ปัญญา…ที่สามารถบรรลุธรรม

ปัญญา…ที่สามารถบรรลุธรรม

908
0
แบ่งปัน

>> คำถาม : ขอกราบเรียนถามพระคุณเจ้าครับ…ตามที่เล่าเรียนมาปัญญาเกิดได้ สามทางปัญญาเกิดจากการฟังเล่าเรียนปัญญาเกิดจากการคิดค้นตรึกตรองปัญญาที่เกิดจากการภาวนา

ผมสงสัยว่าตัวปัญญาที่จะใช้ในการตัดอาสวะกิเลสได้ตัวไหนคือพระเอกครับ

หมายความว่าถ้าไม่มีตัวนี้..กิเลสยังคงอยู่…เพราะเกิดความขัดแย้งทางความคิดครับว่า

ในสมัยพระพุทธกาลพระสาวกของท่านแต่ละองค์ใช้เวลาในการบรรลุธรรมขั้นต้นถึงขั้นสูงสุดในเวลาที่น้อยมาก….

บางท่านมือถือดาบเปื้อนเลือดอยู่แท้ๆ…ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าแค่คำครั้งเดียว..ทิ้งดาบออกบวชเลยและไม่นานก็สำเร็จ…

เมื่อเทียบกับประวัติพระอรหันต์..ต่างในยุคปัจจุบัน..แต่ละท่านต้องปฏิบัติอย่างโชกโชนแบบถวายชีวิตและใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10-15 ปีตามประวัติของท่านครับ….

ผมเลยเกิดความสงสัยถึงตัวปัญญาทั้งสามตัวว่ามันต้องมีทั้งสามตัวหรือไม่ในการตัดกิเลสหรือตัวใดตัวหนึ่งครับ....เพราะมิฉะนั้นมันจะกลายเป็นวิปัสสะนึก…คือนึกเอาเพราะมันคาบเกี่ยวกับปัญญาตัวที่สอง..ขอบพระคุณครับ

<< พระอาจารย์ : ตอบ Meena Mana จะขยายธรรมที่สงสัยให้ฟัง

คำว่าปัญญานี้ ทั้งสามทางที่เกิด คือความเข้าใจในขณะนั้น อย่างที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน จึงเรียกว่า ปัญญา

เมื่อเกิดปัญญาแล้ว รู้แล้ว เข้าใจแล้ว ในแต่ละเหตุนั้นๆ ทั้งจากที่อ่าน ที่ฟัง ที่ตรึกตรอง หรือ ภาวนา รู้แล้วนั้น เป็นสัญญาอดีตทั้งหมด

อดีตสัญญานี้ เป็นปัญญาที่ผ่านไปแล้ว เราอาศัยสัญญานั้น สาวผลไปหาเหตุที่ลึก และละเอียด ลงไปได้อีก โดยไม่รู้จบ

อะไรที่เป็นสัญญาไปแล้ว ย่อมไม่ใช่ปัญญาที่เราคิดว่าเป็น แต่เราใช้สัญญาที่เคยเป็นปัญญารู้แจ้งนั้น อบรมจิตโดยมีสติระลึกถึง ประคองใจเป็นเครื่องอยู่

คนสมัยโบราณ ท่านก็ไม่ต่างไปจากเรา ไม่ใช่ว่าคนโบราณ จะมีกิเลสน้อยกว่ายุคนี้ซะเมื่อไหร่

เพราะคนโบราณ ต่างก็มี นิสัยโลภ โกรธ หลง ไม่แตกต่างไปจากคนยุคนี้

ยุคก่อน เขาปล้นฆ่าชิงเมืองกันเลยทีเดียว ไม่พอใจก็ฆ่า อยากได้ก็ปล้น และหวงแหนในรูป และทรัพย์สมบัติของตน มันหนักยิ่งกว่าคนยุคนี้ซิไม่ว่า

ที่ท่านบรรลุธรรมกัน เกิดจากที่ท่านฟังแล้ว เข้าใจ แย้งไม่ได้ ไม่เคยรู้มาก่อน และเห็นจริงตามนั้น เริ่มตั้งแต่ขั้นศีล เรียกว่าเป็นอริยชนแล้ว คือเป็นผู้ประเสริฐ เรียกว่า พระโสดาบัน

มีปัญญาละเอียดขึ้น วางได้มากขึ้น มีความละอายใจต่อบาปสูงขึ้น เรียกว่า พระสกิทาคามี

เมื่อเกิดปัญญาเห็นแจ้งในกายว่ามันสกปรก ไม่ได้น่าหลงไหลอะไรตรงไหน รวมทั้งวัตถุสิ่งของว่ามันสลายเป็นธรรมดา ปล่อยวางอารมณ์กระทบได้ นี่เรียกว่า พระอนาคามี

หากเห็นแจ้งประจักษ์ใจแทงตลอดทั้งสายแห่งธรรม คือธรรมดาในสรรพสิ่ง ว่าแท้จริง มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง ที่เกิด เป็นเพราะมีเหตุปัจจัย ไม่ได้มีใคร มาบังคับบัญชามัน นี่ ปัญญาเช่นนี้ เรียกพระอรหันต์

สมัยก่อนเขาไม่ค่อยรู้ความจริงกัน เขาจึงอวดดี แต่พอรู้ความจริงว่า แท้จริงมันเป็นของมันเช่นนี้ เขาจึงวางอุปาทานที่ยึดมั่นไว้ เพราะมันเห็นความเป็นธรรม เช่นนั้นจริงๆ

ต่างจากยุคนี้ กาลมันผ่านมานาน เกิดสะสมสัญญาความรู้มาก สมัยก่อน เขารู้กันธรรมดา แต่เราเดี๋ยวนี้ มันดันรู้มาก มันมากซะจน แทบจะไม่รู้อะไรจริงๆ กันเลย

ปัญญาทางการอ่านการฟัง เมื่อผัสสะแล้วเกิดปัญญา การอ่านต้อง อาศัยการตรึกตรอง และการภาวนาตาม การบรรลุจึงมีโอกาสเกิด เพราะมีตัวตนทั้งดุ้น เข้าไปเป็นเจ้าของธรรมทั้งหลายที่ผัสสะ โอกาสบรรลุธรรมด้วยการอ่าน แทบไม่มี สำหรับคนทั่วไป

บางท่าน ฟังแล้วบรรลุ ทั้งที่ไม่เคยอ่านและภาวนามา เหตุเพราะปัญญาเขามีภาชนะรองรับธรรมได้สูง แต่ก็ต้องตรึกตรองตาม นี่ก็เป็นอาการแห่งการภาวนาเช่นกัน นี่พอบรรลุได้ หากได้รับฟังธรรมจากสัตบุรุษโดยตรง

ส่วนการตรึกตรอง เป็นวิสัยของผู้ที่จะบรรลุปัญญาวิมุตติ ต้องอาศัย การอ่าน หรือการฟัง และมีการภาวนา นี่..จึงบรรลุมรรคผลได้

ส่วนการภาวนา คือเมื่ออ่านแล้ว ฟังแล้ว หรือตรึกตรองแล้ว ก็ยังไม่แตกฉาน จำเป็นต้อง มากระทำผลนั้น สาวไปหาเหตุ ด้วยการตรึกตรองและการฟัง การอ่านมากๆ เรียกว่า เป็นอาการของการภาวนา นี่..จึงบรรลุธรรมได้

การบรรลุธรรม บรรลุได้ทุกๆ คน ที่ได้เกิดมา เพียงแต่ มันต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลากหลาย ในแต่ละคน มันไม่เท่ากัน เราจึงเข้าถึงความเป็นธรรม ไม่เท่ากันอีก

แม้ความเป็นพระอรหันต์ ก็ยังมีแยกย่อยกันออกไปมากหลาย ใช่ว่าจะรู้เห็นเหมือนๆ กันทุกๆ องค์ เพียงแต่สิ่งที่ไม่รู้เห็นในแต่ละองค์ ท่านก็เข้าใจในความไม่รู้ว่า มันก็เป็นของมัน เช่นนั้นเอง

การบรรลุธรรมที่จะทำให้บรรลุได้ จะผ่านการอ่านการฟัง การคิดค้นตรึกตรอง หรือไม่  ไม่เท่ากับการภาวนา ขาดการภาวนาตัวเดียว สองตัวที่กล่าว บรรลุยาก

แต่สองตัวที่กล่าวมาประกอบกับการภาวนา หนทางแห่งการบรรลุธรรม มีโอกาสเกิด การภาวนามีความหมายกว้าง สองตัวแรกที่กล่าว ก็เป็นส่วนหนึ่งของการ ภาวนา…

ส่วนท่านที่ฟังพระพุทธองค์แค่ครั้งเดียวแล้วบรรลุธรรม นี่อาศัยบารมีแห่งกุศลวิบากที่เต็มแล้ว ประกอบด้วยหลายเหตุปัจจัยแห่งกรรมที่ได้สะสมมา

ทำให้ได้พบเจอ รับฟัง ใส่ใจ นอบน้อม ศรัทธา เจริญรอยสติ ฟัง พิจารณา ตรึกตรอง และแต่ละท่าน เกิดปัญญาเข้าถึงธรรมไม่เหมือนกัน

แต่อาการ อ่าน ฟัง ตรึกตรอง พิจารณา อาการเหล่านี้ เรียกว่า เป็นการ ภาวนาเช่นกัน

วันนี้โม้มาหลายหน้าเพจ บ่ายแล้วจึงขอลาไปทำงานก่อน ขอสาธุคุณทุกท่านทั้งหลาย

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง รู้ธรรมจริง …..ไม่จำเป็นต้องท่องจำ คำบาลี ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง