คุยกับ…พระอรหันต์เจ้า ท่อนสอง

คุยกับ…พระอรหันต์เจ้า ท่อนสอง

1339
0
แบ่งปัน

วันนั้น ฝนตกหนัก ไอ้เราจะทำไงหว่าเปียกโชกทั้งตัว บอกหลวงพ่อ ช่วยห้ามฝนหน่อย ท่าจะไม่ไหวแล้ว

หลวงพ่อบอกว่า ฝนตกเป็นเรื่องธรรมชาติท่าน ห้ามทำไม..???

อ้าว…หลวงพ่อ ไหนบอกว่า แค่อธิฐานไม่ให้ฝนตกตรงที่เราอยู่ก็ได้ไง นี่เปียกโชกเลย

ดูซิ..หลวงพ่อเองก็หนาวปากสั่นงิ๊กๆๆๆ เลย ใช้
อภิญญาซิหลวงพ่อ ในป่ายามฝนตกมันหนาวน้อ

หลวงพ่อหัวเราะ ปากสั่นด้วยความหนาวฟันกระทบกัน กึ๊กๆๆๆ บอกว่า ทำไม่ได้ว่ะ…

อ้าว..???? พระอรหันต์ ต้องทำได้ซิ ปฏิสัมฏิทาญาณด้วย ไม่ใช่หรือ ก็ไหนบอกว่าห้ามได้ ให้ตกที่อื่นก็ได้ ไม่ให้ตรงนี้เปียกก็ได้ ทำไมหลวงพ่อไม่ทำ ..???

หลวงพ่อหัวเราะสั่นๆๆ บอกว่า ท่านก็ทำไปซิ เรื่องง่ายๆแค่นี้ มาให้ผมทำทำไม ท่านก็ทำได้..

อ้าว…หลวงพ่อ ถ้าผมทำได้ ผมก็ทำอวดหลวงพ่อไปแล้วซิ ไม่มาเปียกหนาวกึ๊กๆอยู่อย่างงี้หรอก

หลวงพ่อขำๆ  แล้วบอกว่า ถ้าผมทำ ท่านก็จะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าทำไม่ได้ เปียกๆ  กันอย่างนี้ซิ เป็นเรื่องแปลก

นี่แหละ สันดานยึดฤทธิ์ เอะอะอะไร ก็คิดว่าต้องใช้อภิญญา ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้

ผมว่า ท่านติดตรงนี้แหละ สูงจัด มรรคผลจึงไม่ก้าวไกล ทำไมไม่ปลงใจว่า ฝนตก เราก็ต้องเปียกเป็นธรรมดา หนาวสั่นเป็นธรรมดา

ก่อนฝนลง ทำไมท่านไม่หาที่กำบัง ท่านอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน ก็เพื่อดูผมแสดง อภิญญา

นี่..ท่านมันขี้สงสัย อยากรู้ อยากดู ว่าผมจะทำอย่างไร ตรงนี้มันเป็นตัณหา

ไอ้ผมเองนั้น แสดงไปแล้ว แค่อยากดูใจท่าน ว่าท่านจะแก้ไขยังไง แต่ท่านมันโง่หลาย ทิฏฐิมันมาบดบังใจซะหมด

อ้าววว…ตกลงนี่ ท่านแสดงอภิญญาตอนไหน ดูไม่ทันเลย ก็เห็นว่า เปียกหนาวปากสั่น ฟันกระทบด้วยกันกึ๊กๆๆๆๆ

มันต้องไม่หนาว ต้องไม่เปียก ต้องไม่เป็นอะไรเลยซิ ถึงจะเรียกว่า อภิญญา รึความหนาวเปียกโซกกก สั่นหงิ๊กๆๆๆงี้ คือ อภิญญา

หลวงพ่อบอกว่า ก็ผมเองนี่แหละ เรียกฝนมา จะดูว่าท่านจะทำไรได้ ก่อนบวช ท่านก็เคยห้ามฝนไม่ใช่รึ ทำไมไม่ห้ามเล่า มาทนเปียกกันทำไม

ผมแสดงฤทธิ์ให้ฝนตกไปแล้ว ท่านก็แสดงฤทธิ์ห้ามฝนหยุดซิ ผมเรียกฝนมา แล้วจะให้ผมแสดงให้ฝนหยุดอีก ท่านนี่…มันโง่แท้

อ้าว….โดนอีก นี่หลวงพ่อเรียกฝนมาหรือ

เออ…ก็เห็นอยู่ยังมาถามอีก รึยังเปียกยังหนาวไม่พอ ไม่ต้องให้หยุด ทั้งคืนเลยไม๊

โอ๊ะ….นี่จะเชื่อดีไหมนี่ ฝนนี้ หลวงพ่อเรียกมา แล้วหลวงพ่อมาเปียกโชกหนาวสั่น ฮูยย.. สวมรอยตอนฝนตกรึเปล่า นี่..สันดานเสีย มันคิดอย่างนี้ มันขี้สงสัย..

หลวงพ่อ ทำให้หยุดได้ไหม ในป่าฝนตกอย่างนี้ มันมืด และหิวมากๆ  เลย

หลวงพ่อหัวเราะ บอกว่า ไม่ใช่หน้าที่ท่าน อยากฝนหยุด เป็นหน้าที่ข้า เพราะข้า เป็นคนอยาก ที่จะให้ฝนมา เพื่อจะดูว่า ท่านจะทำอย่างไร

โหย…อยู่ใกล้ปราชญ์มีอภิญญา ทำไมไม่เหมือนในตำราที่เขาแต่งเลยวะ

ข้ายืนกำหนดจิต ขออธิฐาน ให้ฝนหยุดตก ซึ่งเรื่องจิต แน่นหนาอยู่แล้ว ฝึกมาตั้งนาน เรื่องแค่นี้ สบายมาก

ยืนสงบเป็นชั่วโมง ฝนก็ยังตกไม่หยุด ลืมตาขึ้นมา มืดตื๊ดตื๋อ หลวงพ่อท่านหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

กำหนดจิตอธิฐานยังไง ฝนก็ไม่หยุด เปียกก็เปียก หนาวก็หนาว ที่จะกำบังก็ไม่มี หิวก็หิว ทำอะไรไม่ได้ จึงด่าแม่ออกไป

ไอ้เหี้ยยย ตกแม่งให้ยันเช้าเลยซิโว๊ยยย..!!

ได้ผล …คืนนั้นยืนพิงต้นมะกอกเหลื่อม แช่ฝนพรำและความหนาวตลอดทั้งคืนยันเช้า

ตอนเช้า หลวงพ่อท่านนั่งตัวเปียก อยู่ข้างๆ ไม่ไกลนัก แต่ตอนกลางคืน ข้ามองไม่เห็นเอง นึกว่าท่านเหาะหนีไปแล้วซะอีก

เรายังหนุ่มแต่ท่านแก่แล้ว น่าสงสาร

นมัสการครับหลวงพ่อ ข้าก้มลงกราบ ท่ามกลางสายฝนที่ยังโปรยปราย

ท่านหันมายิ้ม เอามือลูบหัวลูบหน้า บอกว่า ฤทธิ์ท่านแรงนะ นี่เช้าแล้ว ฝนยังไม่หยุดเลย

ข้ามองสายฝนยามเช้า ที่จริงฝนก็คือฝน มันก็ตกตามธรรมชาติของมัน เป็นแต่ใจเราเอง

ที่อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้ ฝนตก มันก็เปียกก็หนาว และหิวสั่นเป็นธรรมดา

เรามันเสือก และอยากให้ได้ดั่งใจว่า ต้องได้อย่างนั้น ต้องได้อย่างนี้ นี่…มันไม่เคยยอมรับความจริงอะไรเลย มันก็เลย…ผิดหวัง

เราหวังอยากให้หลวงพ่อท่าน ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ อย่างที่เราคิด แต่เมื่อมองดูตัวท่าน ท่านก็เปียก ก็หนาว สั่นหงิ๊กๆๆๆ ไม่ต่างกับเรา

ข้าขำกับความคิดตัวเอง จึงคว้าบาตร ออกไปบิณฑบาตร ทั้งๆ  ที่เปียกและอยู่ท่ามกลางสายฝน หลวงพ่อท่านนั่งหลับตเฉย..

วันนั้น ต้นไม้ใส่อาหารว่างมาให้เช่นเคย ในบาตรมีแต่น้ำ ฝนมาซาเอาตอนสายๆ เห็นหลวงพ่อเอาจีวรเก่าๆ ปะๆ ของท่านผึ่งกับกิ่งไม้

จึงบอกท่านไปว่า วันนี้ มีอาหารว่างเช่นเคยนะครับหลวงพ่อ

ท่านหันมาพยักหน้า บอกว่า ท่านไปบิณฑบาตรมาเช่นกัน ได้มาเต็มบาตรเลย

เฮ้ยๆๆๆ โม้อีกแล้ว พระอรหันต์ของเรา ข้ารู้ ว่าท่านแกล้งลองใจ เพราะท่านไม่ได้ออกไปไหนเลย ข้าเห็นอยู่

เพราะข้ายืนบิณฑบาตรระหว่างต้นไม้ ก็ไม่ได้ไกลนัก

มาๆๆๆ หลวงพ่อ เรามาทานอาหารว่างกัน ผมเลี้ยงหลวงพ่อเอง

หลวงพ่อยิ้ม เอาบาตรมาวางไว้บนขอน เปิดฝาบาตรหยิบเอาข้าวเป็นถุงๆ ออกมา ตั้งบนขอน มีปลาทูและน้ำพริก ผัก และแกงอีกถุง

ข้าหันไปเห็น นี่มันอภิญญารึเปล่า ไปบิณฑบาตรมาตอนไหน ก็นั่งอยู่ตรงนี้แท้ๆ

ข้านี่…ยิ้มน้ำตาไหล อยู่ป่ามาตั้งนาน วันนี้ได้กินข้าวอภิญญากับเขามั่งละโว๊ย…ทีนี้ ไม่เสียชาติเกิดจริงจริ๊งกู

ข้าวนั้นถุงเล็ก แบ่งกับหลวงพ่อแล้ว ได้ซักกำมือ แกงกระทิสัปรดหมูที่ข้าชอบ หลวงพ่อแบ่งแล้วยื่นให้

ข้าก็เทตู้มๆๆๆ ลงบาตร คลุกๆๆๆ กับปลาทูและน้ำพริก หลายวันแล้วไม่ได้กินข้าว วันนี้ได้กินข้าวอภิญญา ปลื้มมมม.ใจ ฮือๆๆๆๆ ก้างปลากูก็จะแดกไม่ให้เหลือ

เช้านั้น อาหารอร่อยนักหนา กินไปน้ำตาไหลไป รักหลวงพ่อชิบหาย อยากนิมนต์ท่านไปอยู่ด้วยกันจะขอยอมรับใช้ จนท่านละสังขารเลยทีเดียว

นี่..เป็นช่วงหนึ่งที่ได้ประจักษ์มา อภิญญานั้น มีจริง แต่มันเป็นเรื่องจิตล้วนๆ ไม่มีธรรม

หากไม่มีผู้ชี้ เกิดใครได้ขึ้นมา เป็นอันเชื่อได้ว่า ยึดชิบหาย รับรองได้ ฟันธง..

วันนี้คงพอแค่นี้ สวัสดีทุกท่าน

ธรรมกะ บุญญพลัง..