ความจริงที่ตรงกันข้ามกับที่เรารู้จริง

ความจริงที่ตรงกันข้ามกับที่เรารู้จริง

773
0
แบ่งปัน

ลูกศิษย์ : สิ่งนี้เรียกว่า รัก

เมื่อเด็กน้อยออกแรง นวดศีรษะให้พ่อ อย่างตั้งใจ สิ่งนี้เรียกว่ารัก
เมื่อภรรยา ชงชาให้สามี ยามเขาเหนื่อยล้า สิ่งนี้เรียกว่ารัก
เมื่อแม่แบ่งชิ้นเค้กที่ดีที่สุด อร่อยที่สุดเพื่อลูก สิ่งนี้เรียกว่ารัก

เมื่อเพื่อนนั่งอยู่ข้างๆให้กำลังใจเมื่อยามเราท้อแท้ สิ้นหวัง สิ่งนี้เรียกว่ารัก

เมื่อพี่ชายโทรหาน้องสาว และถามว่าใกล้ถึงบ้านหรือยัง สิ่งนี้เรียกว่ารัก

เพื่อนในไลน์ที่สวัสดี Good Morning ให้ทุกเช้า สิ่งนี้เรียกว่ารัก
รัก ไม่ใช่เพียงภาพผู้ชายและผู้หญิงกุมมือกัน รักไม่ใช่ความหวานชื่น ความสุขในวัยหนุ่มสาวเท่านั้น
แต่แท้จริงแล้ว รักคือการกระทำเล็กๆน้อยๆ ที่เราทำให้คนที่เรารักอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และอยากทำให้เรื่อยๆ

ไม่รู้เบื่อ ที่จะทำที่แท้แล้ว ชื่อจริงของความรักคือ การใส่ใจ

พระอาจารย์ : ด่าแม่กันด้วยถ้อยคำแรงๆ สิ่งนี้ก็เรียกว่ารัก

ลูกศิษย์ : ด่าแรงๆ รับไม่ได้ค่ะ แม้ว่าคนพูดจะหวังดี เรากลับมองไม่เห็น เพราะทิฐิเราใช้ไหมค่ะหลวงตา

พระอาจารย์ : นี่แสดงว่าแกไม่มีเพื่อนรักสนิทจริงๆ ถ้ามี ต้องพูดแรงๆ เพื่อสะใจ ภาษาใต้เรียกว่า หร๋อยแรง

คำด่าแม่แรงๆจากเพื่อนที่สนิทนี่ มันก็เป็นการแสดงออกทางความรักมากๆยิ่งเช่นกัน

เช่นเพื่อนรักหายไปนานคิดถึงชิบหาย พอเจอหน้ากัน ไอ้เย๊ดครกเอ๊ย มึงหายไปไหนมา

มัวหวานแหววพูดเพราะอย่างแก มันกากไม่เข้าถึงแก่นใจ พวกโลกสวยน่ะ

ข้านี่ ตอนเกิดอุบัติเหตุนอนอยู่โรงบาล ฟื้นขึ้นมา ข้าเห็นเลยว่าเพื่อนคนไหนที่น่าคบ

แค่กระพริบตาได้ ไอ้พวกเพื่อนรักมันก็เฮมาให้พรแล้ว

ไอ้เย๊ดแม่ง ไอ้สาดดดด กูคิดว่ามึงจะตายห่าไปซะอีก

นี่เพื่อนรักมันให้พร ตอนฟื้นขึ้นมา อย่างขี้หมูขี้หมามันก็แสดงความรักออกมาทางเสียงว่า

ไอ้ซ่นตีน เหี้ยๆๆ อย่างมึงมันไม่น่าฟื้นขึ้นมาเลย นี่ มันหมายความว่าไม่อยากให้ข้าตาย

เพื่อนรักกันมันต้องกระแทกกันด้วย ท่าทาง คำพูดที่ฟังแล้วให้ความหมายว่านี่กูรักมาก

นี่ไม่ต้องมานั่งตอแหลแล้ว

คำแรงด้วยโทสะ กับคำแรงด้วยความจริงใจห่วงใย คนโง่ย่อมแยกไม่ออก

คนย่อมเอาความหมายแห่งคำ มาเป็นความหมาย ไม่ได้เอาใจข้างในมาเป็นความหมาย

และคนเรามักตัดสินผลที่ตนเองคิดและเข้าใจ ไม่ได้เคยพิจารณาว่าอะไรทำให้ผลมันเป็นเช่นนี้

นี่ใจมันก็ย่อมเดือดร้อน เพราะเจ้าของมันไม่ได้ดั่งใจ ที่ไม่ได้ดั่งใจ เพราะใจมันไปยึดแค่ผลที่ไม่ได้ดั่งใจตน

นี่พวกจอมทิฏฐิ

และชอบย้อมอารมณ์เช่นนี้อยู่บ่อยๆ จนกลายเป็นจอมเพ่งโทษโดยไม่รู้ตัว คิดว่าการเพ่งโทษคนที่ตนแสดงออกนี่ เป็นความหวังดี

ข้าเองนี่ ชี้พวกเราให้ฉลาดคิด ไม่ชี้ให้เชื่อที่ข้าบอก หากคิดไม่เป็นมันก็หลงเชื่อตายห่า

หลายอย่างหากมันไม่เข้าท่ากับเรา มันก็ต้องถามกันล่ะ ไม่ใช่เชื่อกันยันเต

ทุกคนเป็นคนมีปัญญากันอยู่แล้ว ใครมันจะมาหลอกกันนี่ ไม่รู้รึไง ไม่เข้าใจไม่เข้าท่าก็ต้องถาม

คิดเองคิดเท่าไหร่มันก็ผิดเท่านั้น เพราะมันเป็นตัวตนคิดที่เอาเหตุผลแค่สัญญาจำ

พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้สอนให้ เชื่อ

ท่านสอนให้คิด ตามหลักความจริง

ไม่ใช่จริงอย่างกูๆ มันต้องจริงอย่างถูกหลักตามสัจจธรรม

อะไรคือสัจธรรม นี่คิดกันไม่เป็นอีก

สัจธรรมของแต่ละคนมันมีน้ำหนักไม่เท่ากันอีก ก็เอาแค่กำลังปัญญาที่มี สาวผลที่มันเผาใจสอดส่งลงไปหาเหตุ ว่ามันทุกข์ใจด้วยเรื่องอะไร

สอดส่งลงไปว่าทำไมเจ้าของถึงได้ทุกข์ใจแก้ไม่หาย หากมันตันไปไม่ได้ ค่อยนำออกมาให้ผู้ที่มีกำลังกว่าเขาแก้ให้

ปัญหา คือใจที่มันดื้อรั้น ใครจะมาแก้ให้มันก็ไม่ฟัง

นี่ ภาวะดื้อรั้นของใจที่เป็นเด็กน้อย

เจ้าพวกเด็กน้อยนี่ มันชอบคิดของมันเอง คิดแล้วยึดเอาทึกทักเอา

เหมือนเด็กน้อยสงสัยกระต่ายบนดวงจันทร์ เด็กน้อยก็เฝ้าถามเรื่องกระต่ายบนดวงจันทร์

เพราะเด็กน้อยมันให้นิยามแก่สัญญาตนว่า บนดวงจันทร์มันมีกระต่าย

เมื่อยึดว่ามี ความเพ้อเจ้อเรื่องกระต่ายบนดวงจันทร์ มันก็ย่อมมีและดำเนินไปตามอุปาทานที่มี

เมื่อวันสองวันนี้ เจ้า สิทธิกร นาล่มอะไรนั่น แหล่มมาเรื่อง รูปฌาน อรูปฌานในหน้าเพจ

เจ้านี้นี่ มันเป็นตัวตลกดี มันกล้าแสดงออกดี แม้จะเป็นความยึดมั่นด้วยความโง่และดื้อด้านส่วนตัวก็เหอะ

ความไม่เข้าใจเรื่องจิต เรื่องธรรม อ่านและจำโดยคิดว่าอย่างนั้นอย่างนี้เอา มันก็เหมือนเด็กน้อยเล่าเรื่อง กระต่ายบนดวงจันทร์

ความอ่อนแห่งธรรม ความอ่อนแห่งปัญญาที่แสดงออกมา มันมีช่องโหว่ให้ผู้คนทั้งหลายหัวเราะทิ่มตำ เอากับการกระทำและแสดงออกได้

นี่แสดงพลังด้านโง่ออกมาอวดให้โลกเขารับรู้

เรื่องรูปฌานและเรื่องจิตนี่ มันไม่เป็นสาธารณะต่อคนทั่วไป

หากพูดแบบพ่นไปเรื่อยไร้เหตุไร้ผลไร้กาลมาประกอบ คนไม่รู้เขาก็จะงงกันไปใหญ่

และนี่เป็นความจัญไรแห่งใจ ที่ไม่ได้อบรมว่าอะไร ควรหรือไม่ควร

หากว่าง ข้าจะลงไปอธิบาย ให้ได้พอรู้ๆกัน

เออเช้านี้หวัดดี

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 14 มกราคม 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง