรามองไม่เห็น เมื่อมันได้ดั่งใจอยู่

ความรักนี้ มีเมื่อใหร่ ความว่างทั้งหลาย มันไม่มีรูเกิด

>> ลูกศิษย์ : แล้วเราจะหลุดจากบ่วงรักนี้ยังไงคะ

<< พระอาจารย์ : เข้าใจว่าเราหลุดออกไปจากมันไม่ได้ซิ

และเราอยู่กับมันด้วยความเข้าใจ ที่พร้อมจะเผชิญ ด้วยกำลังแห่งสติและปัญญา ที่เห็นเป็นความธรรมดาที่มันมีที่มันเป็น

ถ้ารักด้วยอัตตา แน่นอน เจ็บปวด

ถ้ารักด้วยความเข้าใจ ว่ามีรักเมื่อไหร่ ความทุกข์ทั้งหลายมันจะตามมา นี่..รักแบบมีปัญญา

เมื่อความทุกข์มันตามมา เราเข้าใจแล้วว่ามันต้องมีและเกิดเป็นธรรมดา

นี่..เราทำใจได้เราเข้าใจ เราก็พอที่จะมีที่ยืนอยู่กับความทุกข์ใดๆ ที่เกิดจากความไม่สมหวังได้

แม้เราจะเข้าใจแค่ไหน เราก็ย่อมทุกข์เป็นธรรมดา

นี่..พึงยอมรับมัน

ข้านี่ประจักษ์แจ้งว่า

กายไม่ใช่เรา

เราไม่มีในกาย

กายนี้ไม่มีเรา

แต่ตอนปูนเข้าตา ไอ้เหี้ยยย กูแสบตาชิบหาย

ปูนเข้าตา…

กายวิญญานมันก็ทำหน้าที่ของมันเป็นธรรมดา ที่ข้าแหกปากร้องนี่

มันเป็นอาการแห่งจิตที่มันแสดงเป็นธรรมดา ไม่ใช่ข้าซักหน่อย

แต่ใครยืมตังค์ไปสองร้อย ช่วยนำมาจ่ายหน่อย ข้าไม่มีกินแล้ว

พระธรรมเทศนา วันที่ 23 มิถุนายน 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง