ผัสสะเกิดเวทนา ก็ให้สักแต่ว่า ถามตอบธรรม จากธรรมกะ

ผัสสะเกิดเวทนา ก็ให้สักแต่ว่า ถามตอบธรรม จากธรรมกะ

964
0
แบ่งปัน

>> ลูกศิษย์ : ผมขอถามเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่างครับ…อวิชชาเป็นผลมาจากผัสสะใช่ไหมครับ…

ผัสสะเกิดเวทนา ก็ให้สักแต่ว่า ถามตอบธรรม จากธรรมกะอีกมุมหนึ่งถ้าหากผัสสะเกิดขึ้นแล้ว…คนนั้น..ผู้นั้นสามารถระงับเวทนาไม่ให้เกิดได้เร็วมาก(อาจจะเกิดจริงแตะระงับได้เร็ว)

เหมือนมีผู้กล่าวไว้ว่าชั่วเวลาแค่กระพริบตา..ถ้าเป็นเช่นนั่นแล้วคนๆ นั้นก็สามารถหลุดพ้นจากวงจรได้..ถูกต้องไหมครับ…

ถ้าเป็นเช่นนั้นมันก็จะสอดคล้องกับคำสอนที่พระพุทธองค์ได้กล่าวแก่พิพาหะ….ตามที่ผมได้ยกมาตอบน้องปอในวันก่อน….กราบขอบพระคุณครับ…

<< พระอาจารย์ : การระงับเวทนา จากผัสสะ มันระงับไม่ได้ มีนา..แต่เรารู้จักมันได้

เหตุเพราะอายตนะมันเป็นเหตุแห่งผัสสะอยู่ คำว่าระงับนี้ หมายถึงความเข้าใจ ธรรมดาที่มันมีเหตุปัจจัยมา

ไม่ได้เกิดจากเราเป็น ไม่ใช่ว่าเรา จะไปตัดผัสสะ หรือเกิดผัสสะ แล้วเราระงับไว้ ไม่ให้เกิด เวทนา ไม่ใช่อย่างนั้น

ธรรมะคือ การพิจารณา จนเห็นความเป็นธรรมดา ว่ามันอาศัยเหตุปัจจัยเกิด ซึ่งกันและกัน มาเป็นอย่างนี้ๆๆ เมื่อเข้าใจว่า มันเป็นของมันเช่นนี้ ตามกำลังสติและปัญญา จะมีเราวางหรือไม่ว่าง มันก็วาง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผัสสะและเวทนา ปัญหาอยู่ที่กิเลสตัณหาที่หลงเข้าไปเป็นเจ้าของแห่งผัสสะ

นี่แหละเพราะมันเป็นอวิชชามาแต่ก่อนเก่า จึงหลงซ้ำๆ ในกระบวนการเดิม ที่ยังหาเหตุแห่งผัสสะไม่เจอ จึงมาเป็นอวิชชาสืบๆ ต่อๆ กันมา

อวิชชานี้ อาศัยผัสสะเกิด พวกเรามันเอาตัวตนที่เป็นอยู่ไปเป็นเจ้าของความเข้าใจ ไม่ได้ถอยออกมาดูความเข้าใจที่เข้าไปเป็นเจ้าของ

การผัสสะแรก เราก็ตามรู้ไม่ได้ เราแค่รู้ได้เมื่อเกิดเวทนาขึ้นแล้ว เรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่พวกนุ่งหลากสี หรือนุ่งขาวห่มขาว ที่จะมาเข้าใจ มันเป็นเรื่องของนักบวชที่มีใจ น้อมมาทางหลุดพ้นแห่งความเป็นเพศบรรพชิตล้วนๆ

พระพาหิยะ ท่านเป็นคนมีปัญญา เพียงแต่ยังหาทางออกแห่งความจริงไม่เจอ เมื่อได้รับการชี้แนะ ท่านจึงเข้าใจ ว่ามันเป็นของมันเช่นนี้เอง

การเป็นของมันเช่นนี้เอง ท่านได้รับคำอธิบายและประจักษ์จิต ที่สำคัญ นักแปล ท่านแปลและเอาข้อความมาสั้นเกินไป

เพื่อเชิดชูธรรมแห่งคำตรัสของพระพุทธองค์ ว่าคนมีปัญญา แม้ฟังคาถาแค่ไม่กี่ประโยค ก็สามารถบรรลุธรรมได้

>> ลูกศิษย์ : ถ้าเช่นนั้นแล้ว..เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า..รู้ก็สักแต่รู้…เห็นก็สักแต่เห็น..เป็นต้น…ขอรบกวนพระคุณเจ้าช่วยให้ความสว่างด้วยครับ

<< พระอาจารย์ : คำว่าสักแต่ว่านี่ มันยังมีตัวตนให้สักแต่ว่า มันยังไม่ได้เข้าไปตี อวิชชาแห่งตัวตนให้แตกเลย

ในความเห็นของธรรมอย่างป่าๆ เป็นการบรรลุความจริงที่เข้าสู่ความเป็นอริยชน เบื้องต้น เกิดเจโตวิมุติขึ้นมา พูดไป เขาจะกล่าวหาว่า ขวางตำราซะเปล่าๆ

เรื่องอวิชชานี้ เป็นเรื่องจิตล้วนๆ อรรถาจารย์เขียนไปตามคำบอกสืบๆ กันมา ใช่ว่าเหล่าอรรถาจารย์ จะเข้าถึงธรรมแล้วเขียนซะเมื่อไหร่

เป็นพวกเรียนธรรมมาและอยู่นาน จึงยกให้เป็นเหล่าอรรถาจารย์ ท่านเหล่านี้ มีหน้าที่เขียนตำรา ไม่ได้มีหน้าที่ เข้าใจตำราที่เขียน

คนที่เข้าใจ ท่านก็เอาตำราที่เขียนนั้น มาวิเคราะห์ หาผลสาวเหตุ และสอดส่องลงไป แล้วจึงนำมาขยายให้หมู่ศรัทธาฟัง

ท่านผู้รู้ ท่านไม่เข้าไปทำลายของเก่าโดยการเขียนใหม่ ท่านไม่ทำ มีแต่ท่านจะเสริมว่า มันมีกาลและเหตุปัจจัยเช่นนี้ เช่นนั้นอีก ซึ่งก็อยู่กับปฏิภาณของผู้เป็นอาจารย์ชี้

คำว่าสักแต่ว่านี่ มันเป็นผลของเวทนาที่ผัสสะแล้ว หากเรายึดเอาแค่คำว่าสักแต่ว่า เป็นเครื่องอยู่ มันก็จะเป็นสักแต่ว่าอย่างโง่ๆ

ขาดการมีปัญญาที่เกิดจากการสาง สักแต่ว่า ที่เราให้นิยาม สักแต่ว่านี่ มันเป็นอุเบกขา ที่สางความยุ่งเหยิงที่ผุดขึ้นมาไม่รู้จักจบนี้ ได้เป็นที่เข้าใจด้วยตัวของมันเองแล้ว เรียกว่า เกิดปัญญารู้แจ้ง

ไม่ใช่เพื่อนเอาลูกเมียไปล่อ ก็สักแต่ว่าเพื่อนมันล่อลูกเมียเรา ไม่เป็นไร อย่างงี้มันโง่หลายๆ ธรรมนั้นตราบใดที่ยังไม่เกิดผัสสะ ความสะดุ้งสะเทือนย่อมมีอยู

เพราะสัญญาแห่งสังขารมันยังมี ผู้สักแต่ว่าได้ ต้องมาแก้เรื่องสัญญาภายในก่อน ที่ท่านชี้ท่านพาหิยะ เป็นเรื่องของเบื้องต้น ในการลดตัวตน ให้ลดการเป็นเจ้าของเวทนา ที่เกิดจากผัสสะ

เมื่อเห็นจริงตามนั้น ก็จะเห็นชัดว่า มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ความจริงที่เห็นตรงนี้ เมื่อบวชเข้ามาเป็นเพศแห่งบรรพชิต

ก็จะสามารถพิจารณาต่อ ให้กว้างขวางขยายออกไปอีกมากหลายได้ กระบวนการนี้ อาศัยการพิจารณา อันแหยบคาย เกิดปัญญาเห็นความจริงอย่างสิ้นสงสัยเท่านั้น

ทางตำราบางเรื่องและหลายเรื่อง ให้นิยามและความหมายสั้นไป ทำให้ผู้ไม่รู้ยึดความหมายอันสั้นๆ นั้นเป็นอุปาทาน

การบรรลุธรรมต่อหน้าพระพักต์ ยังไงก็ต้องได้รับคำชี้ที่ตรงจุด และอธิบายขยายธรรม ฟังแล้ว จึงตรึกและนึกตามได้

บางคนสั้น บางคนยาวไม่เท่ากัน แต่เรื่องตรัสแค่ไม่กี่คำแล้วเกิดการบรรลุแตกฉาน รู้ทุกสิ่ง เป็นไม่มี เพราะนี่เป็นเรื่องจิต ไม่ใช่เรื่องของความเห็น

หรือคิดตามแล้วทะลุทุกเรื่อง มันเข้าใจเป็นเรื่องๆ เพียงแต่เรื่องที่ไม่รู้ มันก็เป็นของมันเช่นนั่นเอง

หนังสือตำรา โม้ยังไงก็ได้ ใครเข้าใจหน่อยก็บรรลุกันทั้งนั้น อย่างพระโมคลา ท่านบรรลุธรรมเรื่องธาตุสี่

เมื่อบรรลุแล้ว อยู่ประคองจิต ฝึกฌานจนแก่กล้า จึงมีฤทธิ์ขึ้นมา เพราะเรื่องปัญญากับอาการทางจิต มันคนละเรื่องกัน

นี่ให้ไว้พอเป็นแนวคิด เช้านี้ ขอสวัสดี ขอทำกิจธุระก่อน

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง เหตุแห่งอวิชา …..เหตุปัจจุบันที่มีรูป ( ท่อน 4 ของการถามตอบเหตุแห่งอวิชา ) ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง